Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน1 พฤศจิกายน 2549
สยามร่วมมิตรส่งเคนโด้ลุยสแน็คสุขภาพ             
 


   
www resources

โฮมเพจ สยามร่วมมิตร

   
search resources

สยามร่วมมิตร, บจก.
Snack and Bakery




สยามร่วมมิตรยึดกลยุทธ์สร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่ง ล่าสุดสร้างตลาดสแน็คเพื่อสุขภาพ ด้วยการทุ่มงบตลาด 50-80 ล้านบาทส่งน้องใหม่ “เคนโด้” ข้าวอบกรอบผสมสาหร่ายสไตล์ญี่ปุ่น ชูจุดเด่นเป็นสแน็คพรีเมี่ยมสไตล์ญี่ปุ่น อิงกระแสเจ-เทรนด์เจาะกลุ่มวัยรุ่น13-18 ปี ตั้งเป้ายอดขายปีแรกกว่า 300 ล้านบาทและมีแชร์2% จากตลาดรวมสแน็ค1.3 หมื่นล้านบาท คาดภายใน 3 ปียอดขาย 1 พันล้านบาท เผยกรณีภาครัฐเล็งคุมเข้มสแน็คเห็นด้วยแต่ต้องทำทุกกลุ่มให้เท่าเทียมกัน

นายสุรเดช นภาพฤกษ์ชาติ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัทสยามร่วมมิตร จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมขบเคี้ยว อาทิ ข้าวเกรียบกุ้งฮานามิ, รวยเพื่อน,สแน็คแจ๊คและคอร์นพัฟฟ์ฯลฯ เปิดเผยว่า นโยบายการดำเนินงานของสินค้าในกลุ่มขนมขบเคี้ยวหรือสแน็คของบริษัทฯต่อจากนี้ไปจะเน้นกลยุทธ์ที่สร้างความแตกต่างทางการตลาด(Differentiate Marketing) ทั้งในกลุ่มขนมขบเคี้ยวแบบธรรมดา(Normal Snack) และขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ (Healthy Snack) ไม่ว่าจะเป็นการสร้างจุดแตกต่างเหนือคู่แข่ง, การสร้างเซกเมนต์ใหม่ให้กับตลาดสแน็ค เป็นต้น

ล่าสุดบริษัทฯได้เล็งเห็นช่องว่างตลาดสแน็คเพื่อสุขภาพซึ่งยังไม่มีผู้เล่นรายใดทำตลาดอย่างจริงจัง จึงได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ใหม่ “เคนโด้ (KENDO)” ข้าวอบกรอบผสมสาหร่าย 2 รสชาติ ได้แก่ รสซอสโชยุและรสเทริยากิ มีให้เลือก 2 ขนาดได้แก่ 17 กรัม5 บาทและ75 กรัม 20 บาท ซึ่งเบื้องต้นแนวทางการทำตลาดจะเน้นเรื่องการสร้างแบรนด์ผ่านสื่อต่างๆ รวมถึงการเน้นไปที่สปอร์ต มาร์เก็ตติ้งในการทำตลาด

“นอกจากนี้การเปิดตัวเคนโด้นี้เพื่อให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์หลักที่ออกมาในช่วงที่บริษัทฯครบรอบ30ปีที่ต้องการเน้นทำตลาดสินค้าหลายแบรนด์มากขึ้นและสร้างสแน็คแนวใหม่คือเฮลท์ตี้ สแน็ค ซึ่งเราจัดให้เคนโด้เป็นได้ทั้งไรซ์ สแน็คและเป็นเฮลท์ตี้ สแน็คตัวแรกของบริษัทฯ และคาดหวังว่าเคนโดจะสามารถสร้างยอดรายได้หรือเป็นสินค้าหลัก(Product Flagship)ของสยามร่วมมิตรต่อไปในอนาคตได้เหมือนอย่างฮานามิ”

สินค้าเคนโด้มีกลุ่มเป้าหมายหลักอยู่ที่กลุ่มวัยรุ่นอายุ13-18ปีและกลุ่มเป้าหมายรองได้แก่ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยและคนเริ่มทำงาน ส่วนจุดเด่นของสินค้า ได้แก่ ชื่อแบรนด์และบรรจุภัณฑ์เน้นสไตล์ญี่ปุ่นหรือเจ-เทรนด์ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของวัยรุ่น ขณะที่ส่วนผสมหลักของเคนโด คือ ข้าวและสาหร่ายญี่ปุ่นมีคุณค่าทางโภชนาการและมีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งสอดรับกับกระแสรักสุขภาพที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้

สำหรับงบการทำตลาดสินค้าใหม่ในปีแรกนี้บริษัทฯตั้งไว้ที่ 50-80 ล้านบาท โดยจะเน้นทำตลาดทั้งอโบพ เดอะ ไลน์ เช่น การทำภาพยนตร์โฆษณาเป็นซีรีย์ 5 ชุด เริ่มออกอากาศต้นเดือนพ.ย.นี้ ส่วนด้านบีโลว์ เดอะ ไลน์ เช่น การจัดกิจกรรมเปิดตัวเคนโด้ในวันลอยกระทงหรือวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ย.นี้และการแจกสินค้าตัวอย่าง 1 ล้านชิ้น เป้นต้น

ด้านช่องทางการจำหน่ายสินค้าเคนโด้ แบ่งออกเป็น 2 ช่องทาง คือ โมเดิร์นเทรดคิดเป็นสัดส่วน60% และช่องทางเทรดดิชั่นแนลเทรด เช่น ร้านค้ายี่ปั๊วและร้านค้าปลีกต่างๆอยู่ที่40% ทั้งนี้คาดว่าภายในเดือนพฤศจิกายนนี้บริษัทฯจะสามารถกระจายสินค้าได้ครอบคลุมทั่วประเทศ

สำหรับยอดขายเคนโด้ในปีแรกนี้บริษัทฯคาดว่าจะมีไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทและมีส่วนแบ่งทางการตลาด2% ของตลาดรวมสแน็คที่มีมูลค่า 1.2-1.3 หมื่นล้านบาทและมีอัตราการโตปีนี้ที่10% จากนั้นภายใน 3 ปีคาดว่าเคนโด้จะสร้างยอดขายกว่า 1,000 ล้านบาทและมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่7-8% ของตลาดสแน็ครวมกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

ส่วนภาพรวมของบริษัทฯในปี2549นี้คาดว่าจะสามารถปิดยอดรายได้ที่ 1.5 พันล้านบาทและมีการเติบโตขึ้น 15-20% จากปีที่แล้วที่มียอดขาย 1.3 พันล้านบาท โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาพบว่ามีอัตราการเติบโต10%และในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้คาดว่ายอดจะเติบโตขึ้นถึง 40%

นายสุรเดช กล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีที่ภาครัฐเตรียมเข้มงวดกับสินค้าขนมขบเคี้ยวหรือสแน็คมากขึ้นตรงนี้ก็เห็นด้วยกับวิธีคิด แต่หากทำต้องทำให้หมดทุกกลุ่มเพื่อที่จะไม่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการเรียกผู้ประกอบการไปเจรจาแต่อย่างใด โดยในส่วนของบริษัทฯจะยึดแนวเพื่อสุขภาพในการทำตลาด   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us