|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
ตลาดหลักทรัพย์ตั้งเป้าบริษัทใหม่ที่เข้ามาจดทะเบียนในปี 50 ในระดับที่ไม่สูงเหมือนที่ผ่านมา ชี้เข้าจดทะเบียนในตลาดใหญ่ 40 บริษัทตลาดเอ็มเอไอ 24 บริษัทเหตุยังไม่มีข้อสรุปในแง่สิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่จะมาจูงใจ พร้อมผุดโครงการใหม่เกี่ยวกับการลงทุนเป็นเจ้าของ(Ownership Investment)นำแนวคิดว่าหากต้องการลงทุนในธุรกิจที่ต้องการให้มาซื้อหุ้นในตลาดแทน มุ่งเจาะนักลงทุนหน้าใหม่
นายวิเชฐ ตันติวานิช รองผู้จัดกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและประธานที่ปรึกษา ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เปิดเผยว่า ภายในปี 2550 คาดว่าจะมีบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือ SET จำนวน 40 บริษัทและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอจำนวน 24 บริษัท สาเหตุที่ตั้งเป้าไม่สูงมากนัก เนื่องจากการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษียังไม่มีข้อสรุปว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ประกอบกับบริษัทบางแห่งที่เตรียมตัวจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ พลาดเป้าที่บริษัทวางไว้หรือรอโครงการต่างๆที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์แก่บริษัท
ทั้งนี้แนวโน้มเรื่องสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีน่าจะสรุปได้ปีนี้ และจะต้องหาแนวทางอื่นมาชดเชยซึ่งน่าจะได้คำตอบในปีหน้า เพราะตลาดหลักทรัพย์ฯพยายามที่จะให้บริษัทจดทะเบียนได้รับผลประโยชน์ทางภาษีเพื่อเป็นกำลังใจและเกิดผลดีทั้งกับบริษัทและตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมถึงรัฐบาลที่จะได้ประโยชน์จากภาษีของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯที่คิดเป็น 25-40% จาก 500 บริษัท
นอกจากนี้หากตลาดหลักทรัพย์ฯสามารถเพิ่มบริษัทจดทะเบียนเป็น 1 พันบริษัท จากบริษัทที่มีอยู่นอกตลาดกว่า 1 แสนบริษัทนั้น จะส่งผลทำให้เพิ่มสัดส่วนภาษีที่เก็บจากบริษัทจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นได้อีก 15-20% ทำให้ภาครัฐลดรายจ่ายและได้ประโยชน์จากค่าภาษีของบริษัทจดทะเบียนประมาณ 50%ตลาดหลักทรัพย์ฯตั้งเป้าการลงทุนในปีหน้าว่าบัญชีการซื้อขายน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 6 แสนบัญชีจากปัจจุบันที่มีอยู่5 แสนบัญชี และมีบัญชีที่มีการซื้อขายสม่ำเสมอประมาณ 2-2.5 แสนบัญชี จากปัจจุบันที่มีบัญชีซื้อขายสม่ำเสมอ 1.3-1.5 แสนบัญชี รวมถึงกำหนดสัดส่วนของนักลงทุน โดยต้องการให้มีนักลงทุนสถาบันในประเทศประมาณ 20% นักลงทุนต่างชาติ ระดับ 30% และที่เหลืออีก 50% เป็นสัดส่วนของนักลงทุนรายย่อย ซึ่งเป็นแผน 3 ปี ของตลาดหลักทรัพย์ภายใต้แผนใหญ่ 5 ปีของสภาธุรกิจตลาดทุน จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนนักลงทุนสถาบันในประเทศ 10% นักลงทุนรายย่อย 60-70% และที่เหลือเป็นสัดส่วนของนักลงทุนต่างชาติ
สำหรับการลงทุนของนักลงทุนต่างชาตินับตั้งแต่หลังการปฏิรูปการปกครองและมีการจัดตั้งรัฐบาลประมาณ1 เดือนหลังจากนั้น นักลงทุนต่างชาติยังคงเข้ามาซื้อสุทธิ จึงมองว่านักลงทุนต่างชาติยังมีมุมมองต่อทิสทางในตลาดหุ้นไทยเป็นบวกอยู่ โดยเฉพาะหลังจากการโรดโชว์ในครั้งนี้ หากนักลงทุนต่างชาติมีความเข้าใจอาจเข้ามาลงทุนมากขึ้นหรือหากไม่ลงทุนเพิ่มก็จะอาจชะลอการลงทุนแต่ไม่น่าจะโยกเงินออกไป
นอกจากนี้ ในปี 2550 ตลาดหลักทรัพย์มีโครงการใหม่เกี่ยวกับการลงทุนเป็นเจ้าของ(Ownership Investment)โดยใช้แนวคิดว่าหากต้องการลงทุนเป็นการลงทุนในบริษัทที่ต้องการเป็นเจ้าของหรือเป็นอาชีพหรือธุรกิจที่อยากทำ แต่แทนที่จะลงมือทำแต่มาซื้อหุ้นในตลาดหุ้นเพื่อลงทุน เพื่อเป็นการเปลี่ยนความคิดจากการลงทุนที่ต้องการเฉพาะกำไรเป็นการลงทุน เนื่องจากมีใจรักหรือความต้องการเป็นเจ้าของในบริษัทนั้นๆ
“การลงทุนในบริษัทหรืออาชีพที่ชอบ หรืออยากจะเป็น 4-5 บริษัท ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะทำให้แนวความคิดการลงทุนต่างกับการลงทุนเพื่อต้องการกำไร เพราะเมื่อต้องการเป็นเจ้าของจะมีการดูแลเอาใจใส่
ทั้งเรื่องเศรษฐกิจหรือการบริหารงาน เนื่องจากเมื่อเป็นเจ้าของจะมีการตรวจสอบที่ลึกขึ้น และมีเหตุผลในการลงทุนหรือการซื้อขายมากกว่ที่จะซื้อขายเพื่อหวังกำไรขาดทุน”นายวิเชฐกล่าว
อย่างไรก็ตามจุดประสงค์ในเรื่องการเป็นเจ้าของ เพื่อให้นักลงทุนลดความสำคัญของเรื่องกำไรขาดทุน และหากว่ามีความต้องการเป็นเจ้าของบริษัทที่ชอบหรือต้องการลงทุน ไม่จำเป็นต้องลงทุนในหุ้นบริษัทใหญ่ๆ แต่สามารถลงทุนในบริษัทใดก็ได้ซึ่งอาจจะมีอนาคตที่ดี ซึ่งถือเป็นการสร้างวัฒนธรรมการลงทุนแบบใหม่ เปรียบเป็นการสร้างสุขภาพของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคซึ่งก็คือปัจจัยต่างๆที่เข้ามากระทบตลาดหลักทรัพย์และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดการสร้างราคาของหลักทรัพย์(ปั่นหุ้น) เพราะหากมีราคาที่ไม่เหมาะสมผู้ที่มีความสนใจหรือมีความรู้ในบริษัทที่ตัวเองสนใจที่จะลงทุน น่าจะประเมินสถานการณ์หรือแนวโน้มอุตสาหกรรมได้จากสภาพปัจจุบันมากกว่าการสร้างราคา ซึ่งจะเป็นการเพิ่มในส่วนของนักลงทุนหน้าใหม่และนักลงทุนรุ่นเก่าที่มีความคิดการซื้อขายแบบนี้ โดยคาดว่าสัดส่วนนักลงทุนใหม่น่าจะเป็น 80-90% ซึ่งอาจจะเป็นผู้ที่เริ่มทำงานไม่เกิน 10 ปี หรือเพิ่งจบการศึกษา
|
|
 |
|
|