Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน30 ตุลาคม 2549
ตลท.ตั้งเป้าบจ.ปีหน้าเข้าSET40mai24ตั้งโครงการOwnershipดึงนักลงทุนใหม่             
 


   
www resources

โฮมเพจ ตลาดหลักทรัพย์ใหม่

   
search resources

ตลาดหลักทรัพย์ใหม่ - MAI
วิเชฐ ตันติวานิช
Stock Exchange




ตลาดหลักทรัพย์ตั้งเป้าบริษัทใหม่ที่เข้ามาจดทะเบียนในปี 50 ในระดับที่ไม่สูงเหมือนที่ผ่านมา ชี้เข้าจดทะเบียนในตลาดใหญ่ 40 บริษัทตลาดเอ็มเอไอ 24 บริษัทเหตุยังไม่มีข้อสรุปในแง่สิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่จะมาจูงใจ พร้อมผุดโครงการใหม่เกี่ยวกับการลงทุนเป็นเจ้าของ(Ownership Investment)นำแนวคิดว่าหากต้องการลงทุนในธุรกิจที่ต้องการให้มาซื้อหุ้นในตลาดแทน มุ่งเจาะนักลงทุนหน้าใหม่

นายวิเชฐ ตันติวานิช รองผู้จัดกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและประธานที่ปรึกษา ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เปิดเผยว่า ภายในปี 2550 คาดว่าจะมีบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือ SET จำนวน 40 บริษัทและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอจำนวน 24 บริษัท สาเหตุที่ตั้งเป้าไม่สูงมากนัก เนื่องจากการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษียังไม่มีข้อสรุปว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ประกอบกับบริษัทบางแห่งที่เตรียมตัวจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ พลาดเป้าที่บริษัทวางไว้หรือรอโครงการต่างๆที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์แก่บริษัท

ทั้งนี้แนวโน้มเรื่องสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีน่าจะสรุปได้ปีนี้ และจะต้องหาแนวทางอื่นมาชดเชยซึ่งน่าจะได้คำตอบในปีหน้า เพราะตลาดหลักทรัพย์ฯพยายามที่จะให้บริษัทจดทะเบียนได้รับผลประโยชน์ทางภาษีเพื่อเป็นกำลังใจและเกิดผลดีทั้งกับบริษัทและตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมถึงรัฐบาลที่จะได้ประโยชน์จากภาษีของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯที่คิดเป็น 25-40% จาก 500 บริษัท

นอกจากนี้หากตลาดหลักทรัพย์ฯสามารถเพิ่มบริษัทจดทะเบียนเป็น 1 พันบริษัท จากบริษัทที่มีอยู่นอกตลาดกว่า 1 แสนบริษัทนั้น จะส่งผลทำให้เพิ่มสัดส่วนภาษีที่เก็บจากบริษัทจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นได้อีก 15-20% ทำให้ภาครัฐลดรายจ่ายและได้ประโยชน์จากค่าภาษีของบริษัทจดทะเบียนประมาณ 50%ตลาดหลักทรัพย์ฯตั้งเป้าการลงทุนในปีหน้าว่าบัญชีการซื้อขายน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 6 แสนบัญชีจากปัจจุบันที่มีอยู่5 แสนบัญชี และมีบัญชีที่มีการซื้อขายสม่ำเสมอประมาณ 2-2.5 แสนบัญชี จากปัจจุบันที่มีบัญชีซื้อขายสม่ำเสมอ 1.3-1.5 แสนบัญชี รวมถึงกำหนดสัดส่วนของนักลงทุน โดยต้องการให้มีนักลงทุนสถาบันในประเทศประมาณ 20% นักลงทุนต่างชาติ ระดับ 30% และที่เหลืออีก 50% เป็นสัดส่วนของนักลงทุนรายย่อย ซึ่งเป็นแผน 3 ปี ของตลาดหลักทรัพย์ภายใต้แผนใหญ่ 5 ปีของสภาธุรกิจตลาดทุน จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนนักลงทุนสถาบันในประเทศ 10% นักลงทุนรายย่อย 60-70% และที่เหลือเป็นสัดส่วนของนักลงทุนต่างชาติ

สำหรับการลงทุนของนักลงทุนต่างชาตินับตั้งแต่หลังการปฏิรูปการปกครองและมีการจัดตั้งรัฐบาลประมาณ1 เดือนหลังจากนั้น นักลงทุนต่างชาติยังคงเข้ามาซื้อสุทธิ จึงมองว่านักลงทุนต่างชาติยังมีมุมมองต่อทิสทางในตลาดหุ้นไทยเป็นบวกอยู่ โดยเฉพาะหลังจากการโรดโชว์ในครั้งนี้ หากนักลงทุนต่างชาติมีความเข้าใจอาจเข้ามาลงทุนมากขึ้นหรือหากไม่ลงทุนเพิ่มก็จะอาจชะลอการลงทุนแต่ไม่น่าจะโยกเงินออกไป

นอกจากนี้ ในปี 2550 ตลาดหลักทรัพย์มีโครงการใหม่เกี่ยวกับการลงทุนเป็นเจ้าของ(Ownership Investment)โดยใช้แนวคิดว่าหากต้องการลงทุนเป็นการลงทุนในบริษัทที่ต้องการเป็นเจ้าของหรือเป็นอาชีพหรือธุรกิจที่อยากทำ แต่แทนที่จะลงมือทำแต่มาซื้อหุ้นในตลาดหุ้นเพื่อลงทุน เพื่อเป็นการเปลี่ยนความคิดจากการลงทุนที่ต้องการเฉพาะกำไรเป็นการลงทุน เนื่องจากมีใจรักหรือความต้องการเป็นเจ้าของในบริษัทนั้นๆ

“การลงทุนในบริษัทหรืออาชีพที่ชอบ หรืออยากจะเป็น 4-5 บริษัท ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะทำให้แนวความคิดการลงทุนต่างกับการลงทุนเพื่อต้องการกำไร เพราะเมื่อต้องการเป็นเจ้าของจะมีการดูแลเอาใจใส่

ทั้งเรื่องเศรษฐกิจหรือการบริหารงาน เนื่องจากเมื่อเป็นเจ้าของจะมีการตรวจสอบที่ลึกขึ้น และมีเหตุผลในการลงทุนหรือการซื้อขายมากกว่ที่จะซื้อขายเพื่อหวังกำไรขาดทุน”นายวิเชฐกล่าว

อย่างไรก็ตามจุดประสงค์ในเรื่องการเป็นเจ้าของ เพื่อให้นักลงทุนลดความสำคัญของเรื่องกำไรขาดทุน และหากว่ามีความต้องการเป็นเจ้าของบริษัทที่ชอบหรือต้องการลงทุน ไม่จำเป็นต้องลงทุนในหุ้นบริษัทใหญ่ๆ แต่สามารถลงทุนในบริษัทใดก็ได้ซึ่งอาจจะมีอนาคตที่ดี ซึ่งถือเป็นการสร้างวัฒนธรรมการลงทุนแบบใหม่ เปรียบเป็นการสร้างสุขภาพของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคซึ่งก็คือปัจจัยต่างๆที่เข้ามากระทบตลาดหลักทรัพย์และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดการสร้างราคาของหลักทรัพย์(ปั่นหุ้น) เพราะหากมีราคาที่ไม่เหมาะสมผู้ที่มีความสนใจหรือมีความรู้ในบริษัทที่ตัวเองสนใจที่จะลงทุน น่าจะประเมินสถานการณ์หรือแนวโน้มอุตสาหกรรมได้จากสภาพปัจจุบันมากกว่าการสร้างราคา ซึ่งจะเป็นการเพิ่มในส่วนของนักลงทุนหน้าใหม่และนักลงทุนรุ่นเก่าที่มีความคิดการซื้อขายแบบนี้ โดยคาดว่าสัดส่วนนักลงทุนใหม่น่าจะเป็น 80-90% ซึ่งอาจจะเป็นผู้ที่เริ่มทำงานไม่เกิน 10 ปี หรือเพิ่งจบการศึกษา   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us