|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
สุวิทย์ ให้โอกาสอีลิทการ์ดทำงานต่อขอใช้เวลาประเมิน 2-3 เดือน ระบุเป็น โครงการที่ดี พร้อมเตรียมยื่นข้อมูลแผนการทำงานของอีลิท เสนอ ครม.พิจารณาก่อนตัดสินยุบ-ไม่ยุบ โครงการ ด้านอีลิทดิ้นสู้ ยกทีมชี้แจง รมว.หวังทำความเข้าใจในการทำงาน ชูแผนงานใหม่เน้นโปร่งใสและมีรายได้เข้าองค์กรถือ 2 ทาง พร้อมเตรียมทยอยส่งคืนทุนต่อ ททท. คุยปัจจุบันสภาพคล่องกว่า 600 ล้านบาท
วานนี้(18 ต.ค.49) ภายหลังการเข้าพบของ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ จำกัด (ทีพีซี) เพื่อชี้แจงแนวทางการทำงาน และสถานการณ์ปัจจุบันของบริษัท ร้อยโท ดร.สุวิทย์ ยอดมณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า เห็นชอบในหลักการที่จะให้ ทีพีซี เดินหน้าทำงานต่อไป ตามแผนงานใหม่ที่ได้มีการปรับเปลี่ยนแล้ว เพื่อให้โอกาสในการทำงาน พร้อมกับต้องการประเมินผลงานทำงานตามแผนงานใหม่ด้วยว่าจะได้ผลดีอย่างไร ซึ่งกระบวนการทั้งหมดน่าจะใช้เวลา 2-3 เดือน แต่ทั้งนี้ ข้อมูลทั้งหมด ที่ทีพีซีได้นำเสนอในครั้งนี้ จะต้องรายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้รับทราบ พร้อมกับหารือในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพะกระทรวงการคลัง ว่าทุกฝ่ายเห็นด้วยกับแผนงานใหม่หรือไม่ ถ้าเห็นด้วยโครงการนี้ก็จะสานต่อไป แต่ถ้าไม่เห็นด้วยก็คงต้องยุบทิ้ง
“ต้องยอมรับว่า โครงการอีลิท การ์ด เพิ่มเปิดดำเนินการมาได้ 2-3 ปี มีการปรับเปลี่ยนผู้บริหาร และโครงการหลายครั้ง ล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ ได้ตั้งบอร์ดเล็ก ขึ้นมาดูแลการทำงาน เชิงตรวจสอบ เน้นให้มีความโปร่งใส มีระบบการจัดการที่เป็นระเบียบ จึงควรให้เวลาเขาทำงานอีกสักระยะเพื่อประเมินผลก่อนการตัดสินใจ เพราโครงการนี้โดยหลักการแล้วถือเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ”
**แจงโครงสร้างใหม่โปร่งใส-มีรายได้**
ทางด้านนางไพฑูรย์ พงษ์เกษร ประธานคณะกรรมการบริหาร(บอร์ดเล็ก) บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด(ทีพีซี) ผู้บริหารโครงการ อีลิท การ์ด เปิดเผยว่า เนื้อหาสำคัญที่นำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯได้ครอบคลุมในหลายประเด็น เช่น ปัญหาอุปสรรค และทิศทางการทำงานจากนี้ต่อไป
โดยในส่วนของปัญหาการทำงาน ปัจจุบัน อีลิท การ์ด ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยสมาชิกก็ไม่มั่นใจว่าบริษัทจะถูกปิดหรือไม่ ส่วนลูกค้าใหม่ก็ชะลอการตัดสินใจซื้อ ส่งผลให้เดือนกันยายนที่ผ่านมา ทีพีซีไม่มียอดขายเลย จากปกติ ทีพีซีจะมียอดขายสมาชิกได้ประมาณ 50-60 ราย ต่อเดือน
สำหรับแนวทางการทำงานใหม่ นับจากนี้ไป บริษัทจะมีรายได้จาก 2 ทาง คือ รายได้จากการขายสมาชิก และ รายได้จากค่าคอมมิชชั่น ที่จะได้จากคู่ค้าทางธุรกิจ ซึ่งทีพีซีจะทยอยแต่งตั้ง 24 ราย จาก 3 กลุ่ม บริการ คือ สปา 10 แห่ง กอล์ฟ 10 แห่ง แรง โรงพยาบาล 4 แห่ง ซึ่งสมาชิกอีลิทการ์ดจะเข้ามาใช้บริการได้ฟรี ส่วนผู้ติดตาม จะเสียค่าบริการปกติ ซึ่ง ทีพีซีจะได้ค่าคอมมิชชั่นจากลูกค้ากลุ่มนี้
นอกจากนั้นในส่วนของการซื้อแพกเกจ ที่ทีพีซีทำกับคู่ค้าทางธุรกิจนี้ จะเป็นแบบเหมาะจ่าย ซึ่งจะได้ราคาพิเศษ และช่วยประหยัดรายจ่ายให้แก่ทีพีซีได้ถึง 40% จากปัจจุบันนี้ ทีพีซีจะต้องจ่ายเงินซื้อแพกเกจเพื่อบริการแก่สมาชิกประมาณ 40 ล้านบาท ต่อปี
ล่าสุดทีพีซีอยู่ระหว่างการศึกษาข้อกฎหมาย เพื่อทยอยจ่ายคืนทุนให้แก่ ททท. ซึ่งน่าจะเริ่มได้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ทั้งนี้ ทีพีซี มีทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท มี ททท.เป็นผู้ถือหุ้น 100% ซึ่งได้ชำระแล้ว 500 ล้านบาท ซึ่งทีพีซี จะทยอยคืนทุนในส่วนนี้กลับไป โดยจะลดเหลือทุนชำระแล้วเพียง 25% ของทุนจดทะเบียน ปัจจุบัน ทีพีซี มีสมาชิกประมาณ 1,700 ราย ทั่วโลก มีกระแสเงินสดหมุนเวียน ราว 600 ล้านบาท ซึ่งทีพีซีจะนำเงินส่วนนี้ไปแบ่งชำระคืน ททท. และ จ่ายซื้อแพกเกจบริการ ให้แก่สมาชิก
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการทำงานของ ทีพีซี นับจากนี้ไปจะเน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ส่วนอัตราค่าสมาชิก มีเพียง 2 แบบเท่านั้น คือ 1. แบบบุคคล ราคา 1 ล้านบาท และแบบคอปอเรท ราคา 2 ล้านบาท ซื้อจะขายให้กับองค์กร โดยบัตร 1 ใบ ใช้บริการได้ 2 คน โดยแพกเกจอื่นๆถูกยกเลิกหมดแล้ว เช่น แฟมิลีแพกเกจ และ 3 แพกเกจที่ออกใหม่ เมื่อปี 2547 คือ อีลิท โมเมนท์ อีลิท ลีฟวิ่ง และ อีลิท คอนเนค
|
|
 |
|
|