|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
บลจ.อยุธยาเจเอฟ (AJF) สลัดภาพเก่าทิ้ง เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บลจ.อยุธยา (AYF) หลังธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) เข้ามาถือหุ้นใหญ่ หวังสยายปีกการเป็นสถาบันการเงินครบวงจร "ฉัตรรพี" เผยแผน 3 ปี ดันบลจ.อยุธยาผงาดติดอันดับ 1 ใน 3 ในธุรกิจจัดการกองทุนรวม ส่วนแผนในปีนี้ยังคาดหวัง NAV ภายใต้การบริหารขยับแตะ 5 หมื่นล้านบาท โดยในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ เตรียมออกองทุนอย่างน้อย 5 กองทุน ชี้จีอีเข้ามาถือหุ้นในแบงก์กรุงศรี ยิ่งเสริมความแข็งแกร่งในการเพิ่มฐานลูกค้ารายย่อยกองทุน
นายฉัตรรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อยุธยา จำกัด (AYF) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ บริษัทคาดว่าจะเปิดตัวกองทุนอย่างน้อย 5 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนตราสารหนี้จำนวน 3 กองทุน โดยจะออกทุกเดือนๆ ละ 1 กองทุน กองทุนเปิดแบบยืดหยุ่น 1 กองทุน กองทุนเปิดตราสารทุน 1 กองทุน และในช่วงสิ้นปีจะเปิดตัวกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ( RMF) เพราะผู้ลงทุนจะได้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี
"กองทุนที่เปิดขายเชื่อว่าจะทำให้มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มี 34,000 ล้านบาท ให้เป็น 5 หมื่นล้านบาท ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้" นายฉัตรรพีกล่าว
ทั้งนี้ หลังจากที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เข้ามาถือหุ้นบริษัท เชื่อว่าจะทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ภายใต้การบริหารของบริษัทเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนลูกค้าของบริษัท ที่มาจากการขายผลิตภัณฑ์ผ่านสาขาธนาคาร 70% เมื่อเทียบกับในอดีตที่มีน้อยมาก' นายฉัตรรพี กล่าว
นายฉัตรรพี กล่าวถึง การเข้ามาถือหุ้นของกลุ่มจีอีในธนาคารกรุงศรีอยุธยาว่า ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อธุรกิจบลจ. เนื่องจากการทำธุรกิจของจีอีจะเน้นในเรื่องธุรกิจรายย่อย เช่น เครดิตการ์ด เช่าซื้อ สินเชื่อบุคคล แต่การเข้ามาถือหุ้นจะช่วยทำให้บริษัทฯ ขยายฐานลูกค้ารายย่อยได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อ บลจ.อยุธยา
ทั้งนี้ หลังจากที่บริษัทได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นเมื่อเดือนสิงหาคม โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY) ได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทจาก 38.3% เป็น 77% จากการซื้อหุ้นของบริษัท เจเอฟแอสเซ็ท แมนเนจเมนท์ ในเครือเจพีมอร์แกน
นายฉัตรรพี กล่าวว่า AYF มีเป้าหมายที่จะเข้าสู่อันดับ 1 ใน 3 ของธุรกิจจัดการกองทุนรวมภายใน 3 ปี โดยได้กำหนดนโยบายและกลยุทธ์รองรับหลายด้าน ได้แก่ การสร้างและพัฒนาทีมบริหารจัดการกองทุน การสร้างผลตอบแทนที่ดีในการลงทุน การวางระบบและโครงสร้างการลงทุนที่ทันสมัย โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ลงทุน เป็นต้น
นอกจากนี้ นายฉัตรรพี ยังกล่าวด้วยว่า ภายในสิ้นปีนี้อาจจะเห็นธนาคารกรุงศรีอยุธยา ถือหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 100% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 77% เนื่องจากธนาคารมีนโยบายที่ต้องการถือหุ้นในบริษัทในเครือให้ครบ 100% เพื่อที่จะได้ Consolidate เข้ากับงบของธนาคาร “ธนาคารมีนโยบายที่อยากจะถือหุ้นในบริษัทฯ โดยตรงให้ครบ 100% จากปัจจุบันที่ถืออยู่ 77% เพื่อให้เหมือนกับบริษัทในเครืออื่นๆ ที่ธนาคารมีนโยบายถือหุ้น 100%” นายฉัตรรพี กล่าว
สำหรับมุมมองเกี่ยวกับการทำรัฐประหาร และการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้การตอบรับจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ นายฉัตรรพี ให้ความเห็นว่า การเข้ามาทำหน้าที่ในคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร จะทำให้มีความน่าเชื่อถือและจะเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการลงทุนในตลาดหุ้น ทั้งนี้ปัจจุบันสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มมีความคลี่คลายไปในทางที่ดี โดยนักลงทุนต่างชาติบางกลุ่มมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย เห็นได้จากมีเงินไหลเข้ามาในกองทุนมากขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.อยุธยา กล่าวอีกว่า การกลับมาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติให้เป็นเหมือนอย่างในอดีต คงต้องรอให้มีการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีให้ครบ เพื่อที่จะทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น แต่อย่างไรก็ตาม การที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีแถลงการณ์และปฏิบัติตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้ดีขึ้น โดยเฉพาะหากมีการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่จะทำให้ความเชื่อมั่นกลับมา
คาดสิ้นปีดัชนีอยู่ที่ 700-720 จุด แนะหุ้นยานยนต์-โรงแรม-แบงก์
นายณสุ จันทร์สม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการลงทุนตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อยุธยา จำกัด หรือ AYF กล่าวถึง ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในปลายปีนี้ว่า น่าจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันโดยอยู่ที่ 700-720 จุด เนื่องจากในช่วงปลายปีจะมีการเปิดขายกองทุน LTF และราคาหุ้นในตลาดหุ้นไทยยังถือว่ายังมีราคาที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ดังนั้นจึงยังมีโอกาสที่ดัชนีฯ จะเพิ่มขึ้น
สำหรับหุ้นที่แนะนำให้ลงทุนในช่วงนี้ ได้แก่ กลุ่มยานยนต์ โรงภาพยนตร์ โรงแรม ธนาคาร หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายของประชาชน ส่วนหุ้นที่มีการเติบโตน้อย ได้แก่ หุ้นกลุ่มพลังงาน เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวลง ทำให้การเติบโตของหุ้นกลุ่มพลังงานจะไม่สูงเหมือนในปี 2548 หรือ 2549
|
|
 |
|
|