|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ ฉบับ ตุลาคม 2549
|
 |

แม้ปัจจัยเศรษฐกิจและดอกเบี้ยในประเทศ จะมีอิทธิพลลดลงอย่างมากในตลาดหุ้นบ้านเราแล้วก็ตาม แต่แนวโน้มทิศทางของตลาดหุ้นหลังการเลือกตั้ง ยังคงคลุมเครืออย่างยิ่งจากภาพที่ยังไม่ชัดเจน ในเรื่องความสมานฉันท์ของคนในประเทศ หลังเห็นตัวบุคคลที่จะเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว
ปัญหาด้านตัวผู้นำประเทศในอนาคตนี้ ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นถึงความอึมครึมอย่างเดียวที่กำลังพาดผ่านตลาดหลักทรัพย์ แต่ยังมีเงาดำรางๆ อีกสายที่เริ่มทอดตัวผ่านตลาดฯ จากความไม่แน่นอนในแง่สถานภาพของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. หลังวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ศาลปกครองแถลงประทับรับคำฟ้องจากมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค ที่ได้ยื่นขอให้ศาลฯ พิจารณาถอดถอน ปตท.ออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และถัดจากนั้นอีก 3 วัน ราคาหุ้นกลุ่ม ปตท.ก็พากันฉุดดัชนีตลาดหุ้นปิดตัวแดนลบ 10.83 จุด
การจะตัดสินใจเลือกลงทุนของนักลงทุนตอนนี้ ดูจะมีความยากลำบากยิ่งขึ้นจากปัญหาสารพัน ความคลุมเครือที่แวดล้อมและสร้างความผันผวนในตลาด เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง หรือ BLS ซึ่งทำมาหากินกับรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหุ้น ได้อาศัยพื้นที่บนเวทีในการแถลงข่าวผลดำเนินงานประจำ ไตรมาสที่ 2 ของบริษัท มาเป็นอีกเวทีหนึ่งเพื่อช่วยให้คำแนะนำกลยุทธ์การลงทุนก่อนเลือกตั้งในคราวเดียว
โดยกลยุทธ์การลงทุนนี้ เป็นการให้คำแนะนำนักลงทุนทั้งที่อยู่ในสายรักความท้าทายจากการเล่นเก็งกำไรระยะสั้น ในส่วนต่างระหว่างตลาดหุ้นกับตลาดล่วงหน้า และนักลงทุนในสายอนุรักษนิยม ที่หวังถือหุ้นยาวๆ รอกินเงินปันผล รวมถึงการจัดพอร์ตลงทุนตัวอย่าง สำหรับคนที่อาจอยากจะ play safe
"การเมืองถือเป็นปัญหาเดียวในตลาด ส่วนเศรษฐกิจมันไม่ได้ น่ากลัวอย่างที่เคยคิดกัน ด้านดอกเบี้ยทางแบงก์ชาติคงจะยังไม่รีบเอาลงตอนนี้ เพื่อที่จะต้องมาเอาขึ้นกันใหม่อีก เพราะต้องคิดเผื่อด้วยว่าการเมืองหลังเลือกตั้งยังจะวุ่นวายกันต่อหรือเปล่า ตอนนี้พวกผมเองก็ยังบอกไม่ได้ว่าทิศทางตลาดมันจะเป็นอย่างไร อยากเล่นหุ้นก็คงได้ แต่อย่าซื้อเยอะ และควรเลี่ยงหุ้นที่อิงกับการเมือง" ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้อำนวยการกลยทุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ของค่ายบัวหลวง บอก
สำหรับกลุ่มหุ้นที่ต้องอิงอยู่กับปัจจัยทางการเมืองค่อนข้างมาก ในเวลานี้จะมีอยู่ 3 กลุ่ม คือกลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์ กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งถูกคนในตลาดหั่นราคาลงไปอย่างหนักมาตั้งแต่ก่อนหน้า เหตุเพราะมีผลประกอบการติดลบ พรชัยจึงเห็นว่า เวลานี้น่าจะเป็นหุ้นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่เน้นคอนเซ็ปต์เก็งกำไรระยะสั้น และมีทักษะพื้นฐานการเข้าออกตลาดได้อย่างรวดเร็วนั้น สามารถเลือกเก็บไว้พอร์ตได้บ้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหุ้นกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ลงมาจับตลาดล่าง และกลุ่มธุรกิจรับเหมาที่มีขนาดเล็กแต่ยังมีสภาพคล่องพอให้เทรดกันได้ เพราะปัจจุบันสองกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่มี issue ของตัวเองที่ค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเรื่องความสามารถในการควบคุมต้นทุนก่อสร้าง หรือการกำหนดสัดส่วนงานที่ต้องอิงการเมือง
อย่างไรก็ตาม พรชัยยังสำทับบนเวทีด้วยว่า สำหรับผู้ที่คิดจะเล่นหุ้นในสไตล์นี้ ควรต้องเข้า short สัญญา set index futures ในตลาดล่วงหน้าเผื่อเอาไว้อีกขาหนึ่งด้วย
บล.บัวหลวงยังให้คำแนะนำถึงกลยทุธ์เลือกลงทุนในหุ้นรายตัว โดยบอกว่าหุ้นบริษัทรับเหมาที่น่าสนใจจะอยู่ในซีฟโก้ (SEAFCO) ซึ่งทำธุรกิจรับตอกเสาเข็มโครงการคอนโดมิเนียมหลายแห่ง ซึ่งได้ผ่านการทำข้อตกลงเรื่องต้นทุนราคาล่วงหน้ากันไปแล้ว หุ้นซีฟโก้จึงไม่น่าจะมีความเสี่ยงจากความผันผวนด้านนี้ให้นักลงทุนต้องแบกรับในวันข้างหน้า
ส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกนั้น หุ้นที่น่าสนใจที่สุดในเวลานี้คือของเอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลอปเมนท์ (AP), ศุภาลัย (SUPALI) และแอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) อย่างไรก็ตาม หุ้นตัวหลังนี้ดูเหมือนจะถูกอ้างอิงบ่อยครั้งจากโบรกเกอร์ในหลายๆ ค่าย เหตุเพราะ ต่างก็เล็งเห็นถึงความสามารถในการเลือกทำเลเพื่อลงโครงการจากกลุ่มผู้บริหารของ LPN
ขณะที่แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) ยังเป็นหุ้นอีกตัวที่ได้รับการแนะนำด้วยเช่นกัน โดย บล.บัวหลวงให้เหตุผลว่า มองเห็นถึงแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงในทำเลที่ตั้งของโครงการใหม่ๆ ที่บริษัทฯ พยายามปรับให้เข้ามาอยู่ในเมืองมากขึ้นแล้ว
ส่วนโนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ (NOBLE) แม้จะมีภาพที่ดูดี แต่ก็มีปัญหาว่ายังติดอยู่ในโครงการเดิมค่อนข้างมาก แต่ในหุ้นของแสนสิริ (SIRI) นั้น ค่ายบัวหลวงลงความเห็นเพียงว่า อาจทำ image ได้ค่อนข้างดี แต่หากมองในแง่ผู้ถือหุ้นแล้ว margin ยังดูด้อยกว่าของเจ้าอื่น
ส่วนธุรกิจรับเหมาโครงการขนาดใหญ่ อาจยังไม่เหมาะที่เก็บเข้าพอร์ตมากนักในเวลานี้ แต่ควรรอไปจนกว่าจะเห็นภาพความสงบทางการเมืองอย่างชัดเจน เพราะผลประกอบการที่ชัดเจนของบริษัทในกลุ่มนี้ ยังมีความเกี่ยวพันอย่างมากกับแผนลงทุนโครงการขนาดใหญ่จากภาครัฐ
ด้านคำแนะนำกลยุทธ์การลงทุน สำหรับกลุ่มนักลงทุนที่เดินในสายอนุรักษนิยม แต่ยังต้องการซื้อลงทุนในตลาดหุ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนแบบนี้ ผู้อำนวยการกลยุทธ์การลงทุนฯ แห่งค่ายบัวหลวงแนะนำว่า หากต้องการความปลอดภัยที่มากขึ้นแล้ว อาจต้องเลือกลงทุนในหุ้นที่ยังจ่ายผลตอบแทนรูปเงินปันผลในอัตราสูงๆ อย่างปูนซิเมนต์ไทย (SCC) และปูนซีเมนต์นครหลวง (SCCC) ซึ่งแม้ราคาขายสินค้าในตลาดอาจมีความเสี่ยงจากนโยบายทางการเมือง ไม่มากก็น้อย แต่ทั้ง 2 กิจการยังคงรักษาผลตอบแทนการลงทุนในรูปเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นได้สูงถึง 7% และ 6% ตามลำดับ
เช่นเดียวกับการลงทุนในกลุ่มสื่อสารอย่างแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ที่แม้จะเป็นธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นการเมือง อย่างชัดเจนก็ตาม แต่ก็ยังจ่ายปันผลแก่ผู้ถือหุ้นได้ถึง 6% เมื่อเทียบกับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีการเติบโตถึง 10% แต่ให้เงินปันผลได้เพียง 4-5%
ขณะเดียวกันพรชัยยังบอกถึงแนวทางการจัดพอร์ตกระจายความเสี่ยงท่ามกลางภาวะที่ยังอึมครึมนี้ว่า หากพอร์ตส่วนตัวของเขา แล้ว เขาจะลดหุ้นในพอร์ตลงให้เหลือแค่ 15% และลงทุนในตราสาร ตลาดเงิน 10% และอีกกว่า 30% จะลงไว้ที่ตราสารและพันธบัตรรัฐบาล ส่วนที่เหลือนั้นต้องถือเป็นเงินสดไว้ในมือ
|
|
 |
|
|