|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
"สิงห์พาราเทคฯ" ผู้ผลิตไม้สำเร็จรูปส่งออก ทุ่ม 350 ล้านบาท ขยายโรงงานเพิ่มกำลังผลิตเพิ่มเป็น 2.2 ล้านตร.ม. ในปี50 พร้อมผนึกค่ายซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ทเป็นตัวแทนจำหน่าย ประกาศรุกตลาดในประเทศ เชื่อเพิ่มยอดขายในประเทศอีก 50% จากเดิม แจงเตรียมลดการส่งออกจาก 80% เหลือ 70% ในปีหน้า ต่อด้วยลดรับจ้างผลิตสินค้าให้แบรนด์อื่นหลังเพิ่มไลน์ผลิตสินค้าแบรนด์ตนเองส่งออกและจำหน่ายในประเทศ ตั้งเป้าปี 50 รายได้ 1,400 ล้านบาท โตเพิ่ม 40% จากปี49
นายสมจิตร โบว์เสรีวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์พาราเทค จำกัด (มหาชน) (Singha) ผู้ผลิตไม้สำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์สิงห์ปาร์เก้ เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนในการเพิ่มกำลังการผลิต 700,000 ตารางเมตร ซึ่งจะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านตารางเมตร ในปี 2550 จากเดิมที่ในปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 1.5 ล้านตารางเมตร โดยในการเพิ่มกำลังการผลิตครั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะใช้งบประมาณการลงทุนเพิ่มประมาณ 100 ล้านบาท ในการพัฒนาโรงงานและลงทุนซื้อเครื่องจักรอีก 250 ล้านบาท โดยในส่วนของการก่อสร้างโรงงานนั้น ขณะนี้บริษัทมีที่ดินในการพัฒนาโรงงานอยู่แล้ว 8 ไร่ ซึ่งใช้ในการก่อสร้างโรงงานเดิมไปแล้ว 30% ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 70% จะนำมาพัฒนาเป็นโรงงานบางส่วน
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีอาคารโรงงานเดิมอยู่แล้ว แต่ต้องมีการปรับปรุงเพิ่มและติดตั้งเครื่องจักรตัวใหม่ที่จะสั่งซื้อเข้ามา สำหรับเครื่องจักรใหม่นี้ คณะกรรมการอยู่ระหว่างการพิจารณาเลือกอยู่ และคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ ส่วนการติดตั้งระบบการผลิตทั้งหมดคาดว่า หลังจากได้ข้อสรุปแล้วจะสามารถดำเนินการก่อสร้างโดยสามารถดำเนินการผลิตสินค้าได้ในปี 2550
ล่าสุด บริษัทได้ลงนามในสัญญาความร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัท ซิเมนต์ไทยการตลาด จำกัด เป็นตัวแทนจัดจำหน่าย เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตสินค้าใหม่ และเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายภายในประเทศ จากเดิมที่บริษัทเน้นการจำหน่ายสินค้าในกลุ่มตลาดโครงการจัดสรรมากกว่า 90% และการส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศเป็นหลัก โดยในปี 2549 นี้บริษัทมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าในต่างประเทศอยู่ 80% และจำหน่ายในประเทศ 20% อย่างไรก็ตามบริษัทจะขยายเพิ่มสัดส่วนการขายในประเทศเพิ่มขึ้นในปี 2550 เป็น 30% ส่วนการส่งออกจะลดลงเหลือ 70%
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะลดสัดส่วนในการรับผลิตสินค้าให้กับแบรนด์อื่นๆ เพิ่มไลน์ในการผลิตสินค้าขายในแบรนด์ของบริษัทเอง ทั้งในส่วนของตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในช่วงแรกๆ นี้ บริษัทจะยังไม่ลดการผลิตสินค้าให้แบรนด์อื่นอย่างทันทีทันใด แต่จะพยายามเพิ่มไลน์การผลิตสินค้าในประเทศและทำตลาด โดยจะเร่งสร้างแบรนด์และการรับรู้ให้แก่ลูกค้ารายย่อยในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ในอนาคตกลุ่มลูกค้าในประเทศส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นกลุ่มลูกค้ารายย่อย จากที่ปัจจุบันเป็นกลุ่มลูกค้าโครงการ
โดยในช่วงเริ่มต้นนี้ บริษัทเข้าไปตั้งบูทขายสินค้าในร้านค้าซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ท ประมาณ 10-20 สาขา ซึ่งจะเน้นเฉพาะร้านค้าในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆ คาดว่าในปี 2551 จะสามารถมียอดขายผ่านร้านซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ทต่อเดือนประมาณ 40,000 ตารางเมตร ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้าในประเทศเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 50%
"ในปี 2550 นี้ เราจะหยุดรับผลิตสินค้าโออีเอ็ม หรือลูกค้าจ้างผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์รายใหม่ๆ และจะรักษากำลังการผลิตในส่วนของลูกค้าโออีเอ็มรายเดิมไว้ ส่วนกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นมาอีก 700,000 ตารางเมตรนั้น จะเพิ่มขึ้นในส่วนของสินค้าใหม่ๆ และการผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเอง เพื่อรองรับการขยายตลาดรายย่อยในประเทศ และตลาดใหม่ย่านตะวันออกกลางในตลาดต่างประเทศ โดยบริษัทมีสัดส่วนการรับผลิตสินค้าให้กับแบรนด์อื่นๆ อยู่ 60% ส่วนการผลิตสินค้าในแบรนด์ของตนเองมีสัดส่วนการผลิต 40%" นายสมจิตรกล่าว
สำหรับกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทในปัจจุบัน เป็นกลุ่มลูกค้าในประเทศสหรัฐอเมริกา 1.73% แคนนาดา 2.30% ประเทศเอเซีย 4.15% และกลุ่มลูกค้าสหภาพยุโรป 91.82% ส่วนกำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นใหม่นี้จะรองรับการส่งออกไปในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งเดิมบริษัทไม่สามารถส่งออกไปได้เนื่องจากกำลังการผลิตไม่เพียงพอ แต่หลังจากเพิ่มกำลังการผลิตแล้วจะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตมากพอจะส่งออกไปกลุ่มประเทศตะวันออกกลางได้
ทั้งนี้ จากการเพิ่มกำลังการผลิตของบริษัท จะทำให้ในปี 2550 บริษัทมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นเป็น 40% หรือมียอดขายรวมประมาณ 1,400 ล้านบาท จากที่ในปี 2549 บริษัทตั้งเป้าว่าจะมียอดขาย 1,000 ล้านบาท ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2548 ประมาณ 20%
ด้านนายกฤช กุลเนตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิเมนต์ไทยการตลาด จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้เกิดประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย โดยสิงห์พาราเทคสามารถกระจายสินค้าไปสูผู้บริโภคผ่านร้านค้าของซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ท ขณะเดียวกันซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ทก็ได้รับผลตอบแทนจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายด้วย ปัจจุบันซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ท มีร้านค้าเปิดให้บริการอยู่ 300 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ทแม็กซ์ 70 ร้านค้า และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ท บิลเดอร์ 230 ร้านค้า ซึ่งจะทำให้การกระจายสินค้าของสิงห์พาราเทค เข้าไปทั่วถึงกลุ่มลูกค้ารายย่อยได้อย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศได้อย่างรวดเร็ว
|
|
 |
|
|