Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์17 กันยายน 2549
ดึงสลักระเบิดศึกผงซักฟอก"P&G ตีฟอง "แฟ้บ" ขย่มบัลลังก์ "บรีส"             
 


   
www resources

P&G Homepage

   
search resources

พร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (ประเทศไทย), บจก.
Consumer Products




*สงครามผงซักฟอกรอบใหม่ ค่ายใหญ่ตีฟองถล่มกันนัว
*พีแอนด์จี มาแล้ว ! เดินกลยุทธ์ราคา+รีแบรนด์ดิ้งแฟ้บ เขย่าบัลลังก์บรีส
*ค่ายลีเวอร์ไม่หวั่น เดินหน้าสร้างประสบการณ์ขยายฐานลูกค้า ตีกันคู่แข่ง
*คาโอ ส่งแอทแทครุกตลาดทุกเซกเมนต์ ทวงแค้นลีเวอร์

หลังจากที่ พีแอนด์จี ผู้ผลิตสินค้าคอนซูเมอร์ค่ายยักษ์ เข้าซื้อตราผลิตภัณฑ์จำนวน 4 แบรนด์ ประกอบด้วย แฟ้บ เพค โทรจัน และไดนาโม จากค่ายคอลเกต-ปาล์มโอลีฟในประเทศไทย มาเลเซีย ฮ่องกง บรูไน พม่า ลาว และกัมพูชาเมื่อสิ้นปี 2548 ถือเป็นการส่งสัญญาณให้ผู้ผลิตสินค้าคอนซูเมอร์รายอื่นๆ ทั้งยูนิลีเวอร์ คาโอ สหพัฒน์ฯให้รู้ว่าพีแอนด์จีกำลังจะก้าวข้ามเข้ามาปักธงในตลาดผงซักฟอกอย่างเต็ม แม้ว่า ทั้ง 4 แบรนด์ ที่พีแอนด์จีซื้อมานั้นผู้บริโภคบ้านเราจะคุ้นชื่อเพียง 2 แบรนด์ คือ แฟ้บ และเพค ทว่า ถือเป็นความเพียงพอ สำหรับการมีที่ยืนในตลาดผงซักฟอกของพีแอนด์จีที่ใช้เวลาเพียงข้ามคืนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับคู่แข่งรายอื่นๆในตลาดขณะนี้ พีแอนด์จีต้องยอมรับว่า ทั้งแฟ้บและเพคยังคงห่างไกลและไม่โดดเด่นอยู่ในระดับแถวหน้า ด้วยส่วนแบ่งไม่ถึง 10% โดยเฉพาะเมื่อถูกเปรียบกับ "บรีส" ผู้นำตลาดผงซักฟอกของค่าย ยูนิลีเวอร์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 47% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของตลาดรวมผงซักฟอกที่มีมูลค่ากว่า 11,500 ล้านบาท ผู้เป็นคู่ปรับตลอดกาลในทุกหมวดสินค้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ดังนั้น จึงเป็นความท้าทายของพีแอนด์จีไม่น้อยกับการจะปั้นแฟ้บให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ขณะที่ยูนิลีเวอร์ก็คงต้องฟิตและทำการบ้านหนักยิ่งขึ้น แม้จะมีแชร์ในตลาดเกินครึ่งก็ตาม เพราะคู่ชกครั้งนี้ คือ พีแอนด์จีที่มีฝีมือใกล้เคียงกันเหลือเกิน

แม้ที่ผ่านมา พีแอนด์จีในไทยจะไม่โดดเด่นในตลาดผงซักฟอกก็ตาม แต่ใช่ว่าจะไม่เคยคิดเข้ามาในตลาดดังกล่าวเลย เพราะที่ผ่านมา พีแอนด์จีเคยโดดเข้ามาชิมลาง ด้วยการส่งผงซักฟอกแบรนด์ Tide และ Ivory Snow เข้ามาจำหน่ายเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน ที่ขณะนั้น แฟ้บ ของค่ายคอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ปัจจุบันอยู่ภายใต้ร่มเงาของพีแอนด์จี) เป็นคู่แข่งสำคัญ แต่จากการเป็นสินค้านำเข้า ส่งผลให้เสียเปรียบด้านต้นทุนที่สูงกว่าคู่แข่งเท่าตัว ทำให้การทดลองของพีแอนด์จีครั้งนั้นต้องจบลงอย่างไม่สวยงาม และนั่นถือเป็นครั้งเดียวที่ผู้บริโภคบ้านเราได้เห็นการบุกตลาดผงซักฟอกอย่างจริงจังของพีแอนด์จี

ปัจจุบัน แม้พีแอนด์จีจะใช้วิธีการเข้าซื้อกิจการ เพื่อเป็นทางลัดเข้าสู่ตลาดผงซักฟอก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก สำหรับการปั้นสินค้าทั้ง 2 แบรนด์ให้กลับมาเป็นนิยม หรือติด 1 ใน 3 แม้ชื่อแฟ้บและเพคจะคุ้นเคยอยู่กับผู้บริโภคมานานก็ตาม โดยเฉพาะแฟ้บ ที่อาจจะเคยมีบทบาทที่โดดเด่น จนกลายเป็น Generic Name ก็ตาม แต่จากการละเลยและหยุดทำตลาดมานาน เนื่องจากค่ายคอลเกตฯเจ้าของเดิมหันไปให้ความสำคัญกับสินค้าชนิดอื่นที่ทำรายได้หลักมากกว่า อย่างยาสีฟัน สบู่ และนั่นจึงเป็นจุดอ่อนที่กลายเป็นงานหนักสำหรับพีแอนด์จี

ดังนั้น ภาระกิจแรกที่พีแอนด์จีต้องแก้ไข คือ การรีแบรนด์ใหม่ทั้งแฟ้บและเพค พร้อมวางโพซิชันนิ่งของแต่ละแบรนด์ให้มีความชัดเจน รวมทั้งง่ายต่อการเข้าใจและเข้าถึงของผู้บริโภคด้วย ซึ่งเป็นไปได้ว่า แฟ้บ จะเป็นแบรนด์แรกที่พีแอนด์จีจะนำมาปัดฝุ่นอย่างจริงจัง โดยความเคลื่อนไหวล่าสุด พบว่า พีแอนด์จีได้ทำการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาจำนวน 2 ชุด ภายใต้แคมเปญ "เซอร์ไพรส์" ที่เริ่มออกอากาศตั้งแต่วันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาทั้ง 2 ชุดดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าพีแอนด์จีต้องการสื่อสารกับผู้บริโภคในเรื่องคุณสมบัติและราคาของแฟ้บ

"หนังโฆษณาทั้ง 2 เรื่อง เป็นแคมเปญที่ต้องการสื่อให้ลูกค้าเห็นถึงประสิทธิภาพของแฟ้บ เช่น สูตรไวท์เทนนิ่ง และกลับมานึกถึงแบรนด์ รวมทั้งต้องซื้อมาใช้จริงๆ ซึ่งราคาก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องการสื่อให้ลูกค้ารู้ว่าตอนนี้แฟ้บราคาเท่าไหร่ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่แฟ้บนำเรื่องราคามาสื่อสารกับผู้บริโภค โดยนำเสนอราคาใหม่ขนาดเล็ก 9 บาท ซึ่งจะทำให้เราได้ลูกค้าทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด" เมธี จารุมณีโรจน์ ผู้จัดการ ฝ่ายการสื่อสารการตลาด บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวกับ ผู้จัดการ รายสัปดาห์

ผู้จัดการ ฝ่ายการตลาดพีแอนด์จี กล่าวต่อว่า จากการสำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภค พบว่า ลูกค้ารู้จักแบรนด์แฟ้บ แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ซึ่งทำให้ลูกค้าไม่ซื้อ อีกทั้งจากการไม่ทำตลาดมานานกว่า 4 ปี ทำให้ลูกค้าไม่เห็นความเคลื่อนไหว แม้แต่ราคาก็ไม่รู้ว่ามีราคาเท่าไรบ้าง ดังนั้น บริษัทจึงเริ่มสื่อสารกับผู้บริโภคในเรื่องประสิทธิภาพและราคาของสินค้าเป็นอันดับแรก และคาดว่าจะใช้เวลาในการทดลองประมาณ 2 - 6 เดือน และจะเริ่มสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคอีกครั้ง เพื่อดำเนินกิจกรรมการตลาดด้านอื่นๆต่อไป

และจากการสอบถามข้อมูลจากฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของพีแอนด์จี พบว่า การทำตลาดของแฟ้บในแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไปตามพฤติกรรมของผู้บริโภค แต่ทั้งนี้ราคายังคงเป็นกลวิธีที่ใช้ได้ในหลายประเทศ เพื่อใช้กระตุ้นให้ผู้บริโภคทดลองซื้อใช้ เช่น ฟิลิปปินส์ จะมีแฟ้บขนาดเล็กสุดสำหรับใช้ในครั้งเดียว จำหน่ายในราคาประมาณ 7-8 บาท และไทยก็เช่นเดียวกันที่ล่าสุดเปิดตัวไซดเล็กราคา 9 บาท

อย่างไรก็ดี ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น สำหรับพีแอนด์จีในการกรุยทางแจ้งเกิดแฟ้บอีกครั้ง แต่ใช่ว่า ยูนิลีเวอร์จะนิ่งเฉยให้คู่แข่งเป็นฝ่ายรุกง่ายๆเพียงฝ่ายเดียว แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่า ค่ายลีเวอร์มีความแข็งแกร่งอย่างมากจากสินค้าในกลุ่มของตนเอง จากตระกูลบรีสและโอโม ที่ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันประมาณ 70% จากตลาดรวมผงซักฟอกทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้นจำนวนสูตรที่มากมายจนนับนิ้วไม่ถ้วน ก็เป็นอุปสรรคที่พีแอนด์จีจะทะลวงหรือเข้ามาเบียดพื้นที่ได้ง่ายๆ ที่สำคัญสูตรต่างๆดังกล่าวล้วนตรงตามความต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างดีแล้ว เช่น สูตรซักผ้าขาว สูตรซักมือ สูตรเข้มข้น สูตรสำหรับผ้าสี หรือสูตรบลูเพาเวอร์ ที่มีจุดเด่นตรงที่สามารถเปลี่ยนสีน้ำที่ซักให้เป็นสีฟ้าทำให้เห็นคราบสกปรกที่หลุดจากเนื้อผ้าได้ง่ายขึ้น

ไม่เพียงเท่านี้ ยูนิลีเวอร์ยังคงให้ความสำคัญกับการหว่านเม็ดเงินจำนวนมหาศาล เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง เช่น การใช้กลยุทธ์ Experience Marketing การสร้างแบรนด์แอคทีเวชั่น โดยเริ่มจากการจัดกิจกรรมประกวดสิ่งประดิษฐ์ภายใต้แนวคิด "อยู่คู่คนไทย" มาสู่ "บรีส เปิดโลกปันประสบการณ์" ที่จัดต่อเนื่องถึง 6 ปี หรือการจัดสร้าง "ลานเล่นบรีส เพิ่มพลังการเรียนรู้" ให้กับโรงเรียนและชุมชนกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ ที่อยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ "เล่นเลอะเท่ากับเรียนรู้" ซึ่งกิจกรรมต่างๆดังกล่าวถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เป็นอย่างดี

"บรีสต้องการให้ลูกค้ามองข้ามความกลัวสกปรก โดยไม่ตีกรอบให้เด็กเรื่องกล้าคิด กล้าทำ และค้นหาสิ่งดีๆที่ซ่อนอยู่ภายใต้คราบสกปรก ส่วนเรื่องเลอะก็ปล่อยให้บรีสจัดการ ซึ่งเป็นกลยุทธ์แบบ Win -Win ระหว่างบรีสและลูกค้า "เป็นคำกล่าวของ ศันสนีย์ สุภัทรวณิชย์ กรรมการผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือน บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง จำกัด

แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่พีแอนด์จีย่อมรู้เป็นอย่างดี แม้จะเป็นผู้ผลิตสินค้าคอนซูเมอร์จากต่างชาติเหมือนกัน แต่เปรียบเทียบเรื่องเม็ดเงิน หรือการทำตลาด ต้องยอมรับว่ายูนิลีเวอร์กล้าทุ่มและยอมหว่านงบในจำนวนมหาศาล ขณะที่พีแอนด์มักจะเน้นในเรื่องของตัวผลิตภัณฑ์มากกว่า

"พีแอนด์จีคงไม่ใช้งบการตลาดมากเหมือนยูนิลีเวอร์ แต่เราจะคำนึงถึงคุณสมบัติและประสิทธิภาพของสินค้าที่ต้องครอบคลุมผู้บริโภคให้มากที่สุด"

เป็นที่ทราบกันดีว่า พีแอนด์จี ถือว่าโดดเด่นและเชี่ยวชาญในการพัฒนานวัตกรรม แม้ในกลุ่มของผงซักฟอกก็ถือว่าไม่น้อยหน้าใคร โดยตลาดโลก Tide เป็นผงซักฟอกที่มีนวัตกรรมน่าสนใจไม่น้อย เช่น ผงซักฟอกสำหรับเสื้อผ้าดำ หรือผ้าสีเข้ม แม้ตอนนี้จะยังไม่มีสัญญาณใดบ่งบอกว่า Tide จะกลับเข้ามาทำตลาดในไทยอีกหรือไม่ แต่เป็นไปได้ว่าพีแอนด์จี คงไม่ได้ต้องการซื้อแบรนด์แฟ้บ และเพคมาเพื่อมีเอี่ยวในตลาดซักล้างเท่านั้น แต่คงหมายถึงการเข้ามามีบทบาทสำคัญ ด้วยการเป็นคู่ชกสำคัญกับยูนิลีเวอร์ ที่ตอนนี้มี บรีสและโอโมเป็นหัวหอกหลัก

ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า นวัตกรรมหลายอย่างที่พีแอนด์จีมีอยู่ในมือ อาจถูกถ่ายทอดมาสู่แฟ้บและเพคก็เป็นได้ และหากเป็นเช่นนั้น รับรองว่าตลาดผงซักฟอกบ้านเราต้องตีกันมันจนฟองกระจายอย่างแน่นอน

คาโอทวงคืนลีเวอร์ ส่งแอทแทคเจาะตลาดทุกเซกเมนต์

ศึกชิงบัลลังก์แชมป์ในสมรภูมิผงซักฟอกไม่ได้มีเพียงค่ายยูนิลีเวอร์และพีแอนด์จีเท่านั้น ซึ่งหลังจากค่ายคาโอเสียท่าให้กับยูนิลีเวอร์ในการทำตลาดผงซักฟอกสูตรเข้มข้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยแอทแทค ซึ่งเป็นผงซักฟอกสูตรเข้มข้นของคาโอต้องสูญเสียตำแหน่งผู้นำในเซกเมนต์ให้กับบรีสเอกเซลของยูนิลีเวอร์หลังจากครองความเป็นผู้นำในตลาดมาตลอดนับตั้งแต่เข้าสู่ตลาดเมื่อปี 2530 โดยส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการทำการตลาดที่น้อยลงหลังจากแอทแทคติดตลาดแล้ว ในขณะที่บรีสมีการลอนช์สูตรใหม่ๆ และมีการโหมกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง

แม้จะเสียตำแหน่งผู้นำเซกเมนต์ไปแต่ก็ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆจากค่ายคาโอ จนกระทั่งในปีที่ผ่านมามีการเพิ่มไลน์สินค้าเพื่อเข้าสู่ตลาดผงซักฟอกสูตรธรรมดาหรือสูตรมาตรฐานเนื่องจากมีสัดส่วนในตลาดรวมสูงที่สุดแม้ว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเซกเมนต์ดังกล่าวจะมีการหดตัวไป 2% แต่คาโอก็เชื่อมั่นว่าในปีนี้ตลาดจะกลับมาเติบโตได้อีก ดังนั้นจึงมีการลอนช์แอทแทค อีซี่ เข้าสู่ตลาดผงซักฟอกสูตรธรรมดาเพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่ตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาแอทแทควางตำแหน่งเป็นพรีเมี่ยมโปรดักส์เจาะตลาดคนเมืองเป็นส่วนใหญ่เนื่องจากผงซักฟอกสูตรเข้มข้นมีความสามารถในการขจัดคราบที่แรงกว่าสูตรปกติ ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ง่ายกว่า จึงเหมาะกับการซักเครื่องมากกว่าซักมือ ในขณะที่ผู้บริโภคในต่างจังหวัดยังนิยมการซักมือมากกว่าซักเครื่อง ประกอบกับสูตรเข้มข้นมีราคาแพงกว่า จึงไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรในตลาดต่างจังหวัด

แต่อย่างไรก็ดีผงซักฟอกสูตรเข้มข้นก็มีอัตราการเติบโตมากกว่าเซกเมนต์อื่นๆเนื่องจากไลฟสไตล์ของผู้บริโภคที่มีการเดินทางมากขึ้น มีการใส่ใจสุขภาพด้วยการออกกำลังกายมากขึ้น รวมถึงมลพิษในเมืองทำให้เสื้อผ้าสกปรกได้ง่าย ผู้บริโภคในเมืองใหญ่ๆจึงหันมานิยมผงซักฟอกสูตรเข้มข้นมากขึ้น นอกจากนี้การทำการตลาดของยูนิลีเวอร์ภายใต้แคมเปญ "ยิ่งกล้าเลอะ ยิ่งเยอะประสบการณ์" ที่แนะนำให้พ่อแม่สร้างกิจกรรมเพื่อเพิ่มพูนพัฒนาการของลูกก็มีส่วนผลักดันให้ตลาดผงซักฟอกมีการเติบโตแม้ภาพของการโฆษณาจะเน้นไปที่บรีสสูตรธรรมดา แต่ถ้าลองได้ทำเสื้อผ้าเลอะมากแล้วล่ะก็ โอกาสของผงซักฟอกสูตรเข้มข้นก็ยังเปิดกว้างอย่างมาก

คาโอให้ความสำคัญกับการลอนช์ แอทแทค อีซี่ อย่างมากโดยมีการทุ่มงบการตลาดกว่า 500 ล้านบาทเพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดให้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นการใช้งบที่มากสำหรับการทำตลาดแค่แบรนด์เดียว โดยก่อนหน้านี้ 2 ปี คาโอใช้งบทั้งปี 1,000 ล้านบาท แต่กระจายงบให้กับทุกแบรนด์ พร้อมกันนี้คาโอได้หันมาทำกิจกรรมการตลาดมากขึ้น มีการแจกสินค้าตัวอย่างให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้กว่า 2 ล้านชิ้น โดยหวังว่าจะทำลายฐานลูกค้าของยูนิลีเวอร์ที่มีบรีสครองใจตลาดต่างจังหวัดมายาวนาน

แต่ยังไม่ทันที่คาโอจะบรรลุผล ก็มีการส่งแอทแทคสูตรน้ำเข้าสู่สังเวียน แม้จะเป็นตลาดเล็กแต่ก็มีการเติบโตที่น่าจับตามอง โดยประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกามีการใช้ผงซักฟอกสูตรน้ำมากที่สุด ส่วนในเอเชียก็มีมาเลเซียและไต้หวันที่นิยมผงซักฟอกสูตรน้ำ ขณะที่เมืองไทยคาดว่ายังต้องใช้เวลาในการสร้างตลาดอีกมากเนื่องจากสินค้ามีราคาแพงและผู้บริโภคก็คุ้นเคยกับการใช้แบบผงตีฟองมาตลอด แม้ว่าจะมีผงซักฟอกสูตรน้ำในเมืองไทยมากว่า 10 ปีแล้วแต่ปัจจุบันก็ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก โดยแฟ้บลิควิดถือเป็นผู้สร้างเซกเมนต์นี้ขึ้นมา แต่ว่าบรีส เอกเซล ลิควิด ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดเมื่อปี 2545 กลับเป็นผู้นำในตลาด

คาโอหมายมั่นว่าแอทแทคสูตรน้ำจะเข้ามาช่วยแอทแทคสูตรเข้มข้นในการจับตลาดคนเมือง แต่ปัญหาของแอทแทคสูตรน้ำคือนอกจากจะใหม่ในตลาดแล้ว ยังมีราคาที่แพงกว่า เช่น ขนาด 1,000 ซีซี แอทแอทแทคสูตรน้ำมีราคา 109 บาท ในขณะที่บรีส เอกเซล ลิควิด มีราคาเพียง 72 บาท นอกจากนี้คาโอยังมีการทำแพกเกจรีฟิลขนาด 800 ซีซี ในราคา 76 บาท ทั้งนี้คาโอได้ชูจุดต่างในตัวสูตรน้ำคือการจับตลาดผู้ใช้เครื่องซักผ้าฝาหน้าในขณะที่บรีส เอกเซล ลิควิด จับตลาดเครื่องซักผ้าฝาบน แม้เครื่องซักผ้าฝาหน้าจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าฝาบน แต่ตลาดเมืองไทยส่วนใหญ่ก็ยังคงใช้เครื่องซักผ้าฝาบน จึงถือเป็นอุปสรรคอีกประการของค่ายคาโอที่จะเกทัพสู้ศึกกับยูนิลีเวอร์

"เปา" ชูเทคโนโลยีสุขภาพ รับยุค Customer Centric

สำหรับผงซักฟอกเปาในเครือสหพัฒน์ แม้จะเป็นแบรนด์ไทยที่เดินตามหลังแบรนด์อินเตอร์ แต่ก็ไม่เคยหยุดนิ่งในการทำการตลาด โดยกลยุทธ์ในการทำการตลาดที่ทางบริษัทได้วางไว้คือการชูเทคโนโลยีสุขภาพโดยอิงกระแสประชากรศาสตร์ที่คาดการณ์ว่าในอนาคตจะมีผู้สูงอายุมากขึ้น ดังนั้นสินค้าที่ตอบสนองด้านสุขภาพจะมีบทบาทมากขึ้น บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าที่นอกจากจะตอบโจทย์การใช้งานหลักแล้วยังต้องสนองตอบต่อสุขภาพของผู้บริโภคด้วย เช่น การพัฒนาผงซักฟอกสูตร เฮยาบูชิ ที่ช่วยย่อยสลายแบกทีเรียในเนื้อผ้าซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ผ้ามีกลิ่นอับโดยเฉพาะเวลาที่ตากผ้าในร่มตอนที่ฝนตก ทั้งนี้หลังการลอนช์สูตรดังกล่าวก็ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของเปาเพิ่มขึ้น 2% ในปีที่ผ่านมา

หลังจากการลอนช์สูตรใหม่ สหพัฒน์ก็มีการทำกิจกรรมการตลาดพร้อมแจกตัวอย่างให้ผู้บริโภคทดลองใช้ 8 แสนชิ้น และยังมีการแจกคูปองลดราคาพิเศษ การส่งหน่วยรถเคลื่อนที่ไปเล่นเกมแจกรางวัลให้กับผู้บริโภคโดยจะเน้นกลุ่มที่อาศัยในคอนโดมิเนียม   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us