Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤษภาคม 2537








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤษภาคม 2537
"เขื่อนสาละวินจะดำเนินไปได้ก็ต่อเมื่อรัฐฉานได้เป็นอิสระจากพม่าแล้วเท่านั้น"             
 

   
related stories

"ความอับจนของโครงการเขื่อนสาละวิน"

   
search resources

เวิลด์อิมเพ็กซ์
เดวิด อาเบล




เม็ดเงินจำนวน 13,550 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 338,750 ล้านบาท ที่บริษัทเวิลด์ อิมเพ็กซ์ ยื่นให้แก่รัฐบาลทหารพม่า เพื่อแลกเปลี่ยนกับสัมปทานการก่อสร้างเขื่อนสาละวินเป็นเวลา 30 ปี ดูช่างหอมหวลไม่น้อยสำหรับประเทศที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นฟูประเทศเช่นพม่า

ทว่านอกเหนือจากเหตุผลของทางรัฐบาลทหารพม่าที่ชี้แจงต่อบริษัทเวิลด์ อิมเพ็กซ์ และบริษัทอื่น ๆ อีกสองสามรายที่เสนอโครงการ เพื่อขอสัมปทานเช่นกันแล้ว ดูเหมือนว่าปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อยที่ครอบครองพื้นที่ในเขตรัฐฉานและลุ่มน้ำสาละวิน จะเป็นปัญหาสำคัญไม่น้อยที่อาจทำให้โครงการเขื่อนสาละวินถึงกับต้องพับโครงการ!!!

"การก่อสร้างเขื่อนสาละวินจะดำเนินไปได ้ก็ต่อเมื่อรัฐฉานของเราได้เป็นอิสระจากพม่าแล้วเท่านั้น " ขุนส่าหรือ "ราชายาเสพติด" ที่ทั่วโลกรู้จักชื่อของเขาดี ประกาศออกมาสั้น ๆ แต่หนักแน่น เมื่อรู้ว่าโครงการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้กำลังคืบคลานเข้ามายังรัฐฉาน โดยเฉพาะพื้นที่ที่เหมาะสมในการก่อสร้างตัวเขื่อนอยู่ในเขตอิทธิพลของขุนส่านั่นเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา นักธุรกิจจากเมืองไทยกลุ่มหนึ่งได้เดินทางไปพบกับขุนส่าที่รัฐฉาน เพื่อหยั่งท่าทีของขุนส่าที่มีต่อโครงการเขื่อนสาละวิน

ขุนส่าในฐานะประธานสภาฟื้นฟูแห่งรัฐฉาน (SHAN STATE RESTORATION COUNCIL) ครอบครองพื้นที่ปลดปล่อยในเขตบ้านนามน, เมืองใหม่, และหัวเมืองประมาณ 1,800 ตารางกิโลเมตร จากพื้นที่ของรัฐฉานทั้งหมด 161,910 ตารางกิโลเมตรพร้อมทั้งกองกำลังติดอาวุธที่ทันสมัยในนาม "กองทัพเมืองไต" มากกว่า 10,000 คน คอยดูแลรักษาพื้นที่ปลดปล่อย รวมทั้งให้ความคุ้มครอง "คาราวานฝิ่น" และขบวนสินค้าอื่น ๆ นับตั้งแต่อัญมณี เช่น พลอย, หยก, งาช้าง ฯลฯ ซึ่งเป็นที่มาของรายได้อันมหาศาลที่ทำให้กองกำลังขุนส่าสามารถที่จะจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่าได้เป็นเวลานานหลายสิบปี

แน่นอนว่าพื้นที่ในเขตปลดปล่อยของขุนส่า นอกจากจะหมายถึง "เขตที่มั่น" ที่จำต้องรักษาเอาไว้อย่างสุดชีวิตแล้ว พื้นที่ปลดปล่อยยังหมายถึง "อู่ข้าวอู่น้ำ" ที่สำคัญของขุนส่าที่จะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องอีกด้วย

ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลทหารพม่าจะตกลงให้สัมปทานการก่อสร้างเขื่อนสาละวินแก่บริษัทหนึ่งบริษัทใด รัฐบาลทหารพม่าก็จะต้องเลือกวิธีที่จะ "จัดการ" กับขุนส่าไม่ว่าวิธีหนึ่งวิธีใด

"ในพม่าไม่มีชนกลุ่มน้อย เรามีแต่สหภาพ และเรานั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายกำจัดขุนส่า" พลจัตวาเดวิด อาเบล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อถูกถามว่า รัฐบาลทหารพม่าจะทำอย่างไรเมื่อขุนส่าประกาศคัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนสาละวิน

อย่างไรก็ตาม คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่รัฐบาลทหารพม่าจะยินยอมมอบอิสระภาพในการปกครองรัฐฉานให้แก่ขุนส่าตามที่เขาเรียกร้อง เพราะนอกจากจะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างอยู่ในเวลานี้แล้ว ยังเปรียบเสมือนเป็นการยอมอ่อนข้อให้แก่ชนกลุ่มน้อย ซึ่งเรียกร้องที่จะปกครองตัวเองมานานเกือบ 50 ปี ทั้งยังเป็นตัวอย่างให้ชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่น ๆ ใช้เป็นเงื่อนไขในการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลทหารพม่า

และก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกันที่รัฐบาลทหารพม่าจะเลือกเอาวิธีการปราบปรามอย่างรุนแรงมาใช ้แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลทหารพม่าจะทุ่มเทงบประมาณด้านทหาร และจัดซื้ออาวุธที่ทันสมัยมาเสริมเขี้ยวเล็บอีกก็ตาม เพราะนอกจากขุนส่าจะมีกองกำลังที่เข้มแข็งและอาวุธที่ทันสมัยแล้ว ขุนส่ายังมีความได้เปรียบทางด้านยุทธภูมิซึ่งทหารฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถที่จะบุกเข้ามาโจมตีได้อย่างถนัดนัก

หรือหากรัฐบาลทหารพม่าตัดสินใจ ที่จะเลือกใช้การปราบปรามทางทหารอย่างจริงจัง รัฐบาลทหารพม่าก็ต้องเสี่ยง ที่จะประสบกับความสูญเสียอย่างสูงทั้งด้านกำลังพล และงบประมาณและที่สำคัญจะทำให้ไฟสงครามที่ใกล้จะมอดดับแล้วลุกโชนขึ้นมาบนแผ่นดินพม่าอีก!!!

อย่างไรก็ดี นอกจากพื้นที่ของโครงการเขื่อนสาละวินจะอยู่ในเขตอิทธิพลของขุนส่าแล้วโครงการเขื่อนสาละวินดังกล่าวก็ยังเกี่ยวข้องกับกลุ่มกะเหรี่ยงอิสระของ "นายพลโบเมี๊ยะ" อีกด้วย

กลุ่มกะเหรี่ยงอิสระมีกองกำลังติดอาวุธมากกว่า 5,000 คน ครอบครองพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวินบริเวณแนวชายแดนไทย-พม่า ตั้งแต่ตะเข็บจังหวัดแม่ฮ่องสอนลงมาถึงจังหวัดตาก และมีกองกำลังกระจายลงมาจนถึงชายแดนไทยจังหวัดระนอง

ก่อนหน้านี้นายพลโบเมี๊ยะซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและประธานสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง ได้กล่าว ณ ฐานที่มั่นมาเนอร์ปลอว์ ว่า การก่อสร้างเขื่อนสาละวินเป็นการทำลายล้างพื้นที่เพาะปลูก, พื้นที่ทำกินของชาวกะเหรี่ยง และที่สำคัญยังเป็นการทำลายพื้นที่ปฏิวัติของฝ่ายกะเหรี่ยงอีกด้วย เนื่องจากการก่อสร้างขื่อนจะทำให้พื้นที่ยึดครองฝ่ายกะเหรี่ยงจมอยู่ใต้น้ำ

"เราขอร้องให้มีการระงับโครงการนี้ไปยังรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งยื่นหนังสือคัดค้านไปยังธนาคารโลกด้วย แต่หากไม่ประสบผลสำเร็จ เราก็จำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการที่รุนแรงเพื่อยับยั้งโครงการนี้" นายพลโบเมี๊ยะกล่าว

กลุ่มกะเหรี่ยงอิสระ กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาหยุดยิงกับรัฐบาลทหารพม่า เพื่อยุติสงครามเรียกร้องอิสระภาพในการปกครองตนเองที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลาเกือบ 50 ปี และคาดว่าการเจรจาหยุดยิงอย่างเป็นทางการนี้ กลุ่มกะเหรี่ยงจะมีการหยิบยกโครงการก่อสร้างเขื่อนสาละวินขึ้นมาเป็นเงื่อนไขในการเจรจาด้วย

ไม่ว่าผลการเจรจาหยุดยิงระหว่างกลุ่มกะเหรี่ยงกับรัฐบาลทหารพม่าจะเป็นเช่นไร หรือบริษัทใดจะได้รับสัมปทานโครงการเขื่อนสาละวินก็ตาม แต่ที่แน่ ๆ โครงการเขื่อนสาละวินยังไม่อาจที่จะเริ่มต้นก่อสร้างได้ ตราบใดที่รัฐบาลทหารพม่ายังไม่สามารถจัดการกับปัญหาชนกลุ่มน้อยได้ลงตัว!!!

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us