|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
ท็อป ปรับทัพใหญ่เกาะเทรดอาหารสดปีนี้แรง ชูความมีมาตรฐานสูงเรียกลูกค้า ระบุโอกาสสั่งเพิ่มและถอดซัปพลายเออร์มีสูงหากสินค้าต่ำกว่ามาตรฐานหรือทับซ้อนกัน พร้อมเดินเครื่องขยายสาขา คาดสิ้นปีดันยอดทั้งกลุ่มยังโต 15% กวาดหมื่นล้านบาท
นางจิตริณี วิชชุดากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายจัดซื้อและบริหารสินค้าผลิตภัณฑ์อาหารสด บริษัท เซ็นทรัล ฟู๊ด รีเทล จำกัด เปิดเผยว่า จากแผนดำเนินงานปีนี้บริษัทฯ ได้ปรับปรุงรูปแบบการบริหารการจัดการ รวมทั้งคุณภาพสินค้าใหม่ ล่าสุดจึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดระบบใหม่ เพื่อเพิ่มระดับคุณภาพของซัปพลายเออร์ทั้งหมดที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัทฯ
โดยได้มีการปรับปรุงและเพิ่มมาตรฐานของสินค้าให้ได้มาตรฐานที่สูงสุด เพื่อเป็นอีกทางหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้บริโภค ในแง่ของการคิดและการตัดสินใจในการเข้ามาจับจ่ายในสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่
ปัจจุบันซัปพลายเออร์ทั้งหมดของบริษัทฯ มีอยู่กว่า 2,000 ราย แบ่งออกเป็นรายใหญ่มีอยู่กว่า 70 - 80 ราย ซึ่งภายหลังจากการร่วมเป็นพันธมิตรกันระหว่างบริษัทฯ พบว่าสินค้าบางรายก็ยังไม่ได้รับมาตรฐาน ซึ่งถ้าหากว่าซัปพลายเออร์บางรายมีศักยภาพที่ลดน้อยลงหรือเป็นสินค้าที่ทับซ้อนกับสินค้าตัวอื่น ก็จำเป็นต้องลดหรือถอดออกตามความเหมาะสม
ทั้งนี้สินค้าของท็อปฯ ทั้งหมดมีอยู่ 2 ประเภท ซึ่งประกอบด้วยสินค้าที่อยู่ในประเภทอาหารแห้ง, และอาหารสด โดยสัดส่วนแบ่งเป็นอาหารแห้ง 75% อาหารสด 25% ซึ่งสัดส่วนโดยรวมนั้นกลุ่มประเภทสินค้าที่อยู่ในแผนกของอาหารสด มีการเติบโตมากขึ้นเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่มีการเติบโตเพียง 20% ทั้งนี้สาเหตุหนึ่งในการเติบโตของสินค้าในแผนกของอาหารสด อันเนื่องมาจากการปรับเปลี่ยนกลุ่มสินค้าในตู้แช่เข้ามาเพิ่ม จึงส่งผลให้กลุ่มอาหารนี้เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเติบโตในแผนกอาหารนั้นถึงแม้จะมีการเติบโตอยู่บ้าง แต่เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน ส่งผลกระทบต่อรอบด้าน ในแง่ของกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าที่มีการชะลอการใช้จ่ายในสินค้ากลุ่มอื่นๆ อยู่บ้าง ส่งผลให้ยอดขายโดยรวมในครึ่งปีแรกทำได้แค่เพียง 12% เท่านั้น ในขณะที่ยอดการเติบโตโดยรวมค้าปลีกมีการโตเพียง 6%
ที่ผ่านมานั้นสินค้าที่อยู่ในกลุ่มอาหารสดจะแบ่งเป็น 5 กลุ่มหลักๆ ประกอบด้วย 1. กลุ่มเนื้อ (ไก่, หมู) 2.ซีฟู๊ด (อาหารทะเล) 3.ผักผลไม้ 4.เบเกอรี่ 5.อาหารพร้อมทาน ภายหลังจากที่บริษัทได้ปรับเปลี่ยน และมีการโยกย้ายกลุ่มสินค้าบางประเภทไป พบว่าได้รับผลตอบรับและมองว่าเป็นสินค้าที่ลงตัวได้เป็นอย่างดี
"อย่างไรก็ตามบริษัทฯ มองว่าในการปรับระบบและโยกย้ายสินค้าในบางรายการนั้นในช่วงครึ่งปีแรกนั้นได้รับผลตอบรับกลับมาในทิศทางที่ดี ดังนั้นบริษัทฯ จึงมีแผนทำตลาดในกลุ่มสินค้าในแผนกอาหารสดมากขึ้น โดยจะมุ่งเน้นหลักของ GMP CODEX เพื่อยกระดับผู้ผลิตสู่มาตรฐานสากล พร้อมตรวจสอบทุกขั้นตอนในห่วงโซ่อาหาร เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าสินค้าทุกรายการมีคุณภาพสูงสุด"
ด้านแผนการขยายสาขาบริษัทฯ มีแผนขยายอีก 4 - 5 สาขา ภายในสิ้นปี และนอกจากการขยายสาขาในปีนี้บริษัทฯ วางแผนจะขยายสาขาภายในปี 2550 อีกประมาณ 20 - 30 สาขา จากปัจจุบันท็อปมีสาขาอยู่กว่า 93 สาขา โดยแบ่งออกเป็นต่างจังหวัด 17 สาขา ที่เหลือเป็นกรุงเทพฯ
ในการหาพื้นที่ในการขยายสาขานั้น ยังอยู่ระหว่างการหาโลเกชั่นอยู่ซึ่งปัจจัยในการเข้าไปขยายสาขาแต่ละพื้นที่นั้นจะเน้น 3 ยุทธวิธีเช่นเคย เช่น 1.ย่านหัวเมืองใหญ่ 2.รายได้ของกลุ่มของพื้นที่ที่จะเข้าไปขยาย และ 3.พฤติกรรมการของกลุ่มผู้บริโภค
ทั้งนี้บริษัทฯ คาดหวังว่ารูปแบบการบริหารทั้ง 4 โมเดลที่ทางกลุ่มของบริษัทฯ ที่มีการบริหารงานซึ่งประกอบด้วย 1.เซ็นทรัล ฟู้ด 2.ท็อป มาร์เก็ต 3.ท็อปซุปเปอร์ 4.ท็อปซุปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งช่วงครึ่งปีที่ผ่านมามียอดการเติบโต 12% ซึ่งถ้าเทียบกับช่วงเศรษฐกิจอย่างนี้ รวมถึงรูปแบบที่ทางบริษัทปรับเปลี่ยน คาดว่าภายในสิ้นปีภาพรวมทั้งกลุ่มน่าจะมีการเติบโตอยู่ 15% หรือมีมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท
|
|
 |
|
|