ทัศนะต่อ "งานศิลปะ" ได้กลายเป็น "สมบัติผลัดกันชม"
ที่เศรษฐีผู้มีอันจะกินแข่งกันให้ราคาสูงหลักแสนถึงหลักล้าน จนก่อให้เกิดกระบวนการสร้างราคา
และเปลี่ยนมือสู่คนในแวดวงการธุรกิจสะสมศิลป์ โดยทอผันว่าพรุ่งนี้สมบัติที่ครอบครองอยู่นี้จะมีค่ามหาศาล
พุทธิปัญญาของคนสะสมศิลป์เพื่อเก็งกำไร จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตา !!
"คุณเขียนไปเลยนะ ผมไม่กลัว มีคนสร้างข่าวทำนองว่า ผมปั่นรูปช่วยบอกเขาด้วยว่ารูปเขียนปั่นไม่ได้เหมือนปั่นหุ้นหรอก
"ชัชวาล บุญยรังสฤษฎ์ หรือ "เฮียเช็ง" ชายร่างขาวสูงวัยสี่สิบสามกล่าวด้วยเสียงอันดังที่ก้องกังวานไปทั่วชั้นสองของสุริวงศ์แกลเลอรี
ที่ประดับด้วยภาพเขียนระดับมาสเตอร์พีซ ในกรอบทองประกายเจิดจ้าเมื่อต้องแสงไฟ
ชื่อเสียงอันเก่าแก่ และสถานอันโอ่อ่างดงามที่ตั้งของสุริวงศ์แกลเลอรีเป็นที่รู้จักกันดีของชนชั้นเศรษฐีอย่างเช่นคนในตระกูลโสภณพนิช
ที่จะซื้อสะสมภาพเขียนระดับมาสเตอร์พีซของศิลปินอาวุโส เช่นภาพเขียนของเฟื้อ
หริพิทักษ์ ภาพดวงอาทิตย์สีเหลืองอังคาร กัลยาณพงศ์ ที่ตั้งราคาเผื่ออนาคตไว้ล้านบาทและภาพ
"ดอกไม้ทิพย์" ของสวัสดิ์ ตันติสุขซึ่งชดช้อย โสภณพนิชซื้อไปด้วยราคา
2 แสนบาทเป็นต้น
ศิลปะสุนทรียภาพอันล้ำค่านับร้อยนับพันชิ้นที่จัดวางไว้บนชั้นหนึ่งถึงชั้นสาม
ทางเจ้าของสุริวงศ์แกลเลอรีแห่งนี้ ต้องประกันความเสี่ยงไว้ด้วยทุนประกันภัยถึงสี่สิบล้านบาท
!!
"ภาพเขียนศิลปะมันมีมูลค่าเหมือนที่ดิน แต่ราคามันขึ้นอยู่กับตัวอาร์ทติส
สมมติเขาเขียน รูปหนึ่งขายสองแสน กว่าจะได้รูปก็ 3-4 เดือน เมื่อเอามาทำเฟรมออกแบบให้สวย
เสร็จแล้วแขวน เราก็รู้มูลค่ามันแล้วว่า ควรจะอยู่ที่สี่หรือห้าแสน"
เฮียเช็งเล่าให้ฟัง
มูลค่าภาพเขียนหายากที่ยิ่งเก็บยิ่งมีราคา จึงเป็นการลงทุนของเศรษฐีใหม่ที่มีความเชื่อว่าเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ไม่สูญ
ดังนั้นคตินิยมยุคเศรษฐกิจฟองสบู่นี้ จึงได้เกิดกระบวนการสร้างราคาภาพบางภาพได้สูงระหว่าง
300,000-500,000 บาทตามกลไกการตลาดที่ความต้องการมีมากขณะที่ผลงานศิลปินอาวุโสนามอุโฆษมีน้อยและหายากเช่นเฟื้อ
หริพิทักษ์ สุเชาว์ ศิษย์คเณศ จำรัส เกียรติก้อง หรือศิลปินมือเอกที่ยังทำงานศิลปะอยู่
เช่น ถวัลย์ดัชนี จักรพันธ์ โปษยกฤต ประเทือง เอมเจริญ เฉลิม นาคีรักษ์ สวัสดิ์
ตันติสุข ปรีชา เถาทอง ช่วง มุลพินิจ วราวุณ ชูแสงทอง
"ผมเป็นคนค่อนข้างไม่เชื่อเรื่องเงินสด ผมเชื่อในของที่สะสม และมีราคาเพิ่มขึ้นทุกวัน…สิ่งเหล่านี้ถ้ามองในแง่นักธุรกิจ
มันก็มีมูลค่าอินเตอร์เนชั่นแนล ภาพเขียนเฉพาะศิลปินดัง ๆ สิบคนขายให้ชาวญี่ปุ่นได้ทันที….ยิ่งของอาจารย์เฟื้อ
ญี่ปุ่นเขากว้านซื้อ เพราะเขามีแนวโน้มจะทำโตเกียวเป็นศูนย์ศิลปะอิมเพรสชั่นนิสต์ทั่วโลก
เป็นการซื้อใบประกันภัยใบใหญ่ว่าไม่มีใครบอมบ์มิวเซียมญี่ปุ่นอีกเพราะศิลปะของโลกอยู่ที่นั่น
เพราะฉะนั้นผมจึงเชื่อในสิ่งที่สะสมว่ามันมีมูลค่า ไม่สูญหาย" นี่คือความเห็นของบุญชัย
เบญจรงคกุลแห่งบริษัทยูคอม นักสะสมรายใหญ่ของไทยที่มีดำริจะสร้าง "ไพรเวทมิวเซียม"
แห่งแรกใจกลางกรุงเทพในอนาคต
ปัจจุบันสะสมงานศิลปะส่วนตัวทั้งหมดประมาณ 200 ชิ้น ขณะที่อีกส่วนหนึ่งประดับในสำนักงานบริษัทและในเครือไม่ต่ำกว่า
300 ชิ้น ไม่นับงานแกะสลักสำคัญ ๆ เช่น บุษบกของเรือสุพรรณหงส์ซึ่งเป็นเรือพิธีที่สะสมได้ครบ
51 ลำตามกาพย์เห่เรือนอกจากนี้บุญชัยได้สั่งต่อเรือสุพรรณหงส์ยาว 3 เมตรกว่าในราคา
1,500,000 บาท
"ผมเปิดบริษัทขึ้นมาบริษัทหนึ่งชื่อ ศุภสินเพราะผมเกิดวันศุกร์เลยตั้งชื่อนี้
ให้ลูกและภรรยาถือหุ้นแต่ขายหุ้นไม่ได้ เพราะเราไม่ต้องการให้ของสะสมแตกกระจายไป
บริษัทนี้จะเป็นเจ้าของถ้าเช่าที่จากหลวงได้ ก็จะเปิดให้คนชม เคยคิดจะเช่าที่รถไฟจตุจักรระยะเวลา
30 ปี แต่ตอนนี้ยังหาที่ไม่ได้" บุญชัยวาดแผนอนาคตที่ฝันได้ไกลแต่ยังไปไม่ถึง
ฝันสีรุ้งของเศรษฐีนักสะสมงานศิลป์เมืองไทยที่คิดจะสร้างหอศิลป์ส่วนตัว
มีชดช้อย โสภณพนิชอยู่คนหนึ่งที่ปรารถนาจะสร้างมิวเซียม เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานระลึกถึงบิดาคือชิน
โสภณพนิชผู้ล่วงลับไปแล้ว
"งานนี้ทำคนเดียวไม่ได้ เพราะบ้านเราผลงานศิลปินกระจัดกระจาย มิวเซียมที่ดีต้องมีการแสดงผลงานศิลปินแห่งชาติคนสำคัญๆ
เช่น ผลงานของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี เฟื้อ หริพิทักษ์และงานนักเขียนเก่า ๆ
ที่ตายไปแล้ว อย่างน้อยคนละ 5-6 รูป" ชัขวาลย์ให้ความเห็นในฐานะแกลเลอรีเก่าแก่ที่มีผลงานหายากหลายชุด
สองชั่วอายุคนของสุริวงศ์แกลเลอรีเพิ่งจะเริ่มมีนโยบายทางธุรกิจใหม่ในสมัยชัชวาลย์
ที่เน้น "เก็บ" มากกว่า "ซื้อมาขายไป" ดังรุ่นพ่อทำ
"กี้เอ็ก แซ่ลิ้ม" พ่อของชัชวาลย์เป็นชาวจีนที่เริ่มต้นกิจการจากร้านกรอบรูป
"ลิ่มเหลียงฮะ" ที่พลับพลาไชยแห่งแรก ต่อมาเมื่อปี 2500 ร้านโดนไฟไหม้หมดจึงย้ายมาเปิดร้านใหม่ที่สะพานพุทธ
หน้าโรงหนังเอ็มไพร์ ปากคลองตลาด แต่เจอปัญหาน้ำท่วมและที่จอดรถลำบากเพราะใกล้ตลาด
จึงย้ายมาปักหลักลงฐานที่สุริวงศ์ ทั้งรับออกแบบทำกรอบรูปและซื้อขายภาพเขียน
"ในระยะหลัง ๆ เป้าหมายระดับนี้เราซื้อมาเก็บเราได้ประสบการณ์จากรุ่นเตี่ย
รูปเขียนศิลปะนั้นพอถึงจุดหนึ่ง จะถามว่าเท่าไหร่ไม่ได้ แต่อยู่ที่ค่าความพอใจ
จะคุยกันหลักล้านหนึ่ง สองล้านหรือสามล้าน ขึ้นอยู่กับผู้ซื้อและผู้ขาย"
นี่คือทัศนะของคนกลางอย่างเฮียเช็ง
กรณีราคาที่ช็อคคนทั้งโลกคือ การประมูลผลงานศิลปะ "ดอกทานตะวันสิบสองดอก"
ของวินเซนท์แวนโก๊ะศิลปินเอกผู้อาภัพ ปรากฏว่าชาวญี่ปุ่นได้ผลงานชิ้นนี้ไป
ด้วยมูลค่ามหาศาลถึง 60 ล้านเหรียญสหรัฐหรือเท่ากับ 1,500 ล้านบาท
"หากประวัติศาสตร์ 30 ปีที่แล้ว อเมริกาเอาอำนาจเงินไปกว้านซื้อรูปจากพิพิธภัณฑ์ศิลป์ในยุโรป…
ตอนนี้มาถึงญี่ปุ่นซึ่งมีเศรษฐีใหม่เยอะก็ย้อนรอยเช่นกัน เช่นซื้อรูปวาดแวนโก๊ะราคา
60 ล้านเหรียญยูเอส. เขาดูไม่ออกแต่เขาดูเฉพาะชื่อศิลปิน ของเมืองไทยเริ่มสัก
4-5 ปีที่แล้วเศรษฐีใหม่มีเยอะจากที่ดินและตลาดหลักทรัพย์ และนักบริหารมืออาชีพได้เงินเดือนสูงขึ้นคนพวกนี้เริ่มออกมาซื้อรูปแพงไปหน่อย..ซึ่งดีสำหรับศิลปินที่ดังแล้วแต่ศิลปินรุ่นจบใหม่
ๆ..ตั้งราคาสูงเพื่อศักดิ์ศรี ซึ่งผมกลัวว่าจะขายรูปไม่ออก จะหมดกำลังใจทำต่อแล้วทิ้ง
ตรงนี้น่าเป็นห่วง" นี่คือทัศนะต่อการสะสมและราคาของ ชัย โสภณพนิช
ค่าของความพอใจไม่มีหน่วยชั่งตวงวัดจะดีความออกมาได้ จุดนี้จึงทำให้การสร้างราคาของภาพเขียน
ขึ้นอยู่กับอารมณ์ศิลปินเป็นที่ตั้ง แล้วผ่านกระบวนการจัดการทางการตลาดของแกลเลอรีก่อนถึงมือผู้บริโภค
ทำให้มูลค่าของงานศิลปะแตกต่างกันในแต่ละช่องทางเลือกที่ลูกค้าเข้าหาซึ่งโดยทั่ว
ๆ ไปแล้ว มีอยู่ด้วยกัน 3 ช่องทางคือ
หนึ่ง-ราคาในแกลเลอรีชั้นนำ ซึ่งถือว่าเป็นธุรกิจการค้าที่บวกค่าจัดการและต้นทุนเข้าไปถือเป็นราคานำตลาด
กลุ่มเป้าหมายย่อมเป็นเศรษฐีที่ต้องการความมั่นใจไม่เสี่ยงในการทุ่มเงินซื้องานเขียน
"รูปของศิลปินดัง ซึ่งเก็งกำไรมูลค่าที่เพิ่มขึ้น
สอง-ราคาในงานนิทรรศการของศิลปินร่วมสมัยซึ่งระดับราคาปัจจุบันอยู่ระหว่าง
10,000-80,000 บาท ซึ่งวิโชค มุกดามณีให้ความเห็นว่า
"ผมคลุกคลีในวงการมานาน ผมขอแย้งว่าศิลปะมีราคาแพง เราเพ่งเล็งแต่เฉพาะศิลปินดังบางคนหรือบางชิ้นงาน
แต่โดยความเป็นธรรม ผมมองศิลปินว่ากว่าเขาจะมาถึงจุดนี้ได้ ต้องใช้เวลา 10-20
ปีเขียนรูปที่จะแสดง 20 ชิ้นนี้ ทั้ง ๆ ที่เขาเขียนภาพเป็นร้อยชิ้น อย่างนี้ถือว่าเป็นการลงทุนไหม?"
เป็นคำถามที่มีคำตอบอยู่ในตัวเองอย่างขื่น ๆ
กลุ่มผู้สะสมซื้อภาพเขียนของศิลปินในงานนิทรรศการจัดเป็นผู้ที่ตัดสินใจเสี่ยงสูง
แต่ต้นทุนการสะสมจะต่ำ เพราะเริ่มต้นตั้งแต่เลือกซื้อผลงานมีรางวัลและคอยติดตามเก็บงานของศิลปินคนนั้น
จนกว่าเขาจะมีแววอนาคตก้าวหน้า ภาพที่เก็บไว้จะมีราคามาก และเป็นการสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ให้มีโอกาสเกิดด้วย
ดังเช่นผลงานสีน้ำ " ชาวประมง" ของสมวงศ์ ทัพพรัตน์ ซึ่งชัยได้เลือกซื้อ
2 รูปราคาเพียง 60,000 บาท
สาม-ราคาที่บ้านศิลปิน ขึ้นอยู่กับ "ความพึงพอใจ" ทั้งสองฝ่ายหรือสุดแท้แต่
"ความสะใจ" ของทั้งสองฝ่ายเช่นกัน
ดังเช่น สมัยเมื่อธนาคารศรีนครเปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ ได้มีการจัดแสดงนิทรรศการศิลปะชั้นเยี่ยม
อังคาร กัลยาณพงศ์ได้เอารูปชุด ปาดเครยอง ช่อกนกมาแสดง และตั้งราคารูปละ
3,000,000 บาทแบบไม่ขายแต่สะใจ ทำให้ผู้บริหารแบงก์ต้องหาบอดี้การ์ดและตำรวจยืนเฝ้ารูปนั้นจ้าละหวั่น
และได้กลายเป็นจุดโปรโมทให้ทุกคนต้องการมาดูว่า นี่นะหรือ…รูปเขียนรูปละสามล้าน
!?
หากมองในมุมกลับ บรรดาเศรษฐีกำลังสะสมอะไรกัน? คุณค่าความงามแห่งศิลป์หรือความอวดมั่งมีด้วยอำนาจเงินตราที่คิดแต่ว่า
"จะซื้อรูปศิลปินดัง ๆ" โดยไม่มีศิลป์วิจักขณ์ในเรื่อง สุนทรียศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลป์
ความต่อเนื่องยาวนานของกิจการร้านกรอบรูปที่สร้างสายสัมพันธ์กับศิลปินรุ่นอาวุโส
ได้กลายเป็นความได้เปรียบเชิงธุรกิจของสุริวงศ์แกลเลอรีที่ยุคต้นๆ ของกิจการสามารถลงทุนซื้อภาพเขียนรุ่นเก่าได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่งรายใหม่
แต่สามารถทำกำไรมหาศาลในยุคปัจจุบันที่ราคาหลักแสนขึ้นไปของภาพเขียนพร้อมกรอบทองสวยงาม
"สมัยก่อนนั้น เวลาอาร์ทติสมาทำกรอบ ยังไม่ต้องจ่ายเงินก่อนก็ได้
เพราะรู้จักกัน พอจบการแสดงนิทรรศการจึงค่อยมาเคลียร์กัน ราคาคิดกันแบบกันเอง
บางครั้งผมก็ช่วยซื้อรูปแปดรูปในราคาพิเศษ เพราะอาร์ทติสไม่ประสบความสำเร็จในการแสดงผลงาน
เขาจะเอาเงินที่ไหนมาทำกรอบแม้ค่ากรอบสมัยนั้นจะ 200-300 บาทแต่ทำกันที 30
รูปเพื่อแสดง" ชัชวาลย์ย้อนอดีตให้ฟัง ปัจจุบันกรอบรูปไม้สักลงทองคำเปลวอย่างงดงามราคาไม่ต่ำกว่า
30,000 บาท
ถึงกระนั้นก็ตาม บทบาทของแกลเลอรีในไทยถูกมองว่าเป็น "พ่อค้าคนกลาง"
มากกว่าบทบาทของผู้ส่งเสริมงานงานศิลปะแท้จริงเหมือนในยุโรปหรืออเมริกา ไม่มีการลงทุนทำห้องแสดงภาพศิลปะแบบมืออาชีพ
ไม่พิมพ์เอกสารเผยแพร่ความรู้ผลงานและเกียรติประวัติศิลปินอย่างต่อเนื่อง
และไร้บทบาทของ "แมวมอง" ที่จะส่งเสริมอุปถัมภ์ศิลปินรุ่นใหม่ที่มีแววรุ่งโรจน์
แกลเลอรีเก่าแก่ที่สุดอย่าง "บางกะปิแกลเลอรี" เคยพยายามทำหน้าที่ดังกล่าว
แต่ยุทธวิธีการจัดการธุรกิจศิลป์ (COMMERCIAL ART MANAGEMENT) เป็นเรื่องยากมาก
ภายใต้เงื่อนไขอันจำกัดทางเศรษฐกิจสังคม ที่ทั้งตัวศิลปินชั้นดีซึ่งทำงานศิลปะเพื่ออุดมคติมากกว่าการค้า
ผู้สะสมภาพเขียนซึ่งกระจุกตัวอยู่ในหมู่เศรษฐีหรือผู้ที่เรียนจบจากต่างประเทศและคุ้นเคยกับการเสพงานศิลปะ
ขณะที่กลไกราคาที่ศิลปินถูกกดราคาเพื่อไม่มีทางเลือกอื่น ๆ เช่น ภาพเขียนของประเทือง
เอมเจริญเมื่อยี่สิบปีที่แล้วแกลเลอรีแห่งหนึ่งได้ซื้อขาดในราคาสี่พันบาท
แต่พอใส่กรอบตั้งราคาใหม่เป็นหมื่นห้า หรืออย่างกรณีภาพเขียนสีน้ำมันของสุเชาว์
ศิษย์คเณศซึ่งสมัยต้นเคยแบกรูปที่เขียนเสร็จฝากเพื่อนไปขายที่แกลเลอรีเพียง
300-400 บาท แต่ราคาที่แกลเลอรีขายหน้าร้านสมัยนั้นฟันราคาที่ 3,000 ถึง
10,000 บาท
ในที่สุดบางกะปิแกลเลอรีก็ต้องปิดกิจการลงไป ขณะที่แกลเลอรีรุ่นหลังที่ยึดเอาทำเลธุรกิจที่มีเศรษฐีอยู่ย่านบางกะปิ
สุขุมวิท ซอยอโศก ถนนเกษรและสีลมหลายแห่งทะยอยเกิดขึ้นแล้วก็ไม่รอดต้องปิดกิจการหรือหยุดบทบาทไป
เพราะผลตอบแทนช่วงนั้น "ไม่คุ้ม" กับภาระค่าใช้จ่าย เช่น บางกอกอาร์ต
ไฟน์อาร์ตแกลเลอรี หอขวัญแกลเลอรี ทรีโอแกลเลอรี 20 หอศิลป์ เกษร วิณวลธรรมแกลเลอรี
สีลมมาสเตอร์พีช เดอะอาร์ทติสท์ แกลเลอรี
ระดับราคาของภาพเขียนในช่วงปี 2520 ที่วางขายในแกลเลอรีจะอยู่ระดับหลักพัน
ยกเว้นผลงานของจิตรกรมือเอกอย่างเช่น ภาพเขียนของ "ปุ่ม มาลากุล"
ที่ชัยซื้อไป โดยเริ่มต้นซื้อภาพเขียนต้นไม้หุบเขาภาพแรกในราคาประมาณ 20,000-25,000
บาทปัจจุบันราคาในตลาดว่ากันเป็นหลักแสนหลักล้านแถมมีภาพเขียนปลอมอีกต่างหาก
"อาจารย์ปุ่มเสียชีวิตยี่สิบกว่าปีแล้ว ผลงานของท่านตอนนี้เบาะ ๆ
ขึ้นต้นด้วยเลขสามแสนถึงล้านแล้วแต่ขนาดใหญ่เล็ก เมื่อแปดปีก่อนโดนก๊อปปี้ขายในตลาดมาก
ผมเห็นกับตาตัวเองและเจอการเสนอขายแค่แสนเดียวด้วยแต่ผมไม่ซื้อ เพราะผมชำนาญดูออกถึงความแห้งของสี
ความตึงของผ้าใบ" เล่ห์กล ของโจรศิลปะที่ชัชวาลย์เจ้าของแกลเลอรีเจอนั้นเป็นเรื่องที่แกลเลอรีใหม่อาจจะโดนหลอกได้ถ้าไม่รู้จริง
น่าเสียดายที่บทบาทของแกลเลอรีใหม่ ๆ เช่นวิณวลธรรมแกลเลอรีที่เป็นเวทีส่งเสริมการแสดงภาพศิลปะร่วมสมัยของศิลปินรุ่นใหม่อย่างกลุ่มไวท์
ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของศิลปินสีน้ำ เมื่อเปิดดำเนินการมาได้ระยะหนึ่ง ก็ต้องยุติลงเพราะปัญหาเรื่องทุนรอน
"ถ้าเรามุ่งด้านพาณิชย์การค้า เราจะไปแสดงที่ศูนย์การค้าหรือโรงแรม
ซึ่งขายได้ แต่เราไม่เคยไปแสดงที่นั่น ยกเว้นการแสดงนิทรรศการเดี่ยวแต่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ไป
ไม่ใช่รังเกียจแต่ที่เหล่านี้ไม่มีห้องแสดงศิลปะจริง ๆ" ปัญญา วิจินธนสาร
ประธานกลุ่มไวท์ปี 2536 ให้ความเห็น
ส่วนกิจการที่ดำเนินการอยู่ยงคงกะพันก็คือ เพชรบุรีแกลเลอรีของอารีย์ ตตินนท์ชัยและสุริวงศ์แกลเลอรี
ที่จับตลาดนักสะสมภาพศิลปินอาวุโสโดยไม่สนใจนักเขียนใหม่
ยุคต้น ๆ กลุ่มผู้สะสมซื้องานศิลปะส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งยุคสงครามเวียดนาม
ซึ่งดอลลาร์สะพัดในตลาดไทย ฝรั่งนิยมงานภาพวิวทิวทัศน์แบบไทย ๆ พระและตลาดน้ำวัดไทร
ลักษณะการเขียนมีลีลาคล้ายกันคือเอาเกรียงเขียนเป็นกระท่อมริมน้ำ มีต้นมะพร้าว
วิว ดังนั้นธุรกิจของแกลเลอรีได้แปรสภาพจากการขายงานศิลปะเป็นตลาดขายรูป
ชัชวาลย์ก็คลุกคลีในตลาดขายรูปนี้ในยุคต้น ๆ โดยมีโชว์รูมขายรูปชื่อ "พรนิมิตแกลเลอรี"
ที่เจริญกรุงขายส่งภาพเขียนเหล่านี้แก่ค่ายพีเอ็กซ์ของทหารอเมริกันด้วย
แต่พอถึงจุดหนึ่งที่อยู่กับงานศิลปะมาก ๆ ก็ทำให้ชัชวาลย์เกิดความสนใจงานศิลปะ
และเริ่มเสาะแสวงหางานศิลปะของคนที่มีชื่อเสียงมาไว้ในแกลเลอรี โดยสมัยก่อนบางภาพจะมีลักษณะการซื้อขาดจากเจ้าของงานในราคาไม่สูง
ซึ่งคนทำงานศิลปะยุคเก่ายังจำเป็นต้องขายงานออกไปในราคาต่ำเพื่อเอาเงินมายังชีพให้อยู่ได้
นอกจากผลงานดรออิ้งและรูปเขียนของอังคาร กัลยาณพงศ์ แล้ว ผลงานภาพเขียนสีน้ำมันของศิลปินที่ชัชวาลย์เก็บสะสมได้มากที่สุดขณะนี้คือ
สุจริต หิรัญกุล ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว 12 ปี โดยวิธีการอุปการะเกื้อกูลครอบครัวอาจารย์สุจริต
ทำให้ชัชวาลมีผลงานของสุจริตตั้งแต่เป็นนักศึกษาจนกระทั่งวาระสุดท้ายจำนวน
70 กว่ารูป ปัจจุบันภาพที่แพงที่สุดของสุจริตคือภาพสีน้ำมันขนาดใหญ่เป็นรูปดอกทานตะวันเขียนไว้ในปี
2521 ราคาที่ร้านตั้งไว้ 3 ล้านบาท
"รูปเขียนโดยอาจารย์สุจริตจะมีแนวอิมเพรสชั่นนิสต์ ใช้อารมณ์ถ่ายทอดผ่านเกรียงเขียนรูปด้วยสีหนา
ๆ สมัยนั้นใครรู้ไหมว่ารูปนี้หนักกี่กิโล รูปของคน ๆ นี้ฝรั่งนิยมซื้อมาก
ภาพเขียนตอนนี้ราคาเป็นล้านแต่ตอนซื้อจริง ๆ ไม่ถึง" เจ้าของสุริวงศ์แกลเลอรีเล่าให้ฟัง
ทุกวันนี้ชัชวาลย์รวยเงียบ ๆ กับมูลค่ากว่าสี่ร้อยล้านบาทของสินทรัพย์ที่เขาซื้อเก็บไว้
ไม่ว่าจะเป็นภาพเขียนศิลปะอันล้ำค่ำของศิลปินอาวุโสไทยประติมากรรมยุโรปที่งดงามกว่า
300 ชิ้นและพระเครื่องพระบูชากับของเก่าสมัยรัชกาลที่ห้าซึ่งหายากยิ่งและเป็นที่สักการะบูชาของคนไทย
สายตาอันแหลมคมของพ่อค้าคนกลางอย่างชัชวาลย์บวกกับการบูมของภาวะเศรษฐกิจไทยในระยะห้าปีที่ผ่านมา
ทำให้ธุรกิจของสุริวงศ์แกลเลอรีขยายกิจการได้ยิ่งกว่าสมัยพ่อสร้างมาอีก ครอบคลุมพื้นที่การค้าอีกสองสาขา
คือสาขาริเวอร์ซิตี้ชั้น 3 และ 4 ซึ่งจะขายรูปเขียนแนวตลาดและประติมากรรมยุโรปกับสาขาธนิยะชั้น
3 ซึ่งเซ้งพื้นที่ 30 ปี ใช้เป็นห้องเก็บแสดงประติมากรรมยุโรป
"ในอนาคตสุริวงศ์แกลเลอรีจะเปลี่ยนโฉมใหม่โดยจะทำแกลเลอรี่ระดับไฮคลาสเกิดขึ้นที่จิวเวอรี่เซนเตอร์
บนถนนสีลม จะแขวนรูปที่ดีที่สุดเพียง 25 ภาพ ถ้าซื้อก็ซื้อ ถ้าไม่ซื้อก็เก็บ"
นี่คือแผนการอนาคตของเจ้าเก่าอย่างสุริวงศ์แกลเลอรี
ขณะที่สไตล์ของสุริวงศ์แกลเลอรีที่จับตลาดระดับบนที่เล่นรูปหายากระดับราคาหลักแสนถึงล้านขึ้นไป
ก็มีตลาดขายรูปที่คนเล่นรูปนิยมมาชอปปิ้งซื้อและกล่าวขวัญมากที่สุดในปัจจุบันนี้
คือ "สมบัติ แกลเลอรี่"
เจ้าของแกลเลอรีนี้คือ "สมบัติ วัฒนไทย" ผู้หญิงเก่งแห่งยุค
พ.ศ. นี้ที่เริ่มต้นจากแกลเลอรีเล็ก ๆ ชื่อ "โฟรอาร์ต" ข้างอาคารสีลมเมื่อสิบปีที่แล้ว
แต่เริ่มผงาดขึ้นในยุทธจักรธุรกิจนี้ ด้วยการเจาะกลุ่มลูกค้าที่สุริวงศ์แกลเอลรีเมินคือ
กลุ่มอินทีเรียตกแต่งหมู่บ้านจัดสรรและออฟฟิศ คอนโดมิเนียม เช่น บริษัทแลนด์แอนด์เฮาส์
เลคไซด์ บริษัทเบ็ญศิวารินทร์
ส่วนลูกค้าเศรษฐีนักสะสมที่สมบัติติดต่อเป็นขาประจำเช่นบุญชัย เบญจรงคกุลแห่งบริษัทยูคอมตัวแทนขายผลิตภัณฑ์โมโตโรล่า
เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์แห่งแบงก์กรุงเทพฯ พณิชยการ ประกิต ประทีปเสนแห่งแบงก์ไทยพาณิชย์และ
ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ เป็นต้น
ประสบการณ์ธุรกิจที่ล้มคลุกคลานในสามปีแรก เพราะจับจุดขายไม่ถูกทำให้ผู้หญิงอย่าง
สมบัติต้องโดดลงมาบริหารเองเต็มตัวแทนที่จะจ้างคนอื่นทำยุคนั้นแกลเลอรีจะมีตลาดหลักอยู่ที่โรงแรมเพื่อขายชาวต่างประเทศ
สมบัติจึงย้ายร้านมาเปิดที่โรงแรมรามา การ์เด้นท์ แต่ก็เจ๊งจนต้องเปิดใหม่ที่ริเวอร์ซิตี้โดยปิดที่สีลมซึ่งไม่มีที่จอดรถบริการลูกค้า
ปัจจุบันร้านสมมติแกลเลอรี่มีทั้งหมดสามร้าน คือที่ริเวอร์ซิตี้ โรงแรมรอยัล
ออคิดและดุสิตธานี นอกจากนี้ยังมีคอลเลคชั่นเฮ้าส์ "บ้านสมบัติ"
ที่จรัลสนิทวงศ์อีกด้วย
"ในช่วงปี 2527-28 ตลาดศิลปะในบ้านเรายังเงียบช่วงนั้นดิฉันออกไปต่างประเทศและจัดแสดงภาพเขียนในงานนิทรรศการสินค้าที่จัดโดยเอกชน
เวลาไปแต่ละครั้งดิฉันจะขนภาพไปประมาณ 400-600 ภาพ ก็ขายหมด แต่พอถึงปี 2530
ตลาดเมืองไทยเริ่มดีขึ้น ก็เลยไม่ค่อยได้ออกไป" เจ้า ของสมบัติแกลเลอรีเล่าให้ฟังถึงแนวโน้มตลาดคนไทยที่พุ่งขึ้นจาก
20% เป็น 50% ในปัจจุบัน
ลักษณะการดำเนินธุรกิจที่สมบัติแกลเลอรีทำคือการซื้อเงินสดที่จะไม่รับฝากขาย
อันเป็นนโยบายของค่ายใหญ่ที่นิยมทำกัน แทนที่จะชักค่านายหน้า 30-50% เหมือนแกลเลอรีหรือศูนย์แสดงศิลปะบางแห่ง
"เรามีผลงานของอาร์ทติสในร้านกว่าหนึ่งร้อยคนหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกซื้อภาพ
เราจะดูที่สีเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อการตกแต่ง จากนั้นจึงดูรายละเอียดแต่ถ้าเป็นรูปของศิลปินที่มีชื่อเสียง
ก็ไม่จำเป็นต้องดูรายละเอียด" ผลงานในสต็อกนับสองหมื่นชิ้นที่สมบัติซื้อเก็บโชว์ขายตามสาขาสามแห่งจึงมีเกณฑ์การพิจารณาดังกล่าว
ระดับราคาที่มีตั้งแต่ 450 บาทจนถึงหลักแสนๆ เป็นกลยุทธ์ราคาสำคัญที่ทำให้ยอดจำหน่ายของทั้งสามสาขาในแต่ละเดือนสามารถขายภาพใหญ่น้อยได้นับพันรูป
"จะเห็นได้ว่าสินค้าในสต็อกเรามีมากจริง แต่ไม่มีปัญหาในการระบายรูปออกไป
ในแต่ละเดือนเราจะขายได้เร็วมาก อย่างเช่นอินทีเรียแต่ละคนจะใช้ประมาณ 20-30
รูป เมื่อเราขายรูปได้สมมติ 500,000 บาท เราก็เอาไปซื้อของมาเข้าร้านอีก
400,000 บาท ทำอย่างนี้ทุกๆ เดือน" นี่คือหลักการบริหารทุนและการตลาดของนักธุรกิจศิลป์อย่างสมบัติที่ดำเนินธุรกิจนี้นับทศวรรษหนึ่ง
ท่ามกลางกระแสธุรกิจศิลป์ที่บูมพร้อมภาวะเศรษฐกิจ จังหวะและโอกาสทองในช่วงเรียลเอสเตทบูมและตลาดหุ้นร้อนเป็นกระทิงเปลี่ยวเช่นนี้
ได้สร้างอาชีพคนกลางอิสระที่เป็นอาร์ตดีลเลอร์ขึ้นมา
ปรากฏว่าได้มีแกลเลอรีเกิดใหม่ตั้งขึ้นมากในปี 2534 เช่นอาร์ตฟอรั่ม สีลมปาวกาศ
คอนเทปัส ไดอะลอกแกลเลอรีซึ่งยุคแรกได้ "นำทอง แซ่ตั้ง" อาร์ตดีลเลอร์ที่คลุกคลีเป็นที่เรียกว่าใช้ของศิลปินดัง
ๆ เวลาจัดแสดงงานนำทอง เคยทำงานที่สีลมมาสเตอร์พีซได้แปดเดือนกับตัวเลขขายงานศิลปะได้เป็นหลัก
1,600,000 บาทแต่ก็ไม่เป็นที่พอใจของหุ้นส่วนจึงลาออก
ผลงานที่โดดเด่นของอาร์ตดีลเลอร์อย่างนำทองคืออยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการขายภาพเขียนของนิติ
วัตุยา" ขายเกลี้ยง 400,000 บาทภายในเวลา 3 อาทิตย์
แต่ประสบการณ์ที่เจ็บปวดของนำทองคือ ข้อกล่าวหาที่ว่าทำเพื่อลูกค้ามากเกินไป
โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์บริษัท ในกรณีที่ลูกค้ารายใหญ่รัตน์ โอสถานุเคราะห์
ได้รับการเสนอผลงาน "ก. เอ๋ย ก. ไก่" ของคามิน เลิศชัยประเสริฐ
เพื่อประดับในห้องแสดงศิลปะร่วมสมัยของมหาวิทยาลัยกรุงเทพซึ่งมีตระกูลโอสถานุเคราะห์เป็นเจ้าของ
"ผมต้องเป็นตัวกลางระหว่างศิลปินกับแกลเลอรีและลูกค้าเพื่อให้ยอมกันได้
ตอนแรกผมตั้งราคาแพงมาก แล้วผมลดไปเยอะมาก ซึ่งแกลเลอรีก็ไม่พอใจศิลปินเองก็ไม่ได้เท่าที่ผมบอกไว้
ทุกวันนี้ยังเสียใจอยู่เลย แต่ตอนหลังศิลปินก็ยอมรับเพราะ เขาเห็นว่าลูกค้ามีความตั้งใจดี
สำหรับผมงานชิ้นนี้มีความสำคัญมาก ถ้าผมทำให้งานชุดนี้ไม่ผ่านคุณรัตน์อาจไม่สามารถทำให้มหาวิทยาลัยกรุงเทพยอมรับแนวทางนี้จริง
จริงอยู่แกเป็นเจ้าของ แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับบอร์ด เพราะฉะนั้นตัวเลขสำคัญมาก"
นำทองเล่าอดีตให้ฟังแบบยิ้มทั้งน้ำตา
ปัจจุบันนำทองลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการไดอะล็อกแกลเลอรีที่กินเงินเดือนห้าหลักเล้ว
หันมาเปิดคอลเลคชั่น เฮ้าส์ และบ่อยครั้งจะเห็นนำทองในชุดกางเกงขาสั้นหรือสวมสบาย
ๆ พาเศรษฐีที่นิยมซื้อรูปเก็บมาชมผลงานของศิลปินไทยและเทศตามงานนิทรรศการศิลปะต่าง
ๆ
สมัยก่อนคนทำงานศิลปะส่วนใหญ่จะเรียนจากศิลปากร เพาะช่างและโรงเรียนช่างศิลป์
และตามประวัติศิลปินเอกจะเรียนไม่จบแล้วออกมาทำงานของตัวเอง เช่น เฟื้อ หริพิทักษ์
อังคาร กัลยาณพงศ์และช่วง มูลพินิจ หรือผู้ที่จบก็มุ่งรับราชการหรือไปเสริมความรู้ที่ต่างประเทศ
แต่ปัจจุบัน ผู้เรียนศิลปะมีจำนวนเพิ่มขึ้นจำนวนมาก เนื่องจากสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยหลายแห่งเปิดขยายสาขาวิชาชีพนี้มากขึ้น
เช่นที่จุฬาฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยบูรพา
เซนต์จอห์น มศว. ประสานมิตร โดยเฉพาะที่ศิลปากรขยายรับเพิ่มจาก 30 คนเป็น
55 คนในปัจจุบัน
ความตื่นตัวในวงการประกวดศิลปกรรมปรากฏจำนวนศิลปินและชิ้นงานที่ส่งประกวดของธนาคารกสิกรไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้น
ขณะที่งานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติมีจำนวนน้อยลงในปี 2536 คือศิลปินส่งงาน 100
คน ส่งงาน 194 ชิ้น น้อยกว่าครึ่งของปี 2535 ซึ่งมีศิลปินถึง 152 คนและงานมากกว่าถึง
297 ชิ้น โดยแยกประเภทงานที่ส่งประกวดมากที่สุดคือ จิตรกรรมประมาณ 30% ของทั้งหมด
รองลงมาคือภาพพิมพ์ 29% และประติมากรรมใกล้เคียงสื่อประสมคือ 11%
การเปรียบเทียบสองเวทีประกวดงานศิลปะนี้ได้สะท้อนให้เห็นคตินิยมของศิลปินยุคนี้ที่มีเปรียบเทียบทางเลือกระหว่าง
"เกียรติ" กับเงินรางวัล เพราะผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตรเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองของงานศิลปกรรมแห่งชาติจะได้รับเงินรางวัลเพียง
50,000 บาท ขณะที่ทางสถาบันการเงินเช่นกสิกรไทยจ่ายให้แสนหนึ่ง
ขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมคนทำงานศิลปะก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เกิดการขยายตัวของเมือง
มีตึกอาคารคอนโดมิเนียมและโรงแรมผุดขึ้นราวดอกเห็ด ทำให้เกิดตลาดความต้องการภาพเขียนจำนวนนับแสนชิ้นประดับฝาผนังตามคตินิยมแบบฝรั่ง
นักศึกษาที่เรียนศิลปะสามารถหาเงินเป็นกอบเป็นกำนับแสนบาทใช้เองได้จากการรับงานเขียนภาพเขียนเป็นร้อย
ๆ ชิ้นให้กับคอนโดมิเนียมหรือโรงแรมเหล่านี้ มีเงินซื้อรถใหม่ป้ายแดงขับ
จนเป็นที่อิจฉาของคณะอื่น ๆ จึงตั้งชื่อล้อคณะเป็นที่สนุกสนานว่า "คณะจิตรกรรม
ประติมากรรม ภาพพิมพ์ และป้ายแดง"
ความเฟื่องฟูของเศรษฐกิจฟองสบู่นี้ ได้ทำให้การเสพศิลป์ที่ไต่ระดับราคาจากเมื่อสิบห้าปีแล้วในระดับราคาชิ้นงานหลักพัน
ทะยานแบบก้าวกระโดดในอีกห้าปีต่อมาในหลักแสน ก่อให้ความรู้สึกงงงันแก่ศิลปิน
ยกตัวอย่างปรีชา เถาทอง ซึ่งเคยผิดหวังมาก ๆ เมื่อครั้งปี 2522 แสดงนิทรรศการเดี่ยวของตัวเองหลังจากได้รับรางวัลเหรียญทองติดต่อกันสามครั้ง
เนื่องจากเป็นผู้ริเริ่มนำเสนอแนวความคิดสร้างสรรค์จิตรกรรมขนาดใหญ่ กึ่งเหมือนจริง
(SEMI-ABSTRACT) ที่เอาลักษณะศิลปะไทยเข้ามาผสมผสานด้วยแสงและเงา
แต่งานศิลป์ที่กลั่นกรองอย่างตั้งใจทุ่มเทกลับขายได้เพียงชิ้นเดียว โดยศิวะพร
ทรรทรานนท์ซื้อไปในราคาเพียงเจ็ดพันบาท
"ผมเอางานศิลปนิพนธ์ปริญญาตรีและโทมารวมแสดงย้อนหลังทั้งหมดที่หอศิลป์พีระศรี
ผมขายได้ชิ้นเดียว คุณศิวะพรซื้อรูปสีเทา ๆ ไปในราคาเจ็ดพันบาท เป็นเพนต์ออริจินอลนะ
แล้วรูปอื่น ๆ ขายไม่ได้เลยทั้งงาน 15-20 วันที่แสดงอยู่ ผมก็งง เพราะผมบูมมากได้เหรียญทองสามเหรียญ
เป็นศิลปินชั้นเยี่ยมแล้ว แต่อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ทำให้คนกลัวว่าแพง"
ปรีชาย้อนความหลังให้ฟัง
แต่อีกสี่ปีต่อมา งานชุดนั้น 17-18 ชิ้นของเขามีคนไล่ตามกว้านซื้อ ปรีชา
เถาทองต้องตะลึงงันกับราคาภาพเขียนที่มีผู้ซื้อด้วยราคาภาพละสามแสนบาท !!
เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว มีคนพูดว่า ซื้อรูปคุณปรีชาไปทำไมตั้ง 5-6 หมื่นบาท
สู้ซื้อทีวี วีดิโอกับเครื่องเสียงดี ๆ ชุดหนึ่งไม่ได้ แต่พอถึงจุดหนึ่งคนเรามีเงินมากมายซื้อของพวกนี้ได้เป็นร้อย
ๆ ชุดทีนี้ก็ต้องวัดกันด้วยรสนิยมรูปเขียน ถ้าไม่มีก็เสียฟอร์ม ตรงนี้เราต้องพัฒนาคนบริโภคอย่างให้ความรู้
ภาพที่แพงขึ้นอยู่กับคุณค่ากับประวัติศิลปิน" ปรีชา เถาทองซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่คณะจิตรกรรม
ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรเล่าให้ฟัง
กว่าจะมาถึงจุดที่ประสบความสำเร็จได้ ศิลปินอย่างปรีชาเถาทองต้องผ่านชีวิตอันขมขื่นมาบ้างแล้ว
หลังจากจบปริญญาตรีความฝันของหนุ่มที่ปรารถนาจะเปิดโลกทัศน์ด้วยการเดินทางไปต่างประเทศและทำหอศิลป์ส่วนตัว
"ศูนย์ศิลป์แสงเงา" ที่บ้าน ได้เร่งเร้าให้เขากัดฟันทำงานเขียนรูปเพื่อจัดแสดงคนเดียวแล้วขายเอาเงินมาทอฝันให้เป็นจริง
"แต่ผมใจไม่เย็นพอ เขียนไปได้แค่รูปสองรูปก็มีแกลเลอรีเขาเขียนเช็ควางไว้ให้เลย
300,000 กว่าบาท ตอนนั้นปล่อยรูปเขียนขนาด 1.40 คูณ 1.40 เมตรไปรูปละ 50,000
บาท แต่พอเขาเอาไปแสดงที่โรงแรมธารา เขาเชิญผมไปยืนเป็นตุ๊กตาวันเปิดงานผมก็ยืนให้เขา
จากรูปละห้าหมื่นเห็น ๆ เขาไปขายได้รูปละ 300,000 บาทในสมัยนั้น แต่เราก็ต้องยอมรับสัญญาลูกผู้ชาย"
บทเรียนครั้งนั้นทำให้ปรีชาตระหนักดีว่าถ้าหากอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ชิ้นงานศิลปะที่เขาบรรจงสร้างนั้นคาดว่าจะให้ผลตอบแทนเขาไม่ต่ำกว่าหลายล้านบาท
งานเขียนของปรีชา ได้สะท้อนจากแนวความคิด บันดาลใจของแสดง และเงาที่ปรากฎขึ้นภายในสถาปัตยกรรมไทยได้ให้อารมณ์รู้สึกสงบ
สมาธิและศักดิ์สิทธิ์ โดยมีจุดเริ่มต้นจากรูปทรงที่เป็นรูปธรรม (REALISTIC
FORM) แสดงได้เปลี่ยนให้กลายเป็นนามธรรม โดยต้องการที่จะให้รูปทรงของแสงบนเนื้อที่ของเงา
เป็นโครงสร้างหลักของการสร้างสรรค์ และใช้สีเรียบง่ายที่ไม่มี VOLUME ประกอบทฤษฏีเบื้องต้นทางทัศนศิลป์ทำให้แสดงออกซึ่งเอกลักษณ์ของไทยในจิตรกรรมร่วมสมัย
คอนเซปท์นี้เองทำให้เขาเป็นศิลปินชั้นเยี่ยมในปี 2522 เพียงคนเดียวที่สามารถได้รับรางวัลเหรียญทองจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติติดต่อกันสามเหรียญตั้งแต่ครั้งที่
23-25
"งานของผมโดยพื้นฐานค่อนข้างได้เปรียบกว่าเพื่อนเป็นงานกึ่งเหมือนจริงและเอกลักษณ์ไทยเข้ามา
ทำให้เรียกลูกค้าได้ง่าย คนถึงบอกว่าผมค่อนข้างฉลาดในการหยิบเอาสื่อนี้มาทำและผมชอบทำภาพใหญ่โตเพื่อให้ช็อคคนดู
ฟิกเกอร์เทพเทวดาต้องใหญ่ เวลาตัดเส้นจะสวย" ปรีชาเล่าให้ฟัง
ความอยากได้ของกลุ่มผู้ติดตามงานปรีชานานกว่าหกปี ที่เข้าทางแกลเลอรีที่ปรีชาเกรงใจ
ทำให้เขาต้องทำงานรูปชุดเด่น ๆ ในลักษณะ REPRODUCTION อีกครั้งหนึ่งในขนาดที่เล็กลงกว่าเดิมครึ่งหนึ่งทั้ง
ๆ ที่ไม่อยากได้เงินตอบแทนรูปละ 150,000 บาท โดยแกเลอรีจะได้รับไปรูปละ 50,000
บาท
นอกจากนี้ปรีชายังได้ทำภาพพิมพ์จำนวนหนึ่งร้อยก๊อปปี้ในสนนราคารูปละ 5,000-10,000
บาทเพื่อตอบสนองกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการสะสมภาพชุดนี้ไว้
คอนเซปท์แสง และเงาดังกล่าวเป็นที่ยอมรับ และได้กลายเป็นฐานสำคัญที่ทำให้ปรีชาพัฒนาจิตรกรรมสร้างสรรค์ในลักษณะโครงการใหญ่
ๆ มากมาย เช่น ผลงานที่สำนักงานใหญ่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ในปี 2529 และเขียนจิตรกรรมประวัติซีพีลงบานประตูห้าบานของห้องประชุมของซีพมูลค่าสี่ล้านบาท
ผลงานล่าสุดที่ปรากฏคือ โครงการอนุสาวรีย์สถานที่ดอนเมือง ซึ่งปรีชาพร้อมทีมงานได้สร้างสรรค์จิตรกรรมภาพเขียนประวัติศาสตร์ไทย
ตั้งแต่ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์จวบจนปัจจุบัน โดยแสดงพัฒนาการวิธีการนำเสนอคามยุคสมัย
เช่นยุครัชการที่สามและสี่ มีอิทธิพลตะวันตกเข้ามา
"ช่วงหลังผมใช้เกณฑ์ง่าย ๆ คิดเป็นตารางเมตรละ 30,000 บาท ซึ่งมีซัพเจคซับซ้อนและละเอียดของฟิคเกอร์มาก
ผมก็คิดราคาสูงหน่อยเพราะรูปใหญ่ ๆ เขาขายกันเป็นแสน หลักการอันนี้ผมเริ่มจากการที่ต้องรับงานใหญ่
ๆ เช่น แบงก์อาคารสงเคราะห์เป็นการประกวดแบบ เขาตั้งงบไว้สองล้านห้าเราชนะได้รับเงินมาทำเลย
ส่วนภาพประวัติศาสตร์ไทยที่อนุสรณ์สถาน เราตั้งงบจากประมาณการงาน เวลาและค่าไอเดีย
15 ล้าน แต่เขาหาทุนไม่ได้ ศิลปินจึงไม่รับค่าคุมงานและค่าออกแบบ เราจึงสามารถทำได้ในราคา
5-7 ล้านบาท" ปรีชาเล่าให้ฟัง
ปรีชาเป็นตัวอย่างของศิลปินที่ไม่ปฏิเสธความจริงและกิเลสมนุษย์ โลกศิลปะที่เขาต้องเรียนรู้วิจัยค้นคว้ายังรอเขาอยู่
แผนการปลดเกษียณตัวเองจากอาชีพครูเมื่ออายุ 50 ปี เพื่อใช้ชีวิตและวันวารที่เหลืออยู่ทำงานศิลปะที่เชียงใหม่หรือแสดงภาพเขียนออกสู่การยอมรับของนานาชาติ
ในอนาคตอันใกล้ โลกธุรกิจศิลป์จะตีมูลค่าภาพเขียนรางวัลเหรียญทองศิลปกรรมแห่งชาติของปรีชา
เถาทอง เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาภาพเขียนชิ้นหนึ่งในปลายยุคสยามศตวรรษที่ยี่สิบ
ที่สะท้อนพุทธิปัญญาของคนซื้อสะสมว่า สะสมไปเพื่ออะไร?