สุทธิพงษ์ จิราธิวัฒน์หนุ่มวัย 35 ปี เป็นลูกชายคนที่ 12 ของเตียง จิราธิวัฒน์แห่งเซ็นทรัล
เขาเคยรับตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการของบริษัทเซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนลดีเวลลอปเม้นท์
ตั้งแต่ พ.ศ. 2530-2534 แต่ก่อนหน้านั้นหลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านการเงินจากมหาวิทยาลัยเซ็นต์จอห์น
และได้เริ่มงานครั้งแรกกับธนาคารแห่งอเมริกา ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์การเงินและเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ
ก่อนที่จะไปศึกษาต่อระดับปริญญาโททางด้านการบริหารธุรกิจ สาขาการตลาดจากมหาวิทยาลัยโรด
ไอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และกลับมาทำงานให้กับครอบครัวดังกล่าว
ก่อนที่จะลาออกจากบริษัทเซ็นทรัล สุทธิพงษ์ได้รับผิดชอบเต็มตัวในการพัฒนาโครงการ
"สาธรพาร์คเพลส" อาคารสำนักงานขนาดใหญ่บนถนนสาธรซึ่งเซ็นทรัลกรุ๊ปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
พอมีวิทยายุทธ์แกร่งกล้าพอตัว สุทธิพงษ์ได้ลาออกจากตำแหน่งของกลุ่มธุรกิจครอบครัว
ไปร่วมงานกับปิ่น จักกะพาก แห่งบริษัทเอกโฮลดิ้งในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานและดูแลบริษัทท่าจีน
จำกัด ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เจ้าของโครงการเอกอาคาร ด้วยเหตุผลที่บอกกับใคร
ๆ ว่า "ต้องการหาประสบการณ์ในบริษัทอื่น ๆ บ้าง"
สุทธิพงษ์ยังมีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท ไทยธุรกิจ จำกัด และบริษัทปลาแดง
จำกัด และเวลโฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ เอกธนกิจอีกด้วย
วันนี้ทายาทคนที่ครบโหลของเซ็นทรัลคือ กรรมการผู้จัดการบริษัทเวฟ ดีเวลลอปเม้นท์
จำกัด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2535 ด้วยทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท โดยการร่วมทุนระหว่างบริษัทแปซิฟิค
เรียลเอสเตทของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เอส.เจ.แลนด์ ของเซ็นทรัล บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยรุ่งเรืองและบริษัทเค.เอฟ.เอส.แอล.ไทยโฮลดิ้ง
เวฟ มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาที่ดินอย่างชัดเจนคือทำโครงการอาคารสูงที่อยู่ใจกลางเมือง
และทำเลที่สุทธิพงษ์ตีกรอบไว้ว่าน่าจะทำก็คือ เริ่มจากบริเวณเพลินจิต ราชดำริ
ไปถนนสีลม สาธรแล้วย้อนกลับมาถนนวิทยุ ซึ่งเป็นเขตย่านธุรกิจที่สำคัญ ราคาซื้อขายที่ดินซึ่งมีอยู่น้อยมากไม่ต่ำกว่า
3-4 แสนบาทต่อตารางวา
2 โครงการแรกที่เปิดตัวไปแล้วของบริษัทเวฟก็คือ "เวฟเพลส" เป็นอาคารพาณิชย์และอาคารสำนักงานสูง
21 ชั้นตั้งอยู่หัวมุมถนนวิทยุช่วงที่ตัดกับเพลินจิต ส่วนอีกโครงการคือ "หลังสวนวิลล์"
เป็นอาคารชุดพักอาศัยแบบหรูสูง 39 ชั้น ตั้งอยู่บนถนนหลังสวน ห่างจากสี่แยกเพลินจิตประมาณ
400 เมตร ทั้ง 2 โครงการจะทำการก่อสร้างประมาณต้นปี 2537 และเสร็จสมบูรณ์ในปี
2539
ในทำเลที่ได้ชื่อว่าเป็นทำเลทองสุดยอดของกรุงเทพของทั้งสองโครงการนี้ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จถือได้ว่าเกินครึ่งไปแล้ว
ถ้าไม่โชคร้ายจริง ๆ หรือฝีมือแย่เอามาก ๆ ก็คงไม่ยากที่จะเปิดโครงการได้ในเวลาอันรวดเร็ว
การก้าวเข้าสู่วงการพัฒนาที่ดินอย่างเต็มตัวของทายาทคนที่ 12 แห่งจิราธิวัฒน์คนนี้
จึงถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ปิดประตูแห่งความล้มเหลวได้โดยสิ้นเชิง