Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ธันวาคม 2539








 
นิตยสารผู้จัดการ ธันวาคม 2539
"เปลี่ยนวิธีรับรู้รายได้" เป็นสัญญาณอันตรายของ NFS             
โดย ศิริรัตน์ ภัตตาตั้ง
 

 
Charts & Figures

ผลประกอบการประจำไตรมาส 3 ของ บงล.ธนชาติ (มหาชน)


   
www resources

โฮมเพจ บริษัทเงินทุนธนชาติ

   
search resources

ธนชาต, บล.
Financing




ตัวเลขผลประกอบการประจำไตรมาส 3 ของ บงล.ธนชาติหรือ NFS ดูสวยหรูเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถทำกำไรสุทธิได้สูงกว่างวดเดียวกันในปีที่แล้วถึง 13% หรือมีกำไรทั้งสิ้น 320 ล้านบาทขณะที่ปีที่แล้วทำได้เพียง 283 ล้านบาท

นับเป็นผลประกอบการที่ค่อนข้างผิดปกติในปีนี้ เพราะไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ NFS มีกำไรสุทธิต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยไตรมาสที่ 1 ทำกำไรสุทธิได้เพียง 278 ล้านบาท และไตรมาสที่ 2 ทำกำไรสุทธิได้ 355 ล้านบาท ขณะที่ปีที่แล้วทำได้ 354 ล้านบาท และ 471 ล้านบาท ตามลำดับหรือคิดเป็นอัตราลดลง 21% และ 33% ตามลำดับ

เหตุผลที่ทำให้กำไรในไตรมาส 3 ดูผิดแผกไปจากสองไตรมาสแรกก็คือ NFS มียอดรายได้จากดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 60% โดยเพิ่มจาก 383 ล้านบาทไปเป็น 614 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีนี้ แม้ว่าจะมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยหดหายไปถึง 160 ล้านบาท หรือ 51% ก็ตาม

ทำไมจึงมียอกรายได้ดอกเบี้ยสุทธิสูงเช่นนี้

คำตอบก็คือ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการบันทึกรายได้ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ 1 กรกฎาคม ปีนี้หรือเมื่อเริ่มไตรมาสที่ 3 นั่นเอง

เดิมที NFS รับรู้รายได้ดอกเบี้ยจากลูกหนี้ที่ไม่เคลื่อนไหวหรือค้างชำระ (NON-PERFORMING LOSN : NPL) ไม่เกิน 2-3 เดือน ถ้าลูกหนี้ไม่เคลื่อนไหวเป็นเวลานานกว่านั้น บงล. ธนชาติก็จะไม่รับรู้รายได้จากลูกหนี้ในส่วนนี้ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีอนุรักษ์นิยมเป็นอย่างยิ่ง เพราะรายได้ที่รับรู้เข้ามามีความเป็นไปได้น้อยที่จะเป็นหนี้สูญ

ขณะที่วิธีใหม่เป็นการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยจากลูกหนี้ที่ไม่เคลื่อนไหวไม่เกิน 6 เดือน ซึ่งเท่ากับว่ามีช่วงที่จะรับรู้รายได้ดอกเบี้ยยาวนานออกไป จึงจะทำให้รายได้ดอกเบี้ยมีจำนวนมากขึ้น

นั่นเท่ากับว่าโอกาสรับรู้รายได้ทางบัญชีเพิ่มขึ้นแต่ก็เพิ่มโอกาสที่จะรับรู้รายได้เกินจริงในแต่ละงวดบัญชี หากลูกหนี้กลายเป็นหนี้สูญไปในอนาคต ด้วยว่าลูกหนี้ที่ค้างชำระมาถึง 6 เดือนย่อมมีแนวโน้มที่จะเป็นหนี้สูญมากกว่าลูกหนี้ที่ค้างชำระเพียง 2-3 เดือน

น่าแปลกเป็นอย่างยิ่งที่ NFS ซึ่งดำเนินงานด้วยแนวคิดอนุรักษ์นิยมมาโดยตลอดจะยอมเปลี่ยนวิธีการรับรู้รายได้เช่นนี้

ผู้บริหาร NFS ชี้แจงเหตุผลว่า เพื่อทำให้วิธีการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยของ NFS เป็นไปตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้และเป็นเดียวกับไฟแนนซ์อื่น ๆ ที่ดำเนินการตามวิธีนี้มานานแล้ว

เป็นเหตุเป็นผลที่สอดคล้องกับแนวคิดของนักวิเคราะห์บางราย "ในอดีตการเปรียบเทียบผลประกอบการของบงล. ธนชาติกับไฟแนนซ์อื่น ๆ ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะต้องมาปรับตัวเลขให้เป็นระบบเดียวกันเสียก่อน การเปลี่ยนมาใช้วิธีนี้ก็ดีเพราะจะเทียบผลประกอบการกับไฟแนนซ์อื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น"

การรับรู้รายได้เช่นนี้ แม้จะมีผลดีคือทำให้ NFS มียอดรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิเพิ่ม แต่ก็มีผลเสียเพราะจะไปเพิ่มยอดดอกเบี้ยค้างรับในงบดุลซึ่งอาจจะถูกมองว่ามีลูกหนี้ที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ

แต่เมื่อพิจารณาในด้านความสามารถในการทำกำไรแล้วย่อมทำให้ตัวเลขเป็นไปในทางบวกกับบริษัทมากกว่าทางลบ

"ในระยะสั้นการบันทึกรายได้อย่างนี้จะทำให้ผลประกอบการดูดีขึ้น แต่ถ้าสินเชื่อไม่มีคุณภาพ มันก็จะกลายเป็นหนี้สูญและกระทบถึงผลประกอบการในที่สุด" นักวิเคราะห์อีกรายได้ความเห็น

ดังนั้น ขณะนี้ถ้าดูเพียงกำไรสุทธิตัวเดียวก็ถือว่า NFS มีผลประกอบการที่ดีขึ้นและนับเป็นข่าวดีสำหรับผู้ถือหุ้น

ทว่า ผู้คลุกคลีในแวดวงการเงินบางรายยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นทิศทางที่ดีของ NFS

"อาจเป็นสัญญาณบางอย่างที่บอกให้รู้ว่า NFS เริ่มมีสินเชื่อที่ไม่ค่อยมีคุณภาพมกาขึ้นนั่นคือมีลูกหนี้ที่ค้างชำระดอกเบี้ยนานกว่าเดิมและเป็นจำนวนมากกว่าเดิม NFS จึงต้องขยายเวลาในการรับรู้รายได้จากลูกหนี้ค้างชำระเพิ่มขึ้น และมีข้อที่น่าสังเกตคือ บงล.ธนสยาม ซึ่งเป็นไฟแนนซ์ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์เหมือนกันก็ยังคงรูปแบบการรับรู้รายได้ตามสไตล์เดิมไว้"

การเปลี่ยนวิธีรับรู้รายได้ของ NFS จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา แต่จะเป็นลางดีหรอลางร้ายสำหรับใคร อีกไม่นานคงมีคำตอบ

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us