|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
กรุงเทพเมืองแฟชั่นลุยเฟส 2 เพิ่มการพัฒนาขีดความสามารถของแต่ละสาขา พร้อมนำศูนย์พัฒนาบุคลากรด้านแฟชั่นต่อยอดเขียนเป็นหลักสูตรนานาชาติโดยจุฬาฯขณะเดียวกันนำผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายเปิดโรดโชว์หวังเจาะตลาดเป้าหมาย
ปราโมทย์ วิทยาสุข อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานโครงการกรุงเทพเมืองแฟชั่น เปิดเผยกับ "ผู้จัดการรายสัปดาห์"ว่าหลังจากจบโครงการในระยะแรกแล้ว โครงการกรุงเทพฯเมืองแฟชั่นกำพลังเตรียมการที่จะทำเวิร์คช้อปเพื่อเตรียมขยายโครงการสู่ระยะที่สอง โดยในปลายเดือนสิงหาคมนี้จะเริ่มระดมสมอง โดยเน้นการเสนอแนวทางการต่อยอดของ 3 แผนงานคือ แผนงานแรก เพิ่มขีดความสามารถของแต่ละสาขาที่มีแนวโน้มดี เช่น สาขาเครื่องนุ่งห่ม สิ่งทอ เครื่องหนังและรองเท้า แผนงานที่สอง ให้ความรู้กับผู้ประกอบการโดยการเปิดห้องสมุดแฟชั่นเพื่อรวบรวมความรู้ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับแฟชั่นทั้งหมดที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาแฟชั่นของไทย ประการที่สามเป็นแนวทางในการต่อยอดด้านการศึกษาโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำลังจัดทำหลักสูตรการศึกษาในระดับปริญญาโท ในการพัฒนาบุคลากรด้านแฟชั่นซึ่งคาดว่าน่าจะเปิดหลักสูตรดังกล่าวนี้ในการศึกษาในปี 2550
อย่างไรก็ดีในโครงการระยะที่หนึ่งเราได้มีการเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายทั่วโลกซึ่งได้รับความสนใจทั้งจากนักลงทุนชาวไทยและนักลงทุนในต่างประเทศมาก ดังนั้นโครงการในระยะที่สองยังคงเดินหน้าเจาะกลุ่มตลาดเป้าหมายต่อไป โดยในราวปลายเดือนสิงหาคมนี้จะไป "โรดโชว์"ที่ประเทศดูไบและสหรัฐอเมริกาเน้นสินค้าแฟชั่นเสื้อผ้าและเครื่องหนัง มีทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องหนัง รองเท้า
"โครงการเจาะตลาดเป้าหมาย (Bangkok Fashion City Roadshow 2005/6) เป็นหนึ่งใน 11 โครงการของกรุงเทพฯเมืองแฟชั่น วัตถุประสงค์ เพื่อลดอุปสรรคในการทำตลาดสินค้าแฟชั่นในต่างประเทศ ให้สามารถนำตราสินค้าไทยเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง และเพื่อเป็นการเผยแพร่ภาพลักษณ์ของการเป็นศูนย์กลางแฟชั่นในภูมิภาคสู่ตลาดโลกเป้าหมายของโครงการนี้คือ สร้างภาพลักษณ์ของสินค้าแฟชั่นไทย และทำการตลาดสินค้าแฟชั่นในกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศเป้าหมาย โดยการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง สร้างช่องทางการตลาดให้กับสินค้าแฟชั่นไทยที่มีตราสินค้าของตนเองในระยะยาว"
ปัจจุบันกรุงเทพฯเมืองแฟชั่นนับว่าประสบผลสำเร็จพอสมควร โดยดูได้จากแนวโน้มการส่งออกสินค้า 3 ประเภทหลักคือ อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมเครื่องหนังและรองเท้าในปีนี้พบว่า การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดมา โดยตลาดส่งออกหลักลำดับแรกของไทย คือ สหรัฐฯ มูลค่า 212.77ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 19.10 อันดับสองคือ ออสเตรเลีย มูลค่า 105.72ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 435.54 อันดับสาม คือฮ่องกงไทยส่งออกได้ 94.39ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.19
ขณะที่แนวโน้มมูลค่าการส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มพบว่าขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากการส่งออกไปยังตลาดหลักแถบสหภาพยุโรปมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง (ฝรั่งเศส 30.97% อิตาลี 23.42% เบลเยียม 12.07%) และการออกมาตรการ Safeguard การนำเข้าสินค้า สิ่งทอจากจีนของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปซึ่งเริ่มใช้ในเดือนกรกฎาคม 2548 ทำให้ผู้นำเข้าเริ่มหันมาสั่งซื้อสินค้าจากไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้า sportwear ยังมีแนวโน้มที่ดี ประกอบกับการพัฒนาระบบ VMI ของโรงงานใหญ่ๆ ของไทยทำให้สามารถสร้างระบบ supply chain กับลูกค้าเป็นการสร้างความแข็งแกร่งด้านการบริการให้กับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
ส่วนสินค้าเครื่องหนัง เครื่องใช้ในการเดินทาง และรองเท้า เป็นสิค้าที่มีการแข่งขันสูงทำให้มูลค่าในการส่งออกลดลง เนื่องจากการย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามซึ่งเน้นการผลิตสินค้าในระดับเดียวกับไทย และมีต้นทุนการผลิตที่ ต่ำกว่า ฤดูการสั่งซื้อสินค้าเป็นช่วงกลาง-ปลายปี ซึ่งคาดว่าการส่งออกจะเป็นตามเป้าหมายได้ เนื่องจาก EU ได้ออกมาตรการ AD สินค้ารองเท้าจากจีน และ เวียดนาม นอกจากนี้ ไทยยังคงได้รับการไว้วางใจในด้านคุณภาพของสินค้าจากบริษัทผู้ว่าจ้างการผลิตรองเท้ากีฬารายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เช่น บริษัทไนกี้ และ รีบอค วึ่งถือเป็นจุดแข็งของเรา
|
|
 |
|
|