|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
แบงก์ชาติชงคลังตัดสินข้อเสนอผู้ประกอบการบัตรเครดิตให้ปรับขึ้นเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตจาก 18% เป็น 20% และกรณีขอลดวงเงินชำระขั้นต่ำเหลือ 5% ระบุต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ของผู้ประกอบการและภาระของประชาชน แต่ยอมรับผู้ประกอบการมีต้นทุนการเงินที่สูงขึ้นจริงๆ
นายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.จะเสนอกระทรวงการคลังเกี่ยวกับกรณีที่ผู้ประกอบการบัตรเครดิตเสนอให้ธปท.พิจารณาปรับขึ้นเพดานอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิตจากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 18% มาเป็น 20% รวมถึงการเสนอขอปรับลดวงเงินการผ่อนส่งบัตรเครดิตรายเดือนจาก 10% เหลือ 5% อีกทั้งประเด็นปลีกย่อยอื่นๆ ที่ขอมาทั้งหมดให้กระทรวงการคลังพิจารณาภายในสัปดาห์นี้
ทั้งนี้ สาเหตุที่ธปท.จำเป็นต้องเสนอกระทรวงการคลังเพื่อให้พิจารณาในเรื่องดังกล่าวนั้น เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตนั้น นอกเหนือจากพ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์แล้ว ในส่วนที่เป็นผู้ประกอบการที่ไม่ใช่สถาบันการเงินการเงิน จะต้องออกประกาศด้วย ปว.58 ซึ่งทั้ง 2 กฎหมายเป็นอำนาจของกระทรวงการคลัง เมื่อ ธปท.พิจารณาเรื่องเหล่านี้แล้ว และได้ความเห็นชัดเจน ก็จำเป็นต้องเสนอกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาในขั้นตอนต่อไป
“โดยความเห็นที่เสนอกระทรวงการคลังไปครั้งนี้ มีทั้งเรื่องที่เห็นด้วยให้มีการปรับเปลี่ยนตามข้อเสนอของผู้ประกอบการบัตรเครดิต และเรื่องที่ไม่เห็นควรให้ปรับเปลี่ยน เพราะไม่ว่าจะเห็นควรหรือไม่เห็นควร ธปท.ต้องให้เหตุผลกระทรวงการคลังด้วยว่าทำไมเรื่องนี้ให้ และทำไมเรื่องนี้ไม่ให้ เพื่อให้คลังมีข้อมูลในการพิจารณา และให้ความเห็น ซึ่งการเสนอครั้งนี้ไม่ใช่การเสนอความเห็นให้คลังรับทราบ และดำเนินการออกประกาศ แต่เป็นการเสนอความเห็นเพื่อให้พิจารณา เพราะคลังเป็นผู้มีอำนาจในเรื่องนี้ ธปท.เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้พิจารณาเท่านั้น”นายเกริกกล่าว
นายเกริก กล่าวอีกว่า ทุกกรณีที่ทางผู้ประกอบการบัตรเครดิตได้ขอมาทางธปท. หลักการในการพิจารณาก็คือจะต้องดูผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการ เปรียบเทียบกับผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งเท่าที่ได้รับข้อมูลนั้น ยอมรับว่าในภาวะปัจจุบันนั้น ทางผู้ประกอบการบัตรเครดิตมีต้นทุนในการประกอบการที่เพิ่มสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องดูภาระที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนด้วย โดยดูว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการนั้น เพิ่มขึ้นมากจนกระทั่งจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิตให้หรือไม่ และการปรับขึ้นดอกเบี้ยนั้น สร้างภาระให้ประชาชนมากน้อยเพียงใด และจะสร้างผลกระทบในด้านใดบ้าง
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ธปท.เพิ่มเติมว่า ข้อเสนอที่ผู้ประกอบการบัตรเครดิตขอมา และธปท.ได้จะเสนอกระทรวงการคลังในครั้ง ประกอบด้วย การขอปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิตจาก 18% เป็น 20% การไม่ยกเลิกบัตรเครดิต กรณีลูกค้าเก่าที่ไม่แจ้งยอมรายได้ปัจจุบัน แต่มีการผ่อนชำระต่อเนื่อง โดยไม่มีการติดหนี้ และการปรับลดวงเงินผ่อนรายเดือนจาก 10% เหลือ 5% ในกรณีของลูกค้ารายเก่าที่จะต้องปรับขึ้นเป็น 10% ในวันที่ 1 เม.ย.2550 ซึ่งกรณีการปรับลดวงเงินผ่อนขั้นต่ำนั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธรเทวกุล ผู้ว่าการธปท. ได้กล่าวก่อนหน้านี้แล้วว่า ธปท.ตัดสินใจว่าจะไม่อนุญาตให้ผู้ประกอบการลดวงเงินการผ่อนชำระจาก 10%ลงให้เป็นไปตามกำหนดเดิม แต่ในเรื่องอัตราดอกเบี้ยนั้น คาดว่า ทางธปท.ได้เสนอให้พิจารณาต้นทุนการดำเนินการของผู้ประกอบการอีกระยะก่อนที่จะพิจารณาเรื่องการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิตอีกครั้ง
|
|
 |
|
|