|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
ไออีซีเดินหน้าติดต่อซื้อหุ้นบลิสเทลเพิ่มจาก "AUDIOVOX CORPORATION" ผู้ถือหุ้นใหญ่จากสหรัฐ เพื่อให้ได้สัดส่วน 40% ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เผยราคาอาจต่ำกว่าที่ซื้อกับ 4 ผู้ถือหุ้นใหญ่เดิม ระบุหลังจากควบรวมกันแล้วจะทำให้มีช็อปขายสินค้ามากกว่า 500-600 แห่งทั่วประเทศ ตั้งเป้าปีหน้าจะมีส่วนแบ่งการตลาดไม่ต่ำกว่า 50%
แหล่งข่าวจากบริษัทบลิสเทล จำกัด (มหาชน) หรือ BLISS เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน)หรือ IEC ได้ดำเนินติดต่อกับ AUDIOVOX CORPORATION ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จากสหรัฐ โดยถือหุ้นในสัดส่วน 13.04% เพื่อที่จะขอซื้อหุ้นจำนวนดังกล่าว เพราะบริษัทไออีซีนั้นต้องการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทบลิสเทลเป็น 40% ตามเป้าหมาย หลังจากที่ได้เข้ามาซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นสิงคโปร์และผู้บริหารคนไทยได้แล้วจำนวน 24.35% ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างไออีซีกับผู้ถือหุ้นจากสหรัฐว่าจะออกมาเป็นอย่างไร
ทั้งนี้สาเหตุที่บริษัทไออีซีต้องการเข้ามาถือหุ้นในบริษัทบลิสเทลจำนวน 40% เพราะต้องการนำยอดขายของบริษัทบลิสเทล ซึ่งมีอยู่ประมาณเกือบ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี เพื่อนำมาคำนวณรวมกับงบการเงินของบริษัทไออีซี โดยธุรกิจประเภทนี้แม้ว่ามาร์จิ้นจะไม่สูงมากนัก และในแง่ของยอดขายจะอยู่ในระดับที่สูงพอสมควร
"การที่ผู้บริหารคนไทยของบริษัทบลิสเทลยอมขายหุ้นให้กับบริษัทไออีซีนั้น มองว่าการควบรวมครั้งนี้จะเกิดประโยชน์ต่อบริษัทในระยะยาว เพราะเชื่อว่าหลังจากการร่วมมือทำธุรกิจร่วมกันแล้ว ผลประกอบการในอนาคตของทั้ง 2 น่าจะดีขึ้นและจะส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นของบริษัทอีกด้วย ขณะนี้ในแง่ของการบริหารงานนั้นผู้บริหารของบริษัทบลิสเทล ก็ยังเหมือนเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด" แหล่งข่าวกล่าว
การที่บริษัทไออีซีเข้ามาถือหุ้นในบริษัทบลิสเทลนั้น จะเกิดประโยชน์ในแง่ของต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ลดลงประมาณ 25-30% รวมถึงสามารถส่งเสริมการดำเนินธุรกิจได้ และเป็นการเพิ่มช่องทางการจัดทำหน่ายให้แก่สินค้า เนื่องจากบริษัท บลิสเทล มีร้านตามศูนย์การค้าต่างๆ และเคาเตอร์จำหน่ายในห้างสรรพสินค้า เกือบ 300 แห่ง โดยมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 18% ซึ่งถ้ารวมกับของบริษัทไออีซีแล้วจะทำให้มีช่องทางการจำหน่ายประมาณ 500-600 แห่งทั่วประเทศ และบริษัทได้ตั้งเป้าว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดการขายโทรศัพท์มือถือในปีหน้าไม่ต่ำกว่า 50%
นอกจากนี้ก็จะมีการรวมกันในแง่ของคลังสินค้าที่จะใช้ร่วมกันได้ในวันที่ 11 สิงหาคม 2549 คณะกรรมการบริษัทบลิสเทล จะมีการประชุมซึ่งคาดว่าจะมีวาระเกี่ยวกับกรณีที่บริษัทไออีซีเข้ามาถือหุ้นร่วมด้วย
ด้านแหล่งข่าวจากบมจ.อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง กล่าวถึงเรื่องการติดต่อผู้ถือหุ้นใหญ่ของ BLISS จากสหรัฐว่า บริษัทได้มีการติดต่อมาแล้วระยะหนึ่ง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการขายหุ้นที่ถืออยู่ให้กับบริษัท แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปเรื่องราคาหุ้นได้แต่ราคาที่จะเสนอซื้ออาจจะมากหรือน้อยกว่าราคาที่บริษัทซื้อจากผู้ถือหุ้น 4 รายของ BLISS ก่อนหน้านี้ที่ราคาหุ้นละ 4.50 บาทก็ได้
"ก็มีความเป็นไปได้ว่าราคาที่เสนอซื้อ BLISS กับผู้ถือหุ้นที่อเมริกาอาจจะต่ำกว่าราคาที่เสนอซื้อกับ 4 ผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมแต่ตอนนี้ยังไม่มีการสรุปในเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงการพูดคุยกันเท่านั้น" แหล่งข่าวกล่าว
อนึ่งก่อนหน้านี้บริษัทไออีซีได้เข้ามาซื้อหุ้นบริษัทบลิสเทลจากบริษัท เน็ตเวิร์ค แมเนชเม้นท์ โซลูชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นจากสิงคโปร์จำนวน 35 ล้านหุ้น และจากผู้บริหารคนไทย 3 คน ประกอบด้วยนายอรรถวิชญ์ เอกธนิตพงษ์ จำนวน 8.3 ล้านหุ้น, นางสาวจงกลณี เขมะจันตรี จำนวน 7.7 ล้านหุ้น และนางสาวประกายดาว เขมะจันตรี จำนวน 5 ล้านหุ้น โดยเข้ามาซื้อในราคาหุ้นละ 4.50 บาท จำนวนหุ้นทั้งหมด 56 ล้านหุ้น ซึ่งใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 252 ล้านบาท
สำหรับราคาวานนี้ (8 ส.ค.) หุ้นบริษัทไออีซีปิดที่ 2.76 บาท ลดลง 0.44 บาท หรือ 13.75% มูลค่าการซื้อขาย 782.87 ล้านบาท ขณะที่หุ้นบริษัทบลิสเทล ราคาปิด 4.60 บาท ลดลง 0.04 บาท หรือ 0.86% มูลค่าการซื้อขาย 12.60 ล้านบาท
|
|
 |
|
|