Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน31 กรกฎาคม 2549
ปิดดีลควบไออีซี-บลิสเทลหุ้นใหญ่สิงคโปร์ยอมขาย             
 


   
www resources

โฮมเพจ อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง (ไออีซี)
โฮมเพจ บลิส-เทล จำกัด (มหาชน)

   
search resources

อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง, บมจ.
Commercial and business
บลิส-เทล, บมจ.




แหล่งข่าวจากบริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ IEC เปิดเผยถึงแผนการควบรวมระหว่างการ บมจ.อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง กับ บมจ.บลิสเทลว่า การดำเนินการในการควบรวมกิจการจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.หุ้นของบมจ.บลิสเทล ที่ถือโดยผู้ถือหุ้นใหญ่จากสิงคโปร์ ที่ถือหุ้นประมาณ 20% ของหุ้นทั้งหมดจะเป็นการขายให้บริษัทโดยตรง 2.ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็นผู้ถือหุ้นไทยจะมีการแลกกับหุ้น IEC ในสัดส่วน 1:1 โดยบริษัทจะนำหุ้นในส่วนที่ยังสามารถขอมติคณะกรรมการบริษัทเพิ่มทุนได้มาใช้ซึ่งขณะนี้บริษัทยังมีหุ้นเพิ่มทุนที่ยังสามารถขอมติได้อีกจำนวน 471 ล้านหุ้น

ทั้งนี้ ภายหลังการเข้าไปซื้อหุ้น BLISS จากผู้ถือหุ้นสิงคโปร์และการแลกหุ้นกับผู้ถือหุ้นใหญ่ไทยจะทำให้บริษัทกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน BLISS โดยทันที โดยขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาถึงรายละเอียดในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากหากบริษัทดำเนินการทั้ง 2 เรื่องในครั้งเดียว จะทำให้การเข้าไปถือหุ้นเกินจากเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.กำหนดในเรื่องเจตนาในการครอบงำกิจการ ทำให้บริษัทจะต้องทำรายการเสนอซื้อหุ้นทั้งหมด (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) โดยบริษัทอาจจะแบ่งการทำรายการดังกล่าวออกเป็น 2 ครั้ง เพื่อไม่ต้องทำคำเสนอหุ้นทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามทั้ง 2 วิธีมีประโยชน์ที่แตกต่างกันทำให้บริษัทจะต้องศึกษาถึงประโยชน์สูงสุดอีกครั้ง

"จำนวนหุ้นที่บริษัทจะต้องขอมติคณะกรรมการของบริษัทในการเพิ่มทุนคงไม่มาก เพราะบริษัทยังเหลือหุ้นที่สามารถเพิ่มทุนได้ถึง 471 ล้านหุ้น ขณะที่ BLISS มีหุ้นที่จะใช้แลกในครั้งนี้ไม่มาก ส่วนการควบรวมในครั้งนี้จะจบสมบูรณ์เมื่อไหร่จะต้องรอผลจากที่ปรึกษาให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งเมื่อได้ผลสรุปคงใช้เวลาอีกไม่มาก" แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับวัตถุประสงค์ในการควบรวมกิจการของทั้ง 2 บริษัทในครั้งนี้ เพื่อเป็นการขยายธุรกิจเนื่องจากทั้ง 2 บริษัทมีความถนัดในการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างกัน โดยในส่วนของ IEC ถนัดในเรื่องการค้าส่งรวมถึงการส่งออก ขณะที่ BLISS มีความถนัดในเรื่องค้าปลีกซึ่งหาก 2 บริษัทมีรวมกันในแง่ของต้นทุนการขายก็จะลดลงขณะที่รายได้ของบริษัทก็จะเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแข่งขันกัน

"หลังการจากรวมทั้ง 2 บริษัทอาจจะมีการเปลี่ยนชื่อบริษัทแต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดถึงในเรื่องดังกล่าวเนื่องจากจะต้องหารือกันในรายละเอียดให้เรียบร้อยก่อน" แหล่งข่าวกล่าว

โดยขั้นตอนจากนี้ ยังรอการศึกษารวมถึงการประเมินราคาที่เหมาะสมของราคาหุ้นบริษัทจากที่ปรึกษาทางการเงินผู้บริหารของทั้ง 2 บริษัท รวมถึงการหารือร่วมกันในเรื่องโครงสร้างชองบริษัท เพื่อให้พร้อมกับเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และให้การดำเนินการไม่สะดุดโดยในเรื่องการคำนวณราคาหุ้น ณ ขณะนี้ถือว่าเป็นเรื่องสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คณะกรรมการบริษัทให้ความสำคัญเกี่ยวกับผลการควบรวมกิจการคือทั้ง 2 บริษัทจะต้องได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกันแม้ว่าขณะนี้ราคาในกระดานที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของทั้ง 2 บริษัทจะต่างกันก็ตาม

อนึ่ง ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ BLISS ณ วันที่ 24 เม.ย. ประกอบด้วย 1.AUDIOVOX CORPORATION จำนวน 30,000,000 หุ้น หรือ 13.04% 2.NETWORK MANAGEMENTSOLUTIONS PTE. LTD. จำนวน 21,000,000 หุ้น หรือ 9.13% 3.UOB KAY HIAN PRIVATE LIMITED จำนวน 20,700,000 หุ้น สัดส่วน 9.00% 4.นางสาวจงกลณี เขมะจันตรี จำนวน 12,733,197 หุ้นหรือ 5.54% 5. น.ส.ประกายดาว เขมะจันตรี จำนวน 11,331,000 หุ้น หรือ 4.93% 6. นายอรรถวิชญ์ เอกธนิตพงษ์ จำนวน 10,306,300 หุ้น หรือ 4.49%

สำหรับราคาหุ้นในช่วงปรากฎข่าวการควบรวมกิจการตั้งแต่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมาพบว่าราคาหุ้น BLISS เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ปิดที่ 4.54 บาท ก่อนที่ทางบริษัทจะมีการปฎิเสธข่าวในประเด็นดังกล่าวส่งผลทำให้ราคาปิดต่ำสุดอยู่ที่ 3.50 บาท ลดลง 1.04 บาท หรือ 22.90% เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านก่อนจะปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นทำให้ราคาหุ้นปรับตัวไปสูงสุดที่ 5.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.96 บาท หรือ 21.45% โดยหากเทียบราคาตั้งแต่ (27 มิ.ย.-28 ก.ค.) ราคาปรับตัว เดือนที่ผ่านมาของทั้ง 2 บริษัท ราคาปรับตัวลดลง 0.14 บาท หรือ 3.08%

ด้านราคาหุ้น IEC ณ วันที่ 27 มิ.ย. ราคาปิดที่ 2.76 บาท ก่อนจะปรับตัวลดลงไปต่ำสุดที่ 2.04 บาท ลดลง 0.72 บาท หรือ 26.08% เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ก่อนที่ราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยราคาปิดสูงสุดอยู่ที่ 4.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.24 บาท หรือ 44.92% โดยหากเทียบราคาตั้งแต่ (27 มิ.ย.-28 ก.ค.) ราคาปรับตัว เดือนที่ผ่านมาของทั้ง 2 บริษัท ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.74 บาท หรือ 26.81%   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us