ไรมอนแลนด์ฯ ปิ๋งไอเดียสร้างโครงการโรงแรมแล้วขายพ่วงบริหารลูกค้าเช่า ตามคอนเซ็ปต์ "Branded Hotel หรือ Branded Residential" คาดตลาดในไทยมีแนวโน้มเติบโตได้ พร้อมเจรจากองทุนอสังหาฯ ต่างชาติร่วมสานโครงการดังกล่าว ชี้ทำเลในซีบีดีและติดชายทะเลเหมาะสำหรับการพัฒนาโครงการ
นายเดวิด อเล็กซานเดอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนา บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ RAIMON เปิดเผยว่า ตนได้เข้ามาร่วมทีมงานในบริษัทเมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเข้ามาทำงานในด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง จากก่อนหน้านี้มีประสบการณ์ด้านที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์มาเกือบ 10 ปี โดยขอบข่ายการเป็นที่ปรึกษานั้นสามารถทำได้ 2 รูปแบบคือเป็นได้ทั้งที่ปรึกษาให้แต่ละบริษัท และหานักลงทุนมาซื้อทั้งโครงการ ซึ่งจะทำให้มีรายได้ที่มากกว่า แต่ในประเทศไทยไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่จะนิยมพัฒนาเองมากกว่าทำให้รายได้จากการเป็นที่ปรึกษาน้อยมาก เมื่อเทียบกับต่างประเทศ
ทั้งนี้ สาเหตุที่ธุรกิจที่ปรึกษาในต่างประเทศจะมีเติบโต เนื่องจากสถาบันการเงินมีความแข็งแกร่งมาก โดยหากลูกค้ารายใดไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้ สินทรัพย์นั้นก็จะถูกยึดทันที แต่กฎหมายในประเทศไทยจะให้สิทธิลูกหนี้เดิมสามารถซื้อสินทรัพย์คืนก่อนได้หากมีความสามารถในการชำระ แม้ว่าจะเป็นหนี้เอ็นพีเอ (สินทรัพย์รอการขาย) มานานถึง 7-8ปีแล้วก็ตาม
ยิ่งในปัจจุบันสถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อโครงการที่วิเคราะห์แล้ว อาจส่งผลกระทบต่อการเกิดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อันด้วยมาจากปัจจัยลบต่างๆ ส่งผลให้นักลงทุนที่ต้องการจะลงทุนในธุรกิจอสังหาฯไม่สามารถดำเนินการได้
สำหรับแผนการพัฒนาโครงการนั้น นายเดวิด กล่าวว่า ในส่วนของตนนั้นมีความสนใจที่จะนำโครงการในรูปแบบใหม่ๆ มาพัฒนา ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่สำหรับคนไทยในขณะนี้ คือ ธุรกิจโรงแรมเพื่อการขายและให้เช่า โดยบริษัทจะสร้างโรงแรมขึ้นมาเพื่อการขาย หรือที่เรียกว่า Branded Hotel หรือ Branded Residential และหากลูกค้าไม่ค่อยมาพัก ทางบริษัทก็พร้อมที่จะบริหารเพื่อหาลูกค้ามาเช่าให้อย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการจ้างเชนชื่อดังมาบริหารในส่วนนี้ ซึ่งลูกค้าสามารถมีรายได้ระยะยาวอย่างต่อเนื่อง และบริษัทเองก็มีรายได้จากเปอร์เซ็นต์ที่ได้
"ในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, ยุโรปและออสเตรเลีย แนวคิดดังกล่าวสามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดีมาแล้ว โดยเฉพาะในยุโรปแม้จะมีธุรกิจนี้มาได้ 5-10 ปีแล้วก็ตาม" นายเดวิด กล่าว
โดยขณะนี้ได้มีการเจรจากับพันธมิตรอยู่แล้วประมาณ 4 ราย ส่วนใหญ่จะเป็นในรูปแบบของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จากประเทศสหรัฐอเมริกา, ตะวันออกกลาง, ยุโรปและออสเตรเลีย
"กองทุนฯ เหล่านี้จะมีการกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุนในหลายๆประเทศ อย่างประเทศแถบเอเชียที่หลายกลุ่มให้ความสนใจก็มี 3 ประเทศหลัก คือ จีน, ญี่ปุ่น และเกาหลี การลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นในรูปแบบของที่อยู่อาศัย, ออฟฟิศ และโรงแรม นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมต่างๆ อีกเล็กน้อย โดยใช้งบประมาณในการลงทุนตั้งแต่ 25 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป และประเทศไทยก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เขาให้ความสนใจที่จะมาลงทุนด้วย" นายเดวิด กล่าวและว่า
หากบริษัทจะพัฒนาคงต้องมีห้องพักมากกว่า 150 ห้องขึ้นไป เพราะจะต้องเป็นโครงการที่ใหญ่จึงจะสามารถสร้างรายได้ที่คุ้มค่ากับการลงทุน โดยต้องมีทำเลอยู่ในเขตศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ส่วนต่างจังหวัดต้องติดชายทะเล โดยเฉพาะที่พัทยา เนื่องจากอยู่ไม่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ และยังมีโครงการสนามบินสุวรรณภูมิเป็นจุดขายที่สำคัญ โดยโครงการของบริษัทที่พัฒนาอยู่ในขณะนี้ คือ นอร์ธพอยท์ ตั้งอยู่บริเวณหาดวงศ์อมาตย์ แม้ว่ายังไม่เปิดการขาย แต่ขณะนี้มีผู้ให้ความสนใจลงทะเบียนไว้ถึง 1,500 รายแล้ว เป็นคนไทยประมาณ 65% ที่เหลือเป็นชาวต่างชาติ 35%
|