"ผมรู้จักกับดำริห์มา 20 กว่าปีแล้ว ซ่งพ่อผมกับพ่อเขาก็รู้จักกันมาก่อน
เรื่องที่กิดขึนนี้ผมเสียใจมาก ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะค่อย ๆ แก้ไขไป ไม่น่าจะเอาชีวิตตัวเองเข้าไปแลกเพระาโดยปกติดำริห์เขาเป็นคนกล้าหาญและสู้งานนะ"
นี่คือ คำกล่าวของชาตรี โสสภณพนิช
ตระกูลก่อนันเกียรติ คือลุกค้าเก่าแก่ที่สุดรายหนึ่งของแบงก์กรุงเทพ นับตั้งแต่สายสัมพันธ์ระหว่างชิน
โสภณพนิช กับเจ้าสัวกิจจา ก่อนันทเกียรติ บิดาของดำริห์ ซึ่งเป้นพ่อค้าใหญ่ค้าข้าว
เจ้าสัวของบริษัททวีแสงไทย บนถนนทรงวาด และเอเยนต์ใหญ่สุราไทยและสุราขาว
สายสัมพันธ์อันนานมากชั่วอายุคนหนึ่ง บนรากฐานแห่งธุรกิจค้าข้าวแบบพ่อค้าคนจีน
แบงก์กรุงเทพกลายเป็นสถาบันการเงินหลักที่ยูนิคอร์ดกู้เงินพื่อให้เป็นทุนหมุนเวียน
ล่าสุดยอดหนี้คงค้างประมาณหนึ่งพันล้านบาท โดยเงินต้นราว 800 ล้านบาท ที่เหลือเป็นยอดดอกเบี้ยค้างรับ
ความเคลื่อนไหวในการชำระหนี้ของยูนิคอร์ดยังเป็นปัญหาเพราะที่ผ่านมา ดำริห์ได้ขอไฟแนนซ์อยู่บ้าง
โดยมีเงื่อนไขขอกู้เงินไปหมุนเวียนกิจการบริษัท และแม้สิ้นดำริห์ไปแล้ว การปรับโครงสร้างหนี้และหาทางออกสำหรับการขาดทุนของบริษัทยูนคอร์ดนี้
เป็นภารกิจใหญ่ที่เจ้าหนี้ในประเทศอย่างแบงก์กรุงเทพ สามารถทำได้ขณะนี้คือการผ่อนผันการชำระหนี้ออกไป
จนกว่ามีความสามารถหาผู้บริหารที่มีประสบการณ์ และความชำนาญในธุรกิจยักษ์ใหญ่นี้
และสามารถขยายกิจการเจ้าปัญหาอย่างบัมเบิ้ลบีออกไปได้แม้จะต้องขายต่ำกว่าราคาที่เคยตั้งไว้จำนวน
155 ล้านเหรียญสหรัฐก็ตาม ซึ่งจะช่วยลดภาพดอกเบี้ยลงได้ประมาณปีละไม่ต่ำกว่า
250 ล้านบาทและหนี้สินก็สาามารถลดหย่อนได้อีกไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท
"แบงก์กรุงเทพไม่เคยคาดคั้นเลยว่าจะต้องให้มาชำระคืนเพียงแต่ขอให้ชำระคืนเป็นระยะ
ๆ เท่านั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของการทำงาน และยูนิคอร์ดไม่ได้เป็นหนี้ที่แบงก์กรุงเทพเพียงแห่งเดียว
แบงก์อื่น ๆ ก็มี" ชาตรีกล่าว เสมือนว่าไม่ใช่เรื่องที่จะมากล่าวหาว่าการเร่งรัดหนี้สินของแบงก์กรุงเทพคือชนวนเหตุร้ายครั้งนี้