|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
|
ตลาดแฟชั่นหวั่นเศรษฐกิจฉุดกำลังซื้อผู้บริโภคลด โดยเฉพาะสินค้าอินเตอร์แบรนด์ได้รับผลพวงหนัก ส่วนโลคอลแบรนด์ได้เปรียบเพราะราคาถูกกว่า เชื่อครึ่งปีหลังทุกแบรนด์งัดสารพัดกลยุทธ์สู้ศึก "พีน่า เฮาส์"ไม่ลงทุนเพิ่มเน้นบริหารธุรกิจในมือให้ดี ด้าน"มอร์แกน" ชี้ตลาดแฟชั่นปีนี้โตไม่เกิน10% จากการเมืองวุ่นและเศรษฐกิจแย่ งัดทีเด็ดเน้นบริการและส่งสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ทุกสัปดาห์ หวังเรียกกำลังซื้อกลับคืน ตั้งเป้าสิ้นปีเติบโตสวนทางเศรษฐกิจที่70%
นายสุพจน์ ตันติจิรสกุล ประธานกรรมการ บริษัท พีน่า เฮาส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดเสื้อผ้าในช่วงครึ่งปีหลังมองว่าจะได้รับผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งตรงนี้จะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ประกอบกับช่วงนี้เป็นช่วงโลว์ซีซั่นไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวจึงทำให้ยอดขายสินค้าช่วงนี้ซบเซา โดยเฉพาะแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศน่าจะได้รับผลกระทบมาก ส่วนโลคอล แบรนด์หรือแบรนด์ที่ผลิตในประเทศมองว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะเป็นสินค้าราคาไม่แพงและผู้บริโภคมีการยอมรับมากขึ้น ดังนั้นสถานการณ์ทางการตลาดในช่วงครึ่งปีหลังนี้ทุกแบรนด์จะหันมาใช้กลยุทธ์ต่างๆในการทำตลาดหนักขึ้น เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคกลับมาซื้อสินค้ากลุ่มแฟชั่น รวมถึงต้องติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด อาทิ เรื่องการเมืองก็ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่หลายคนกำลังเฝ้าดูสถานการณ์อยู่ หรือเรื่องภาวะเศรษฐกิจ เป็นต้น
ในส่วนของบริษัทพีน่า เฮาส์ฯปีนี้ยังไม่มีแผนลงทุนต่างๆที่ใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก อาทิ การขยายสาขาเพิ่ม เป็นต้น แต่จะเน้นรักษาฐานเดิมหรือธุรกิจที่มีอยู่ในมือให้ดียิ่งขึ้น ในส่วนของการนำเข้าแบรนด์ใหม่ๆในปีนี้จะไม่มีให้เห็น เนื่องจากเมื่อปีที่แล้วบริษัทฯได้มีการนำเข้าหลายแบรนด์แล้ว เช่น เอคโค อันลิมิเต็ด เป็นต้น
สำหรับครึ่งปีแรกของบริษัทพีน่าฯพบว่าสินค้าที่เป็นแบรนด์นำเข้าหรืออินเตอร์แบรนด์มีอัตราการเติบโตต่ำกว่าเป้าที่วางไว้หรือลดลงประมาณ 20-30% ในส่วนแบรนด์โลคอลนั้นไม่ได้ผลกระทบและยังเติบโตตามเป้า ทั้งนี้ภาพรวมยอดรายได้ทั้งปีบริษัทฯคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตขึ้น 10%
มอร์แกนชี้ภาพรวมแฟชั่นโตต่ำกว่า 10%
นางสาวมารินทร์ ลีลานุวัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท มอร์แกน เดอ ทัว (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แต่งกาย ภายใต้แบรนด์ "มอร์แกน" เปิดเผยว่า ตลาดรวมสินค้าแฟชั่นในปีนี้เชื่อว่ามีอัตราการเติบโตไม่เกิน10% จากเดิมทุกปีจะเติบโตประมาณกว่า 10% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไม่ดีและปัญหาทางการเมืองที่ยังไม่แน่นอนจึงส่งผลต่อสินค้ากลุ่มแฟชั่นที่ลูกค้าจะซื้อก็ต่อเมื่อไม่มีความกังวลถึงจะมีการจับจ่ายสินค้า
"ในแง่กำลังซื้อของผู้บริโภคต่อสินค้าฟุ่มเฟือยหรือกลุ่มแฟชั่นพบว่าได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและราคาน้ำมันพอสมควร เนื่องจากผู้บริโภคไม่มั่นใจในสภาพเศรษฐกิจจึงไม่อยากฟุ่มเฟือย อีกทั้งสินค้ากลุ่มแฟชั่นเป็นสิ่งไม่จำเป็นมาก"
ด้านภาพรวมการแข่งขันของตลาดพบว่ามีการแข่งกันรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากต้องการช่วงชิงกำลังซื้อของลูกค้ากลับคืนมา ประกอบกับตลาดรวมมีการเติบโตไม่มากนัก จึงทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของแต่ละแบรนด์อาจจะไม่เติบโตมาก เหตุเพราะมีแบรนด์ใหม่เข้ามาร่วมแชร์มากขึ้น ส่วนโลคอล แบรนด์ปรับตัวดีขึ้นและสามารถแข่งขันกับตลาดนำเข้าได้เป็นอย่างดี
ไม่สนเศรษฐกิจตั้งเป้าสิ้นปีโต 70%
นางสาวมารินทร์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของบริษัทฯมีแผนรองรับสภาพเศรษฐกิจโดยการนำเสนอสินค้าแฟชั่นหรือสินค้าใหม่ทุกสัปดาห์ รวมถึงรักษาคุณภาพสินค้าและการบริการให้ดีอยู่เสมอ เพื่อพยายามรักษาฐานลูกค้าหรือสมาชิกที่มีกว่า 1,000 รายไว้ให้ได้
ทั้งนี้ภาพรวมครึ่งปีแรกของมอร์แกนพบว่ามีอัตราการเติบโต 40% เนื่องจากมีการเปิดสาขาใหม่ และยอดขายในสาขาเดิมที่มีอยู่ดีขึ้น โดยปัจจุบันมีทั้งหมด 38 สาขา ภายในสิ้นปีนี้บริษัทฯคาดว่าจะเปิดสาขาเพิ่มอีก 3 สาขา ได้แก่ ที่เซ็นทรัล เวิลด์ ในรูปแบบแฟลกชิพสโตร์ บนพื้นที่ 270 ตารางเมตร คาดว่าจะเปิดบริการได้ในช่วงปลายเดือนกรกฏาคมนี้ และเตรียมเปิดร้านคอนเซ็ปต์ คอนเนอร์ที่เซนในช่วงปลายปีนี้ โดยคาดว่าจะต้องใช้งบลงทุนกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป
ขณะที่ตลาดรวมในช่วงครึ่งปีหลังมองว่าจะเติบโตดี โดยบริษัทฯตั้งเป้าการเติบโตทั้งปีที่ 60-70% เนื่องจากตลาดมีการตอบรับสินค้าดี อีกทั้งบริษัทฯมีการเพิ่มสินค้าสำหรับกลุ่มวัยรุ่น หรือการที่บริษัทฯได้ลดราคาสินค้าลง15% จากการที่ภาษีนำเข้าเสื้อผ้าปรับลดลงจาก 36-37% เหลือกว่า 20% ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ปัจจุบันราคาเสื้อผ้าของมอร์แกนจะอยู่ที่ประมาณ 2,500-2,600 บาท จากเดิมราคา 2,800-3,000 บาท
|
|
|
|
|