กลุ่มแสนสิริฯโตสวนกระแส สร้างสถิติใหม่ไตรมาส 2 ฟันยอดขายเกือบ 7,000 ล้านบาทรวมครึ่งปีแรก 12,000 ล้านบาท พร้อมประกาศปรับเป้ายอดขายทั้งปีเพิ่มจาก 14,000 ล้านบาทเป็น 20,000 ล้านบาท ฟุ้งคอนโดฯ-ทาวน์เฮาส์ขายดีเตรียมเปิดใหม่อีกหลายโครงการ
นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปี 2549 เป็นต้นมา สถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวม ทั้งปัจจัยด้านราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย และปัญหาการเมืองได้ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยรวม อย่างไรก็ตามการดำเนินธุรกิจของกลุ่มแสนสิริ สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2549 สามารถสร้างยอดขายโครงการที่อยู่อาศัยรวม (Pre-sale) ประมาณ 1,400 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าเกือบ 7,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่มียอดขายประมาณ 1,200 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,500 ล้านบาท
ทั้งนี้ ถือป็นสถิติยอดขายที่สูงที่สุดของกลุ่มแสนสิริ และเมื่อรวมทั้งสองไตรมาสแล้วกลุ่มแสนสิริมียอดขายโครงการที่อยู่อาศัยรวมแล้วประมาณ 12,000 ล้านบาท ในขณะที่เดิมตั้งเป้ายอดขายรวมทั้งปี 2549 ไว้ที่ 14,000 ล้านบาท
"ไตรมาสแรก กลุ่มแสนสิริสามารถสร้างยอดขายได้เกือบ 5,500 ล้านบาท ก็นับว่าสูงเป็นประวัติการณ์ของแสนสิริแล้ว แต่หากดูจากยอดขายในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่สามารถทำได้เกือบ 7,000 ล้านบาท ยิ่งถือว่าเป็นสถิติที่ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะสองไตรมาสที่ผ่านมาสถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมค่อนข้างเงียบ ในขณะที่กลุ่มแสนสิริมีอัตราการเติบโตสวนกระแสเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ สะท้อนให้เห็นว่า ลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยนั้นยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง" นายเศรษฐา กล่าว
สำหรับยอดขายของกลุ่มบริษัทแสนสิริและบริษัทในเครือ ในไตรมาสที่ 2 นั้น ประกอบด้วย โครงการบ้านจัดสรรมียอดขาย 350 ยูนิต มูลค่าการขายรวมประมาณ 2,500 ล้านบาท โครงการคอนโดมิเนียม ยอดขาย 700 ยูนิต มูลค่าการขายรวมประมาณ 3,000 ล้านบาท และโครงการทาวน์เฮาส์มียอดขาย 350 ยูนิต มูลค่าการขายรวม 1,500 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมยอดขายโครงการที่อยู่อาศัยของกลุ่มแสนสิริทั้งหมด มียอดขายประมาณ 1,400 ยูนิต มูลค่าโครงการขายรวมเกือบ 7,000 ล้านบาท
ในส่วนของอัตราการเติบโตของยอดขายโครงการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นนั้น ในกลุ่มบ้านจัดสรร พัฒนาโดยบริษัทแสนสิริ ได้แก่ กลุ่มบ้านสราญสิริที่มีระดับราคา 3-5 ล้านบาท และกลุ่มเศรษฐสิริที่มีระดับราคา 6-9 ล้านบาท ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ในขณะที่บ้านในกลุ่มนาราสิริที่มีระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไปจนถึงบ้านระดับพรีเมี่ยมนั้น แม้มีอัตราการขยายตัวลดลงบ้าง แต่ยอดขายยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
สำหรับโครงการคอนโดมิเนียมที่มียอดขายเป็นจำนวนมากนั้น เป็นห้องชุดระดับราคาตั้งแต่ 1-5 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ ได้แก่ โครงการคอนโดวัน และคอนโดวันเอ็กซ์ ที่ประสบความสำเร็จในการขายเป็นอย่างมาก และมีการปิดการขายอย่างรวดเร็วในหลายๆ โครงการ รวมถึงโครงการทาวน์เฮาส์ ในแบรนด์สินค้า "พลัส ซิตี้พาร์ค" ที่มีระดับราคา 2-4 ล้านบาท ในทำเลต่างๆ นั้น ก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างมากเช่นกัน ซึ่งโครงการดังกล่าวพัฒนาโดยบริษัทพลัส พร็อพเพอร์ตี้พาร์ทเนอร์ นอกจากนี้ โครงการบ้านพร้อมพัฒน์ รามอินทรา บ้านแฝดในสไตล์บ้านเดี่ยวราคาเริ่มต้น 1.82 ล้านบาท ที่พัฒนาโดยบริษัท พร้อมพัฒนา พร็อพเพอร์ตี้ นั้น เป็นอีกโครงการที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเช่นกัน
นายเศรษฐา กล่าวต่อไปว่า ทิศทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2549 น่าจะมีแนวโน้มในทิศทางที่ดีขึ้น แม้ว่าในปัจจุบันสถานการณ์ทางด้านการเมืองยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ราคาน้ำมันที่ยังคงมีความผันผวนต่อเนื่อง อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลง รวมถึงแนวโน้มการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยที่เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ตาม ทั้งนี้ในด้านการดำเนินธุรกิจของกลุ่มแสนสิริ คงต้องต้องติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับปัจจัยต่างๆ ที่อาจปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาด้วย
ทั้งนี้สองไตรมาสที่ผ่านมา กลุ่มแสนสิริสร้างยอดขายได้ใกล้เคียงกับเป้าที่วางเอาไว้ตั้งแต่ต้นปีที่ 14,000 ล้านบาท ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเหมาะสม ดังนั้นทางแสนสิริได้มีการปรับเป้ายอดขายรวมของปี 2549 ใหม่ เป็น 20,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะได้เห็นกิจกรรมทางการตลาดและการขายที่น่าสนใจมากขึ้น รวมถึงอาจจะมีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ๆ ของกลุ่มแสนสิริเพิ่มขึ้นด้วย
"บางโครงการปิดการขายรวดเร็วและสินค้าไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงเป็นโอกาสในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ๆเพิ่มขึ้นอีก ส่วนจะเป็นโครงการลักษณะไหนและอยู่ในทำเลใด คงขึ้นอยู่กับความเหมาะสม แต่เชื่อมั่นว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยของลูกค้ายังคงมีอย่างต่อเนื่อง" นายเศรษฐา กล่าว
|