Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน5 กรกฎาคม 2549
หุ้นแบงก์ไตรมาส2ร่วงยกแผงโบรกฯเชียร์ซื้อลงทุนระยะยาว             
 


   
search resources

Banking and Finance
Stock Exchange




ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ไตรมาส 2/49 ร่วงยกกลุ่ม "สินเอเชีย"หนักสุด 32% ตามมาด้วย"นครหลวงไทย" รูด 23.5% บล.ฟิลลิป ชี้หากลงทุนระยะยาวกลุ่มแบงก์ยังน่าสนใจ ด้านบล.ฟาร์อีสท์ ชี้ยังมีประเด็นลบหลายเรื่อง "ดอกเบี้ย- น้ำมัน-การเมือง" ส่งผลให้ต่างชาติกังวลไม่กล้าซื้อลงทุน

จากการรวบรวมข้อมูลการซื้อขายหลักทรัพย์ในหมวดธนาคารพาณิชย์ช่วงไตรมาส 2/49 (เม.ย.- มิ.ย.) ที่ผ่านมาพบว่าดัชนีหมวดอุตสาหกรรมปิดที่ 250.36 จุด ลดลง 9.96% สูงกว่าการปรับตัวลดลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในช่วงเดียวกันซึ่งปิดที่ 678.13 จุด ลดลง 7.52% ขณะที่ราคาหุ้นทุกธนาคารปรับตัวลดลงค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากการเทขายของนักลงทุนต่างประเทศเพราะยังมีความกังวลในเรื่องการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญอยู่ที่ว่าสัญญาณและทิศทางในการประชุมครั้งต่อไปช่วงเดือนส.ค.จะเป็นอย่างไร ซึ่งภายหลังการประชุมของเฟดเมื่อปลายเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมามีสัญญาณว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมครั้งหน้าและจะหยุด

ทั้งนี้ ราคาหุ้นธนาคารที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดในช่วงไตรมาส2/49 คือ ธนาคารสินเอเซีย หรือ ACL ราคาปิดที่ 3.56 บาท ลดลง 1.69 บาท หรือ 32.19%, ธนาคารนครหลวงไทย หรือ SCIB ราคาปิดที่ 18.60 บาท ลดลง 5.70 บาท หรือ 23.46%, ธนาคารทหารไทย หรือ TMB ราคาปิดที่ 3.34 บาท ลดลง 0.88 บาท หรือ 20.85%, ธนาคารทิสโก้ หรือ TISCO ราคาปิดที่ 22.20 บาท ลดลง 5.55 บาท หรือ 20%, ธนาคารเกียรตินาคิน หรือ KK ราคาปิดที่ 29.25 บาท ลดลง 3.75 บาท หรือ 11.36%

นางสาวศศิกร เจริญสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์อาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป จำกัด กล่าวว่า หุ้นกลุ่มธนาคารในครึ่งปีหลัง ยังคงได้รับปัจจัยบวกในเรื่องการชะลอขึ้นดอกเบี้ย แต่คงจะต้องรอความชัดเจนเป็นรายไตรมาส ประกอบกับความกังวลของนักลงทุนต่อการขยายตัวของสินเชื่อซึ่งส่งผลทำให้ธนาคารบางแห่งต้องปรับเป้าการเติบโตลดลง โดยบริษัทยังคงแนะนำถือในหุ้นกลุ่มธนาคาร

ทั้งนี้ ความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มธนาคาร คือ ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมากก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นจังหวะที่ดีที่นักลงทุนระยะยาวจะเข้ามาถือลงทุน

สำหรับผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารในปีนี้ จะต่ำกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เนื่องจากในปีนี้หลายธนาคารจะต้องจ่ายภาษี 30% ประกอบกับแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อที่ลดลงซึ่งจะกระทบต่อรายได้ของธนาคาร

ในส่วนของผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/49 ที่จะมีการประกาศออกมาเป็นกลุ่มแรกน่าจะดีกว่าที่คาดไว้เดิม เนื่องจากก่อนหน้านี้คาดว่าผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 จะไม่ดีเพราะได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ย โดยหุ้นกลุ่มธนาคารที่น่าสนใจในระยะสั้น คือ SCB, KBANK และ BAY แต่ถ้าสนใจจะลงทุนในระยะยาว แนะนำ SCB, KBANK และ BBL เนื่องจากมีพื้นฐานดีและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในระยะยาวก็น่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้

นายศรัณย์ ถวิลหวัง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟาร์อีสท์ จำกัด กล่าวว่า หุ้นกลุ่มธนาคารยังต้องเผชิญกับปัจจัยที่มีความไม่แน่นอนหลายด้านทั้งเรื่องดอกเบี้ย น้ำมัน และการเมืองในประเทศ ซึ่งนักลงทุนต่างประเทศค่อนข้างกังวลมาก จึงเป็นความเสี่ยงที่มีผลกระทบในแง่พื้นฐาน โดยให้น้ำหนักกับปัจจัยภายในมากกว่า เพราะขณะนี้เรื่องดอกเบี้ยเริ่มนิ่งระดับหนึ่งแล้ว

ทั้งนี้ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2/49 ของกลุ่มธนาคาร คาดว่าการเติบโตลดลงจากไตรมาสแรก แต่ในอนาคตอาจจะปรับตัวดีขึ้นหรือลดลงก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลไม่สามารถใช้งบประมาณได้เต็มที่

"ปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนทำให้มีลูกค้านำเงินกู้ไปคืนธนาคารจำนวนมาก เนื่องจากไม่มั่นใจในผลประกอบการ ทำให้สินเชื่อมีการชะลอตัว รวมถึงมีการชะลอการเบิกจ่ายสินเชื่อที่ขออนุมัติไว้แล้ว"นายศรันย์กล่าว

สำหรับหุ้นในกลุ่มธนาคารที่แนะนำให้ลงทุนในระยะยาว ได้แก่ SCB, KBANK และ BBL เนื่องจากราคาปรับลงมาต่ำกว่าพื้นฐานมาก

บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์น่าจะมีการเติบโตของสินเชื่อกลุ่มในระดับ 5.7% และกำไรสุทธิจะเติบโตลดลง 4.0% เนื่องจากทุกธนาคารมีการเสียภาษีเต็มปีในปี 2549 อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิก่อนหักภาษียังคงเติบโต 14.7%y-o-y และรายได้ค่าธรรมเนียมก็เติบโตต่อเนื่องอีก 12.1% เรายังคงน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไว้ที่ Overweight และแนะนำซื้อลงทุนใน BBL, KBANK, KTB และ SCB ให้ถือลงทุนใน BAY และ SCIB

บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง แนะนำถือ โดยระบุว่ากลุ่มธนาคารได้แสดงสัญญาณที่ดีของการเติบโตสินเชื่อในเดือนพฤษภาคม อย่างไรก็ตาม เรามองว่าการรักษาระดับการเติบโตของสินเชื่อของกลุ่มธนาคารจะทำได้ยากในครึ่งหลังปี 2549 หากสภาพเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวและสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองยังคงดำเนินต่อไป เราแนะนำให้ลงทุนในสถาบันการเงินขนาดใหญ่ (KBANK, SCB และ KTB) เนื่องจากมีฐานเงินทุนเข้มแข็งและมีเครือข่ายกว้างขวาง (economies-of-scale) ทำให้มีต้นทุนดำเนินงานต่ำกว่า คู่แข่ง และสามารถรับมือกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนได้เป็นอย่างดี   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us