Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน28 มิถุนายน 2549
"อุ๋ย"เข้มไม่สนเฟดขึ้นดอกเบี้ยเศรษฐกิจไม่มีปัญหา-เงินไหลออกนิ่ง             
 


   
www resources

โฮมเพจ ธนาคารแห่งประเทศไทย

   
search resources

ธนาคารแห่งประเทศไทย
ปรีดิยาธร เทวกุล, ม.ร.ว.
Interest Rate




"หม่อมอุ๋ย"เมินเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย ระบุไม่มีผลกับนโยบายการเงินของแบงก์ชาติ ยันเศรษฐกิจขณะนี้ไม่มีปัญหา ยังไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร และเม็ดเงินไหลออกเริ่มนิ่งแล้ว ส่วนเรื่องงบประมาณให้รอความชัดเจนหลังมีรัฐบาลใหม่

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)กล่าวถึงแนวโน้มการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจากการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ระหว่างวันที่ 28-29 มิถุนายนนี้ว่า ไม่ว่าเฟดจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ ก็จะไม่มีผลต่อการกำหนดนโยบายการเงินของธปท.แต่อย่างใด เพราะภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ยังไม่มีปัญหาอะไร ยังไม่มีนโยบายอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ตอนนี้คงยังไม่สามารถบอกอะไรได้ คงต้องรอการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ครั้งต่อไปในวันที่ 19 กรกฏาคม นี้

สำหรับเม็ดเงินไหลเข้าไหลออกของนักลงทุนต่างชาติในปัจจุบันผู้ว่าการธปท.กล่าวว่า ก็ค่อนข้างสบายใจ โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มนิ่งแล้ว ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยก็มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ซึ่งมีการใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัวและค่าสกุลเงินหลายสกุล ผู้ประกอบการหรือผู้ส่งออกต้องติดตามทิศทางของค่าเงิน ซึ่งหากติดตามการส่งสัญญาณของธปท.ก็จะเห็นถึงแนวโน้มของค่าเงินบาทที่ชัดเจน

“ขณะนี้คนที่เลิกห่วงค่าเงินบาทมากกว่าคนที่ยังห่วงอยู่ ซึ่งคนค้าขายเป็นจะรู้ว่ามีแนวโน้มเป็นยังไง หรือคนที่เป็นมวยก็จะดูแลเป็นแล้ว ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ และสมัยนี้การค้าขายทั่วโลกไม่ได้ใช้สกุลใดสกุลหนึ่ง ซึ่งเราอยู่ระหว่างค่าเงินหลายสกุล หากพยายามฟังที่ผมพูดจะเห็นแนวโน้มที่ชัดเจน”ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในขณะนี้ถือว่ายังสามารถขยายตัวได้ดี แม้มีผลกระทบปัญหาการเมืองบ้างที่อาจจะส่งผลต่องบประมาณการลงทุนในงวดที่ 4 หรือในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคมนี้ แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ในส่วนของภาคการส่งออกและภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดี และเชื่อว่าเศรษฐกิจทั้งปีจะขยายตัวอยู่ที่ระดับ 4-5% เช่นเดียวกับที่กระทรวงการคลังประมาณการไว้

“การเมืองกระทบต่อเศรษฐกิจไม่มาก แต่มองการส่งออกและการบริโภคภาคเอกชนยังคงเดินหน้าต่อไปได้ไม่น่าห่วง และหากดูกำลังการผลิตก็เริ่มขยายตัวเพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันช่วยกันกระตุ้นทั้งเรื่องการลงทุนและการส่งออกก็จะสามารถเดินหน้าได้เป็นปกติเอง”ผู้ว่าการธปท.กล่าว

สำหรับกรณีที่กระทรวงการคลังตั้งแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปีในช่วงปี 2550-2552 แบบขาดดุลนั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า อย่าไปเพิ่งวิพากวิจารย์อะไรมาก ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งก่อน ซึ่งปัจจุบันมีเพียงรัฐบาลรักษาการแทน จึงยังไม่สามารถทำอะไรได้มากมาย

“เรื่องงบประมาณต้องรอรัฐบาลตัวจริงก่อน ถ้าหากยังเลือกตั้งไม่ได้ ก็จะล่าช้าไปอีก ซึ่งเรื่องการเมือง ผมสั่งไม่ได้เป็นไปตามครรลองการเมือง”ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

ส่วนกรณีที่ นายโอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอาจจะเติบโตต่ำมาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า นายโอฬาร เคยคาดการณ์เศรษฐกิจออกมาไม่สูงมากก็ต่ำมากอยู่หลายครั้ง แต่ยังไม่มีอะไรที่น่ากังวล เพราะการเมืองก็ต้องให้เป็นไปตามกลไกทางการเมืองไม่มีใครสามารถไปสั่งการได้ตามที่ใจปรารถนา

ด้านคุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) กล่าวว่า ในการประชุมของเฟดครั้งนี้ ทุกคนคิดว่ายังมีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่ออีก 0.25% เป็น 5.25% ส่วนในการประชุมครั้งต่อไปจะปรับขึ้นอีกหรือไม่ ก็จะต้องขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐฯในขณะนั้นเป็นหลัก

ในส่วนธนาคารนั้นขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยธนาคารจะพิจารณาความเหมาะสมของช่วงเวลาในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในประเทศนั้นใกล้เข้าสู่จุดสูงสุดแล้ว โดยธนาคารพาณิชย์จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกประมาณ 1-2 ครั้งภายในปีนี้ ทั้งนี้ ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ถือว่าไม่มากนัก หากเทียบกับต้นทุนด้านอื่น ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยหากไม่ถึง 10% ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการลงทุนเอกชน   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us