| |
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ ฉบับ กรกฎาคม 2549
|
 |

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ที่กำลังจะเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการในอีกไม่กี่วันข้างหน้า มิใช่เป็นเพียงการต่อภาพความเป็นถนนช้อปปิ้งที่ยาวที่สุดใจกลางกรุงเทพฯ ให้ครบวงจรเท่านั้น เพราะสำหรับครอบครัว "จิราธิวัฒน์" โครงการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นศักราชของการขยายตัวครั้งใหญ่ในรอบที่ 3 ซึ่งมีเดิมพันที่ใหญ่กว่าครั้งใดในอดีต
สำหรับผู้บริโภคคนไทย คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าโครงการเซ็นทรัลเวิลด์ ที่กำหนดเปิดให้บริการอย่างไม่เป็นทางการ ในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้จะต้องสร้างความตื่นตาตื่นใจให้ได้ไม่น้อย เพราะความเป็นช้อปปิ้งคอมเพล็กซ์ที่ใหม่ และใหญ่ที่สุดใจกลางกรุงเทพฯ รวมถึงรูปแบบที่พิถีพิถันในการก่อสร้าง ตลอดจนร้านค้าแบรนด์ดังๆ ซึ่งยังไม่เคยมีสาขาในประเทศไทย ที่ผู้บริหารเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ได้ไปเชิญชวนให้เข้ามาเปิดสาขายังศูนย์การค้าแห่งนี้
สำหรับผู้บริหารภาครัฐ โครงการนี้จะกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ และประเทศไทย ที่สามารถเอื้อให้นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทยบรรลุผลสำเร็จได้ไม่ยาก
สำหรับนักธุรกิจที่ทำศูนย์การค้าในย่านใกล้เคียงกัน เซ็นทรัลเวิลด์เป็นทั้งคู่แข่งในการดึงผู้คนให้ไปเดินเพื่อจับจ่ายใช้สอย เนื่องจากความได้เปรียบของลักษณะทางกายภาพที่มีพื้นที่มากกว่า แต่ไม่มีความแออัดยัดเยียด
และยังเป็นพันธมิตรที่ทำให้ภาพของถนนช้อปปิ้งที่ทอดยาวตั้งแต่สี่แยก ปทุมวัน ราชประสงค์ และชิดลม มีความต่อเนื่องและครบวงจร ซึ่งเมื่อผนึกรวมกันแล้ว ถนนสายนี้จะกลายเป็นศูนย์กลางการช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้เลยทีเดียว
แล้วสำหรับผู้บริหารของเครือเซ็นทรัล โดยเฉพาะคนในครอบครัว “จิราธิวัฒน์" ที่กำลังมีบทบาทบริหารกิจการอยู่ในทุกกลุ่มธุรกิจปัจจุบันล่ะ พวกเขามองผลของโครงการนี้อย่างไร?
แน่นอน เขาเหล่านั้นคงมิได้มองแค่ผลลัพธ์เพียงแค่ 4 ประการที่ได้กล่าวถึงข้างต้นเป็นแน่!!!
เพราะโครงการเซ็นทรัลเวิลด์มีมิติที่ซ่อนเร้นสำหรับพวกเขาอยู่อีกหลายหลายประการ ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์สายสัมพันธ์ที่สำคัญคือเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคของการขยายตัวครั้งใหม่ที่มีเดิมพันยิ่งใหญ่กว่าเมื่อครั้งสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ ได้เริ่มต้นไว้เมื่อตอนสร้างศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว เกือบ 30 ปีก่อน
"โครงการนี้เป็นเหมือนการสร้างสะพานเชื่อมไปในอนาคต" กอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ใหญ่ CPN เปรียบเทียบให้เห็นภาพ
ในเชิงประวัติศาสตร์ เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว เซ็นทรัลเคยประสบกับความล้มเหลวในการเปิดห้างเซ็นทรัล สาขาราชประสงค์ (ปี 2507) เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับห้างไดมารูของญี่ปุ่น ที่มีความทันสมัยมากกว่าในยุคนั้น จนต้องปิดตัวเองไปในที่สุด
แม้ว่าปัจจุบันพื้นที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งห้างไดมารูเดิมกลายเป็นห้างบิ๊กซี สาขาราชดำริไปแล้ว แต่บิ๊กซีก็เป็นเพียงกิจการที่เซ็นทรัลร่วมถือหุ้น ไม่ได้ควบคุมการบริหารทั้งหมด จึงเปรียบไม่ได้กับโครงการเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ทุกกลุ่มธุรกิจของครอบครัวจิราธิวัฒน์ล้วนเข้ามามีส่วนร่วม
การเกิดขึ้นของเซ็นทรัลเวิลด์จึงสามารถล้างภาพความเจ็บช้ำในประวัติศาสตร์หน้านั้นออกไปได้โดยสิ้นเชิง
ในทางสายสัมพันธ์ต้องยอมรับว่าความสำเร็จของศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ส่วนหนึ่งก็เพราะการที่เซ็นทรัลได้กลุ่มเตชะไพบูลย์เข้าไปร่วมถือหุ้นด้วยในช่วงแรกของการก่อสร้าง ดังนั้นเมื่อบริษัทวังเพชรบูรณ์ของตระกูลเตชะไพบูลย์ คู่สัญญาเดิมในการพัฒนาพื้นที่บริเวณนี้ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เริ่มมีปัญหา การได้กลุ่มจิราธิวัฒน์เข้ามาเป็นผู้ดำเนินการรายใหม่ จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ดั้งเดิมที่คนยุคก่อนหน้าเคยทำเอาไว้ ซึ่งยังคงมีการสานต่อในรุ่นหลัง
"เมื่อเรามามองดูที่ตั้งทำเลที่ดี มันเป็นความใฝ่ฝันของครอบครัว แต่เราไม่มีโอกาสมาก่อน จนกระทั่งมาถึงเมื่อ 3 ปี กว่าที่ผ่านมา ก็ได้มีโอกาสที่ทุกฝ่ายมีความเชื่อมั่นในตัวเราแล้ว ก็ให้การรับรอง ไม่ว่าจะเป็นผู้พัฒนาคนเดิมก็ตาม หรือแม้กระทั่งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แล้วก็รวมทั้งผู้ที่ทำมาค้าขายที่นี่ด้วย เมื่อเวลาเราเข้ามาทำก็ได้รับความร่วมมือคือ เขามีความรู้สึกว่าไว้ใจเรา คิดว่าเราจะเข้ามาทำที่นี่ได้" กอบชัยบอก
(ปมปัญหาของบริษัทวังเพชรบูรณ์ อ่านล้อมกรอบ "เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ยิ่งช้ายิ่งเละ" ประกอบ)
หากแบ่งภาคการถือกำเนิดและขยายตัวของกลุ่มเซ็นทรัล ยุคที่เตียง จิราธิวัฒน์ เริ่มอพยพจากเกาะไหหลำเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในประเทศไทย เมื่อปี 2466 ถือเป็นยุคแรกของการสร้างครอบครัวให้ใหญ่ เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวได้เข้ามาสานต่อกิจการที่คนรุ่นแรกได้สร้างไว้จนสามารถขยายตัวต่อเนื่องได้อย่างเป็นปึกแผ่น
ยุคที่ 2 เกิดขึ้นจากความกล้าตัดสินใจของสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ (บุตรชายคนโตของเตียง) ในการขอเช่าที่ดินบริเวณ 5 แยกลาดพร้าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างศูนย์การค้า เซ็นทรัล ลาดพร้าว เมื่อปี 2521 ท่ามกลางบรรยากาศแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน (มีการถอนเงินลงทุนของต่างชาติออกจากประเทศไทย หลังสหรัฐอเมริกาแพ้สงครามในเวียดนาม ในปี 2518 และความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519)
ความสำเร็จของศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ส่งผลให้เซ็นทรัลสามารถขยายตัวออกมาครอบคลุมธุรกิจค้าปลีกของประเทศไทยได้อย่างเป็นระบบ และครบวงจรในภายหลัง
"จะเห็นว่าพอทำที่ลาดพร้าว ก็เป็นการจุดประกายอย่างมากในเมืองไทย มาสู่ยุคใหม่ของศูนย์การค้าสมัยใหม่ ชีวิตสมัยใหม่ของคนไทย จากตรงนั้นมาก็เป็นสิ่งที่จุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ก็มีบริษัทอื่นๆ ทำตามมา ลาดพร้าวก็เป็นแบบตัวตั้ง ถ้าใครอยากจะแข่งขัน จะเติบโต ทุกคนก็ต้องปรับตัว แล้วก็ทำให้เกิดการยกระดับ product ประเภทต่างๆ รวมทั้งการบริการต่างๆ ที่ต้องแข่งขัน หลังจากนั้นเราก็เจอสูตร สำเร็จสำหรับการค้าขายเรื่อยมา แล้วเราก็จะสามารถนำสิ่งที่เรียกว่า success formula นี้ไปทำต่อไปสร้างสรรค์ต่อ ก็มีการกระจายศูนย์ออกไปทั่วประเทศ" กอบชัยอธิบาย
ปี 2535 เซ็นทรัลได้แตกกลุ่มธุรกิจออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจค้าปลีก กลุ่มธุรกิจค้าส่ง กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มโรงแรม และกลุ่มร้านอาหาร โดยมีรูปแบบการขยายตัวที่ชัดเจนคือ การใช้กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (CPN) เป็นหัวหอกในการก่อสร้าง และบริหารศูนย์การค้า เพื่อให้กลุ่มธุรกิจอื่นเข้ามาใช้พื้นที่ในฐานะเป็นผู้เช่า
(รายละเอียดการเริ่มต้นและขยายตัวของกลุ่มเซ็นทรัลใน 2 ยุคนี้สามารถหาอ่านได้จากเรื่อง "จิราธิวัฒน์อาจจะทิ้งเซ็นทรัล?!" นิตยสารผู้จัดการ เดือนตุลาคม 2529 เรื่อง "The Next Round" นิตยสารผู้จัดการ เดือนตุลาคม 2543 และเรื่อง "The Most Challenging Person" นิตยสารผู้จัดการ เดือนมกราคม 2547 และ www.gotomanager. com)
จังหวะการเริ่มต้นของโครงการเซ็นทรัลเวิลด์ เปรียบไปแล้วไม่ต่างไปจากเมื่อครั้งสัมฤทธิ์เริ่มต้นโครงการศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจของไทยเพิ่งผ่านพ้นความบอบช้ำอย่างหนักจากวิกฤติเมื่อปี 2540 และสถานการณ์การเมืองโลกที่มีแนวโน้มจะเกิดความรุนแรงยิ่งขึ้นจากเหตุการณ์ 9/11 และการที่สหรัฐอเมริกาบุกอัฟกานิสถาน และอิรัก
ในจังหวะที่นักธุรกิจหลายคนยังลังเลในการลงทุน แต่เซ็นทรัลกล้าลงทุน หนำซ้ำ เป้าหมายการลงทุนในเซ็นทรัลเวิลด์ของเซ็นทรัล คือการสร้างสัญลักษณ์ของการเข้าสู่ยุคแห่งการขยายตัวในช่วงที่ 3 นั่นคือ การนำชื่อ "Central" ออกไปสู่สายตาของชาวต่างประเทศ
เฉพาะโครงการเซ็นทรัลเวิลด์ เครือเซ็นทรัลต้องใช้เงินลงทุนไปทั้งหมดถึง 2.6 หมื่นล้านบาท ไม่รวมค่าเช่าที่ดิน
เซ็นทรัลได้ประกาศตั้งแต่เมื่อ 1 ปีเศษที่ผ่านมาแล้วว่า มีนโยบายชัดเจนที่จะออกไปลงทุนในต่างประเทศ เริ่มจากการแถลงข่าวภายใต้หัวข้อ "Our move in 2005" เมื่อเดือนมกราคม 2548 ซึ่งเป็นการแถลงในนามของเซ็นทรัลกรุ๊ป เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี นับจากวันที่ประกาศปรับโครงสร้างผู้บริหารทุกกลุ่มธุรกิจ เมื่อปี 2545
"การขยายแบรนด์เซ็นทรัลในต่างประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งวิสัยทัศน์ของผู้บริหารเซ็นทรัล ที่มองว่าการเติบโตของแบรนด์เซ็นทรัลในต่างประเทศ น่าจะเป็นอีกสิ่งที่สร้างรายได้ในระยะยาวให้กับกลุ่ม โดยเซ็นทรัลได้ศึกษาและวิจัยสภาพตลาดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด ก่อนตัดสินใจนำแบรนด์เข้าไปตี
"ความท้าทายของเราในตอนนี้ก็คือ การพาแบรนด์เซ็นทรัลไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในจีนที่เป็นตลาดใหญ่มาก เพราะจำนวนประชากรของจีนมีจำนวนมาก ประกอบกับตลาดแฟชั่นและตลาดสินค้าเพื่อผู้บริโภคของจีนค่อนข้างใหญ่ แต่การทำตลาดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นอีกทางที่ทำให้เราเข้มแข็งก่อนที่จะไปถึงตลาดจีนได้ในอนาคต" ปริญญ์ จิราธิวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายไว้ในงานแถลงข่าวในวันนั้น
(จากเรื่อง "อีกก้าวย่างของกลุ่มเซ็นทรัล" นิตยสารผู้จัดการ เดือนกุมภาพันธ์ 2548)
ตามมาด้วยการแถลงข่าวของทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) ในอีก 6 เดือนถัดมา
"ตัวเลขประชากรในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งเมื่อรวมแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรรวมของประเทศจีน ดูจะเป็นพื้นที่เป้าหมายทางการตลาดใหม่ให้กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไทย รวมถึงกลุ่มค้าปลีกในเครือเซ็นทรัล (Central Retail Corporation : CRC) ที่ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพและความสำคัญของพื้นที่เป้าหมายใหม่บริเวณนี้
"ทุกวันนี้เราขายของให้คนไทย 60 ล้านคน แต่เมื่อดูจากตัวเลขประชากรอย่างในอินโดนีเซียที่มีถึง 220 ล้านคน ในฟิลิปปินส์ 80 ล้านคน กับเวียดนามอีก 80 ล้านคน เป็นตลาดใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามาอีก 380 ล้านคน เมื่อรวมในไทยด้วยก็เป็นเกือบครึ่งหนึ่งของจีน และในอนาคตเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ก็ยังจะโตต่อเนื่องไปอีก" ทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ CRC ให้มุมมองถึงศักยภาพของพื้นที่ดังกล่าว ภายในงานแถลงข่าวที่ใช้ชื่อว่า "Big step forward" เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
การขยายกิจการไปลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน เป็นเป้าหมายหลักที่ถูกบรรจุ ไว้ในวิสัยทัศน์ 5 ปี (Vision 2010) ที่ CRC กำลังจัดทำและคาดว่าจะเสร็จสิ้นพร้อมประกาศได้ประมาณต้นไตรมาสสุดท้ายของปีนี้"
(จากเรื่อง "New target area" นิตยสารผู้จัดการ เดือนกันยายน 2548)
ทศได้ตอกย้ำถึงนโยบายดังกล่าวอีกครั้งในการแถลงข่าวประจำปีนี้เมื่อเดือนมีนาคม เพียงแต่พื้นที่เป้าหมายถูกเปลี่ยนไปให้ชัดเจนว่าอยู่ในประเทศจีน
"วันงานแถลงข่าวที่ผ่านมาเป็นครั้งแรก ที่ทศ จิราธิวัฒน์ เปิดเผยต่อบรรดาสื่อมวลชน ถึงแผนการดำเนินการธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล ในนามเซ็นทรัลรีเทลในประเทศจีน
ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บรรดาสื่อมวลชนรับทราบข่าวจากเขาแต่เพียงการตัดสินใจไปต่างประเทศของเซ็นทรัล แต่จำกัดวงเฉพาะการรุกตลาดอาเซียน ด้วยเหตุผลของขนาดลูกค้าที่หากรวมกันแล้วก็เกือบครึ่งของจีนแล้ว นั่นเอง และให้เหตุผลของการไม่ไปจีน เนื่องจากเป็นประเทศที่ใหญ่เกินไปและคู่แข่งมีมาก
วันนี้ทศบอกว่าหลังจากที่ใช้เวลาในการศึกษาตลาดของจีน ทั้งขนาดประชากร อุปสงค์ อุปทาน และพฤติกรรมของผู้บริโภคมาเป็นระยะเวลาหลายปี และเชื่อว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะได้ข้อสรุปในแง่ภาพของการลงทุนในประเทศนี้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น"
(จากเรื่อง "ความเปลี่ยนแปลงของเซ็นทรัล" นิตยสารผู้จัดการ เดือนเมษายน 2549)
แต่หลังจากการแถลงข่าวครั้งนั้น ทุกครั้งเมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงความคืบหน้า ในการออกไปลงทุนในต่างประเทศ ทศปฏิเสธที่จะตอบ โดยให้เหตุผลว่ายังไม่สามารถปิด deal เจรจาในการหาพื้นที่ได้
การออกไปลงทุนในต่างประเทศที่เป็นรูปธรรมของ CRC ซึ่งถูกเปิดเผยออกมาเมื่อต้นปีนี้ คือการไปซื้อหุ้น 39.1% ใน Page One กิจการค้าปลีกและค้าส่งหนังสือระหว่างประเทศ รวมถึงสำนักพิมพ์ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศสิงคโปร์
โครงการเซ็นทรัลเวิลด์ จึงน่าจะให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ได้ว่าการออกสู่ต่างประเทศของ เซ็นทรัลนั้น แท้จริงได้มีการวางแผนดำเนินการเอาไว้อย่างเป็นขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว
โดยขั้นตอนแรก อย่างน้อยก็ต้องทำให้ผู้บริโภคชาวต่างประเทศ เริ่มมีความเคยชินกับชื่อของ Central ก่อน จากโครงการเซ็นทรัลเวิลด์
ด้วยทำเลที่ตั้งของโครงการที่อยู่ใจกลางกรุงเทพฯ รายล้อมด้วยโรงแรมระดับหรูตั้งแต่ห้าดาวลงมาเป็นจำนวนมาก เซ็นทรัลเชื่อว่า เซ็นทรัลเวิลด์จะกลายเป็นแหล่งชอปปิ้งสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยว และนักธุรกิจชาวต่างชาติที่พักอยู่ในโรงแรมย่านนั้นที่ต้องเข้ามาเดินและ จับจ่ายใช้สอย
ที่สำคัญ เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าที่ดินกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พื้นที่ของโครงการที่มีอยู่ทั้งหมด 64 ไร่ เซ็นทรัลเวิลด์สามารถใช้เป็นพื้นที่เพื่อการค้าได้เพียง 35 ไร่ ส่วนที่เหลือต้องถูกกันไว้เป็นพื้นที่สาธารณะ อาทิ ลานกิจกรรมด้านหน้า ซึ่งเงื่อนไขนี้ กลับเอื้ออำนวยและกลายเป็นการสร้างจุดเด่นให้เซ็นทรัลเวิลด์มีเหนือกว่าโครงการอื่นในย่านเดียวกัน
"ถ้าสังเกตโครงการรอบนอกในบริเวณนี้เป็นตึกสูงทั้งหมด ถ้านักท่องเที่ยวที่อยู่บนห้องพักในโรงแรมมองลงมา จะมองเห็นชัดเจนว่าตรงโครงการนี้เป็นพื้นที่สีเขียว หรือพื้นที่โล่งกว้าง ที่เหลืออยู่เพียงมุมเดียว ที่รายล้อมด้วยตึกสูง" กอบชัยชี้ถึงจุดได้เปรียบ
และเพื่อตอกย้ำการเป็นศูนย์การค้าระดับสากล เซ็นทรัลเวิลด์สร้างจุดแข็งด้วยการดึงสินค้าแบรนด์ดังๆ ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก แต่ยังไม่เคยมีสาขาในประเทศไทย ให้เข้ามาเปิดสาขายังศูนย์การค้า แห่งนี้ ซึ่งล่าสุดมีแบรนด์ที่ตอบรับว่าจะมาเปิดสาขาแล้วถึง 35 แบรนด์ด้วยกัน
หลังเปิดให้บริการในปลายเดือนกรกฎาคม CPN ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะมีคนเข้ามาเดินจับจ่ายใช้สอยในศูนย์การค้าแห่งนี้ ถึงวันละ 1.5 แสนคน 1 ใน 3 ของจำนวนนี้ หรือประมาณ 5 หมื่นคน เป็นชาวต่างประเทศ และคาดหมายว่าชาวต่างชาติจำนวนนี้จะมีการใช้จ่ายในศูนย์การค้าแห่งนี้ถึงปีละ 7.3 หมื่นล้านบาท
"คำว่าเซ็นทรัลเวิลด์ก็คือว่าในมุมหนึ่ง เรานำโลกการบริการสินค้าต่างๆ ทั้งโลก มาอยู่ในตึกนี้ ขณะเดียวกัน เราพาหรือเป็นจุดที่นำชื่อเซ็นทรัลออกไปสู่โลกข้างนอก เพราะนักท่องเที่ยว นักธุรกิจต่างๆ ที่เข้ามาค้าขายในเมืองไทยจะต้องมาอยู่ในบริเวณของเรา อันนี้ก็เป็นจุดที่ว่าเราดีใจ ที่เราได้ที่ตรงนี้ ตรงที่เราจะได้เอาชื่อของเราไปต่างประเทศได้ง่ายขึ้น เพราะทุกๆ ปีก็จะมีคนต่างประเทศที่เดินทางเข้ามา แล้วก็เห็นคำว่าเซ็นทรัลเวิลด์ มาเยือนปีหนึ่ง 7-8 ล้านคน ซึ่งตรงนี้เรานับเป็นมูลค่าทางการตลาด มันมากมายมหาศาล" กอบชัยอธิบาย
"มีนักธุรกิจต่างประเทศ นักลงทุนที่บินไปมา มาค้าขายในเมืองไทย เข้ามาอยู่ใน บริเวณนี้ พักโรงแรมย่านนี้อยู่แล้ว ทุกๆ ปีก็จะเดินทางเข้ามามากมายหลายพันหลายหมื่นคน แล้วเราก็มีโครงการนี้ตั้งอยู่ต่อหน้าด้วย แล้วเขาสามารถจะเข้าใจสิ่งที่เราทำได้ง่ายมาก โดยการเดินเข้ามาดู อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าจะเป็นการง่าย เมื่อเวลาไปทำ ถ้าต้องไปลงมือทำในต่างประเทศก็คงจะมีนักธุรกิจหลายๆ คนที่สนใจจากการที่เข้ามาเดิน มาพูดคุยกัน สื่อสารกัน ร่วมมือกัน แล้วมันจะง่าย เพราะเขาไว้ใจว่าเราทำจริง"
แบรนด์ Central World เป็นแบรนด์ที่เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่ สำหรับใช้ในโครงการนี้โดยเฉพาะ
ความหมายของแบรนด์นี้ก็คือโครงการศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่สุด สร้างขึ้นในเมืองที่ใหญ่ ที่สุดของประเทศ
ซึ่งในความหมายนี้หากมองเฉพาะในประเทศไทย แบรนด์นี้สามารถใช้ได้เฉพาะกับโครงการนี้เพียงแห่งเดียว จะไม่มีโครงการเซ็นทรัลเวิลด์แห่งที่ 2 ในเมืองไทยเกิดขึ้นมาอีก
แต่หากมองในทางกลับกัน แบรนด์ Central World ได้ถูกสร้างขึ้นสำหรับเซ็นทรัลเพื่อใช้ในการออกไปลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะ
(อ่าน "แบรนด์ต่างๆ ของ CPN" ประกอบ)
นอกจากสินค้าแบรนด์ดังๆ 35 แบรนด์ ที่จะมาเปิดสาขาแรกในประเทศไทย ในโครงการ เซ็นทรัลเวิลด์แล้ว กลุ่มธุรกิจต่างๆ ในเครือเซ็นทรัลแทบทุกกลุ่ม ก็จะสร้าง flagship store ไว้ในศูนย์การค้าแห่งนี้ด้วยเช่นกัน
คำว่า flagship หมายถึงสาขาหรือโครงการที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่ม
กลุ่มธุรกิจในเครือเซ็นทรัลที่จะสร้าง flagship ในเซ็นทรัลเวิลด์ ประกอบด้วยกลุ่มโรงแรม ซึ่งจะสร้างโรงแรมห้าดาว ขนาดพื้นที่ 9 หมื่นตารางเมตร สูง 55 ชั้น จำนวนห้องพักรวม 500 ห้อง ซึ่งจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2551
กลุ่มค้าปลีกที่จะนำหน่วยธุรกิจ 5 หน่วย มาเปิด flagship store ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซน ร้านซูเปอร์สปอร์ต พาวเวอร์ บาย บีทูเอส และเซ็นทรัลฟู้ดส์ฮอลล์
ยังไม่รวมร้านค้านอกเครือ อาทิ เอสบี เฟอร์นิเจอร์ และทอยส์ อาร์อัส ที่ประกาศแล้วว่าจะเปิด flagship store ในศูนย์การค้า แห่งนี้ด้วยเช่นกัน
ดังนั้นจึงพูดได้ว่าเซ็นทรัลเวิลด์ นอก จากจะเป็น flagship ของ CPN แล้ว ยังเป็น flagship ของเครือเซ็นทรัลทั้งกลุ่ม และ เป็นการผนึกกำลังกันครั้งใหญ่ของทุกกลุ่มธุรกิจในเครือ ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 หลังจากเคยเกิดขึ้นครั้งแรกในการสร้างศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน
เป็นการตอกย้ำรูปแบบการขยายตัวของเครือเซ็นทรัล ที่แม้จะเป็นบริษัทค้าปลีกอันดับ 1 ของไทย แต่ในการขยายตัว จะใช้ CPN เป็นหัวหอกในการหาพื้นที่เพื่อปักธง ออกแบบ และก่อสร้าง ก่อนจะให้กลุ่มธุรกิจในเครือมาเป็นผู้เช่า โดยมี CPN เป็นผู้บริหาร ศูนย์
แม้ว่า CPN จะเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แต่ก็เป็นบริษัทพัฒนาอสังหา ริมทรัพย์ที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน โดยเฉพาะการมองหาทำเล ก่อสร้าง และบริหารศูนย์การค้า
ที่สำคัญ CPN มีความคล่องตัวในการระดมเงินทุนมากกว่า เนื่องจากเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพราะในการก่อสร้างศูนย์การค้าแต่ละแห่ง จำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก
ส่วน CRC ซึ่งเป็นบริษัทที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเครือสูงที่สุด ยังเป็นบริษัทที่อยู่นอกตลาด
"ความที่เรารู้จักผู้บริโภค คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือเราต้องเป็น retailor retailor คืออะไร retailor จะต้องรู้ก่อนว่าผู้บริโภคต้องการอะไร ถ้าคุณตอบโจทย์ผู้บริโภคไม่ได้ คุณเป็น developer คุณเป็น retailor ไม่ได้ เพราะคุณไม่รู้เลยว่าผู้บริโภคคืออะไร แต่ทันทีที่คุณรู้ แล้วว่าผู้บริโภคคืออะไร คุณจะทำตรงไหนก็ได้ คุณจะเป็น supplier ก็ได้ ทำห้างก็ได้ ทำศูนย์ก็ได้ เพราะฉะนั้นหัวใจจึงอยู่ที่ว่าพวกเราโดนสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กว่าจะต้องเข้าใจผู้บริโภค" วัลยา จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ โครงการเซ็นทรัลเวิลด์ CPN ที่เพิ่งย้ายมาจาก CRC เมื่อต้นปี 2548 อธิบาย
รูปแบบการขยายตัวขนาดใหญ่เช่นนี้จะถูกนำมาใช้อีกครั้ง เมื่อเครือเซ็นทรัลได้ข้อสรุปเรื่องพื้นที่ที่จะใช้ก่อสร้างโครงการเซ็นทรัลเวิลด์ในต่างประเทศ
จากแบบฟอร์ม 56-1 ประจำปี 2548 ซึ่งเป็นแบบฟอร์มการรายงานความคืบหน้าของกิจการที่ CPN แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า "ในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า บริษัทมีแผนที่จะขยายศูนย์การค้าอีกอย่างน้อย 7 แห่งในประเทศไทย และ 1 แห่งในต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ บริษัทมีศูนย์การค้าภายใต้การบริหารงานอย่างน้อย 18 แห่งในปี 2553"
ศูนย์การค้า 7 แห่งที่จะสร้างเพิ่มในประเทศไทยนั้น CPN ได้เตรียมพื้นที่ไว้แล้ว ที่ถนน แจ้งวัฒนะ สี่แยกพระราม 9 พัทยา ชลบุรี ระยอง นครราชสีมา และขอนแก่น
ส่วนต่างประเทศนั้นยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าจะเป็นที่ใด แต่จากท่าทีของทศที่แถลง ข่าวเมื่อตอนต้นปี น้ำหนักของความเป็นไปได้ น่าจะเป็นในประเทศจีนมากที่สุด
"คือจีนก็เป็นอันหนึ่งที่เราดูมาตลอด เป็นประเทศเดียวที่ดูมาตั้งแต่ 1997 เราเข้าไปดูมา หลายครั้ง แล้วก็เคยถูกเชิญไปพูดในที่ประชุม" กอบชัยบอก แต่เขาก็ยังไม่กล้าฟันธงว่าพื้นที่เป้าหมายของการสร้างศูนย์การค้า 1 แห่ง ในต่างประเทศที่เขาเคยแจ้งไว้กับตลาดหลักทรัพย์ฯ คือประเทศจีน
เขาบอกว่าเรื่องการออกไปลงทุนยังต่างประเทศ น่าจะได้ข้อสรุปอย่างช้าในปลายปี 2550 หรืออีกประมาณ 1 ปีครึ่งข้างหน้า
"การไปต่างประเทศนี่ เราจะไปเป็นกลุ่ม เราจะไม่ไปเดี่ยว เราต้องคุยกันในบริษัทเรา CRC หรือ CPN CMG แล้วก็ restaurant เราจะไปด้วยกัน เราก็คุยกัน คือเรามั่นใจใน product ที่เราทำแล้วประสบความสำเร็จ ฉะนั้น product ของเราจริงๆ แล้วแยกออกจากกันไม่ได้" วัลยาบอก
CMG คือบริษัท Central Marketing Group ซึ่งเป็นบริษัทหลักของกลุ่มค้าส่ง
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2545 เครือเซ็นทรัลได้จัดแถลงข่าวการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ภายใต้หัวข้อ Central's Restructure For Excellence การแถลงข่าวครั้งนั้นมีการแต่งตั้งทศ จิราธิวัฒน์ ให้เป็น CEO ของ CRC กอบชัย จิราธิวัฒน์ เป็น CEO ของ CPN และพิชัย จิราธิวัฒน์ เป็น CEO ของ CMG โดยผู้บริหารเหล่านี้มีวาระในการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี
หากนับจากวันแถลงข่าวเมื่อปี 2545 ผู้บริหารเหล่านี้ต่างครบวาระในการดำรงตำแหน่งรอบแรกไปเรียบร้อยแล้ว
การเปิดตัวโครงการเซ็นทรัลเวิลด์ นอกจากจะเป็นการเปิดศักราชการขยายตัวของเครือ เซ็นทรัลครั้งใหม่ในการก้าวออกไปสู่ต่างประเทศแล้ว ยังน่าจะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับกิจการต่างๆ ในเครือเซ็นทรัลอีกมาก
อย่างน้อยเครือเซ็นทรัลก็ต้องปรับตัวเพื่อให้รับกับการเป็น International Player ที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้
แต่จะถึงขั้นต้องมีการปรับโครงสร้างผู้บริหารใหม่อีกครั้งตามวาระที่แต่ละคนดำรงตำแหน่ง ครบเทอมแล้วหรือไม่ คงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อ
เท่าที่รู้ตอนนี้ ผู้บริหารกลุ่ม ธุรกิจต่างๆ ของเครือเซ็นทรัลบางคนเริ่มมีความคิดที่จะทำ succession plan เอาไว้ในใจแล้ว
|
|
 |
|
|