สำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ฟิตจัด เร่งมือทำแผนปฎิบัติการ 5 ปี ภายใต้ยุทธศาสตร์พัฒนาการท่องเที่ยว หวังยกระดับมาตรฐานไกด์ไทย ขึ้นแท่นระดับมืออาชีพ พร้อมเร่งพัฒนาเพิ่มจำนวนไกด์ในภาษาที่ขาดแคลน และให้ความรู้แก่นักเรียน และ หน่วยงานราชการในต่างจังหวัด เตรียมรองรับนักท่องเที่ยวที่จะกระจายเข้าสู่ท้องถิ่นในอนาคต
นายธนธรณ์ ทองหอม ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ทางสำนักฯได้จัดทำแผนงานปฎิบัติการ 5 ปี ภายใต้ยุทธศาสตร์พัฒนาการท่องเที่ยว พ.ศ.2550-2554 โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาและแก้ปัญหาให้แก่ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้หมดไปหรือลดน้อยลง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการขาดแคลนมัคคุเทศก์ การหลอกลวงนักท่องเที่ยว ทัวร์ศูนย์เหรียญและข้อมูลกลางด้านธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์
ทั้งนี้แผนงานดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2550 โดยใช้เงินจากงบประมาณประจำปี ในแต่ละปีงบประมาณ แบ่งเป็น 2 แผนงานใหญ่ ได้แก่ 1. แผนงานพัฒนาระบบงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถ และ 2. แผนงานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อการท่องเที่ยว (KRD) โดยแต่ละแผนงานจะมี 5-7 โครงการปลีกย่อย เพื่อให้การดำเนินงานเข้าสู่วัตถุประสงค์ที่วางไว้ ประเมินการใช้งบประมาณเบื้องต้นไว้เฉลี่ยโครงการละ 2.5-3.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 20 ล้านบาท แต่ทั้งนี้แผนปฎิบัติการดังกล่าว จะต้องยื่นเสนอให้กับสำนักพัฒนาการท่องเที่ยว (สพท.) เพื่อยื่นเสนอของบประมาณ ตามลำดับต่อไป ซึ่งอาจถูกตัดลด หรือปรับเพิ่มก็ได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของฝ่ายจัดทำงบประมาณประจำปี
สำหรับรายละเอียดของโครงการตามแผนงานที่ 1 รวม 7 โครงการ ได้แก่ โครงการศึกษาเพื่อลดขั้นตอนการจดทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้มีระยะเวลาสั้นลง , โครงการพัฒนามาตรฐานธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์, โครงการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาและผลกระทบจากทัวร์ศูนย์เหรียญ , โครงการตรวจ ติดตามและประเมินผล การประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับนักท่องเที่ยว , โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ กลุ่มตลาดสำคัญ เช่น จีน เกาหลี รัสเซีย อินเดีย และสวีเดน ,โครงการประกวดผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว/มัคคุเทศก์ดีเด่นแห่งปี และ โครงการเดินท่องเที่ยวเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา
ส่วนแผนงานที่ 2 มีทั้งหมด 5 โครงการ ได้แก่ โครงการอบรมมัคคุเทศก์ในโรงเรียน ,โครงการอบรมเพิ่มศักยภาพมัคคุเทศก์อาชีพ , โครงการอบรมสัมมนาผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว เพื่อแสวงหาแนวทางในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มผลผลิต, โครงการศึกษาดูงานต่างประเทศด้านการประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์และโครงการส่งเสริมศักยภาพและองค์ความรู้ขององค์กรปกครองท้องถิ่นด้านธุรกิจท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์
สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน คือเรื่องของการพัฒนาขีดความสามารถของมัคคุเทศก์อาชีพของไทย และการเพิ่มจำนวนมัคคุเทศก์ในภาษาที่ขาดแคลน รวมถึงการจัดทำระบบข้อมูลกลาง เฉพาะธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พร้อมการอัพเดทที่เป็นปัจจุบันที่สุด เพื่อสามารถตรวจสอบความต้องการของตลาด ปัญหาและอุปสรรคที่จะต้องแก้ไข
“สำนักทะเบียนฯต้องการวางพื้นฐานการทำงานอย่างเป็นระบบ และเป็นไปตามกฎหมายในธุรกิจนี้อย่างเคร่งครัด ซึ่งเราเป็นภาครัฐต้องทำงานแบบเป็นกลาง ผลักดันทุกโครงการโดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก แต่ก็ต้องดูแลให้ภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ พร้อมกับช่วยเติมในสิ่งที่ขาด”
การทำงานในแผน 5 ปี เราจะให้ความสำคัญกับ 2 กลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มมัคคุเทศก์อาชีพ คือผู้ที่มีบัตรอนุญาตประกอบอาชีพได้ กับกลุ่มผู้ที่สนใจจะเข้ามาฝึกอบรมมัคคุเทศก์ ซึ่งจะได้เรียนรู้ในหลักการพื้นฐาน และหากชอบ ก็สามารถเรียนเพิ่มเติม เพื่อขอใบประกอบอาชีพตามภาษาที่ถนัดต่อไป
**จับมือสถานศึกษาเพิ่มศักยภาพมัคคุเทศก์ไทย**
สำหรับในปีงบประมาณ 2549 ล่าสุด สำนักทะเบียนฯได้ใช้งบประมาณ 3 ล้านบาท โดยร่วมกับสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง และราชภัฎจันทร์เกษม จัดฝึกอบรมภาษาเกาหลี ให้กับมัคคุเทศก์อาชีพ โดยประสานกับสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพที่จะส่งบุคลากรเข้ามาฝึกอบรม โดยแบ่งอบรมใน 3 จังหวัดท่องเที่ยว คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต จำนวนผู้รับการฝึกอบรมทั้งสิ้นประมาณ 500 คน เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – กันยายน ศกนี้
“ที่ผ่านมา สำนักทะเบียนฯ ได้จัดอบรมภาษาให้แก่ มัคคุเทศก์อาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาษาที่ขาดแคลน ครั้งนี้จึงกำหนดให้เป็นการฝึกในภาษาเกาหลี สำหรับแผนงาน 5 ปี ข้างต้น การจัดอบรมมัคคุเทศก์ในโรงเรียน หรือการให้ความรู้ด้านมัคคุเทศกกับองค์กรท้องถิ่น ทั้งหมดที่กล่าวมาถือเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับรองนักท่องเที่ยว ทั้งคนไทยและต่างชาติ ที่จะกระจายออกไปยังจังหวัดต่างๆ” นายธนธรณ์กล่าว
|