|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
*“เยาวเรศ ชินวัตร” ขอลุยบ้านจัดสรรเต็มที่ ตามรอยพี่ชาย “ทักษิณ ชินวัตร”
*นำร่องโครงการหรู“ดาหลาบุรี”มูลค่ากว่า 420 ล้านบาท กลางเมืองภูเก็ต
*ส่ง “รัตนะ”บุตรชาย“ชยิกา” บุตรสาวพิสูจน์ฝีมือโครงการแรก ก่อนลุยโครงการที่สอง
ต้องยอมรับว่าทุกความเคลื่อนไหวของคนในตระกูล “ชินวัตร” มักจะถูกจับตามองจากคนในสังคมทุกระดับ ทุกชนชั้น นับตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศ ตั้งแต่ราว 6 ปีก่อน
โดยเฉพาะประเด็นความเคลื่อนไหวทางธุรกิจที่ข้องเกี่ยวกับการเมือง จะถูกจับตามองและวิพากษ์วิจารณ์เป็นพิเศษ ว่าการทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองของนายกฯทักษิณแยกออกจากธุรกิจหรือไม่ ?
ทั้งนี้ เพราะไม่ว่ากลุ่มครอบครัวนายกฯทักษิณ ,เครือญาติ ทั้งสายตรงและสายอ้อม รวมถึงก๊วนทรท.จะทำธุรกิจอะไรก็ตาม มักจะมีความสัมพันธ์กับการเมืองเกือบทุกเรื่อง และหลายเรื่องก็สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่ามีการเกื้อหนุนกันจริง ทั้งธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับครอบครับนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ก่อนหน้านี้ได้เทขายหุ้นชินคอร์ปให้กับกลุ่มทุกจากสิงคโปร์ คือกลุ่มเทมาเส็ก ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงเป็นประวัติศาสตร์ มากถึง 73,300 ล้านบาท
รวมถึงธุรกิจที่ดินที่เมื่อครั้งหนึ่งถูกวิจารณ์ว่า มีการตัดถนนผ่านหน้าโครงการบางกอก บลูเลอวาร์ด รามอินทรา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการ อีกทั้งยังเป็นจุดขายที่ดี สามารถเข้าออกได้หลายทาง ทั้งเข้าเมืองและออกจากเมือง
ทั้งนี้ ครอบครัวนายกฯทักษิณมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาก และที่ผ่านมาอยู่ในวงการนี้มานานหลายสิบปีแล้ว และมาก่อตั้งบมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ในราวปี 2537 หรือเมื่อ 12 ปีก่อน เพื่อลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้จากค่าเช่า และพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรเพื่อขาย
ในช่วงที่ครอบครัวนายกฯ ประกาศขายหุ้นชินคอร์ป มีกระแสข่าวว่า ตระกูลชินวัตรจะหันมาทุ่มเทในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง มีเป้าหมายสร้างไต่อันดับติดท็อปไฟว์ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ภายในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งจากนี้ไปคงต้องจับตามองต่อไปว่า นายกฯทักษิณจะนำพาอาณาจักรเอสซีฯสู่ความยิ่งใหญ่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เหมือนธุรกิจโทรคมนาคมหรือ IT ได้ตามเวลาที่กำหนดไว้หรือไม่?
ขณะที่ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หรือ “เจ้แดง” น้องสาวนายกฯ ผู้ที่ตามรอยพี่ชายในวงการเมืองอย่างจริงจัง ในฐานะรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย หลังจากประสบความสำเร็จในแวดวงการเมือง ก็ถูกจับตามองอย่างมากว่ามีส่วนเกี่ยวพันกับหมู่บ้านชินณิชา วิลล์ บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ โดยถูกมองว่าเป็นเจ้าของโครงการ แต่ให้เพื่อนรัก ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนเลขานุการ คือ “สุนิสา ปฐมพฤกษ์” ซึ่งเป็นน้องสาวภูมิธรรม เวชยชัย รมช.คมนาคม และแกนนำพรรคไทยรักไทย เป็นนอมินี ถือหุ้นในโครงการชินณิชาแทน
ได้เวลา“เยาวเรศ”อสังหาฯ
และล่าสุด มาถึงคิวของเยาวเรศ ชินวัตร ประธานสภาสตรีแห่งชาติ และน้องสาวนายกฯอีกคน ก็ก้าวเข้ามาลุยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มสูบ หลังจากที่คร่ำครวดอยู่ในวงการมานานราว 12 ปีก่อน ภายใต้บริษัท ชินวัตร โฮมมาร์ท จำกัด ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2537 และภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ชินวัตร โฮม จำกัด เพื่อสร้างความชัดเจนว่าเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
การเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครั้งนี้ เยาวเรศ ส่งลูกชายและลูกสาวเข้ามาบริหารอย่างเต็มตัว หลังจากที่เรียนจบและฝึกงานในเครือชินคอร์ปมาแล้ว โดยน้องแซนด์ เรียนจบการศึกษาจาก Seattle University สหรัฐอเมริกา สาขา BA Management 2004 และได้ฝึกฝีมือที่เอไอเอส ในตำแหน่งล่าสุด Strategic Planner Executive ก่อนที่จะลาออกมาทำธุรกิจของตระกูล
ส่งลูกชาย+ลูกสาวกุมทัพ
โดยรัตนะ วงศ์นภาจันทร์ ลูกชายนั่งตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ และชยิกา วงศ์นภาจันทร์ หรือน้อง แซนด์ รั้งตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการขาย
โครงการแรกที่จะพิสูจน์ฝีมือ คนรุ่นใหม่ อย่าง “รัตนะ” และ“ชยิกา” คือ โครงการดาหลาบุรี เป็นบ้านเดี่ยวและอาคารพาณิชย์ ราคาเริ่มต้นที่ 11 ล้านบาทขึ้นไป สไตล์บาหลี ตั้งอยู่ที่กลางเมืองภูเก็ต บนพื้นที่ 13 ไร่ ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยว ย่านการค้า โรงเรียน โรงพยาบาล ใกล้กับสนามบินนานาชาติภูเก็ต มูลค่ากว่า 420 ล้านบาท
โครงการดังกล่าว เน้นกลุ่มเป้าหมายนักธุรกิจ และชาวต่างชาติที่ต้องการบ้านพักอาศัยประจำ ประมาณ 39% บ้านหลังที่สอง 32% และซื้อเพื่อการลงทุนอีก 29% ในลักษณะ Individual และ Corporate Investor ขณะนี้เริ่มเปิดขายแล้ว และคาดว่าจะปิดโครงการได้ในราวปลายปี 2550
เยาวเรศ บอกว่า ที่ตัดสินใจลงทุนโครงการในช่วงนี้ ทั้งที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่ในช่วงขาลง เพราะว่ามีความพร้อมทุกด้าน ทั้งแลนด์แบงก์ บุคลากร รวมถึงแหล่งเงินทุน โดยแลนด์แบงก์เป็นที่ดินเก่าที่ซื้อไว้นานกว่า 14 ปี และเห็นว่าตลาดภูเก็ตมีแนวโน้มดี ประกอบกับที่ดินตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม จึงตัดสินใจในลงทุนทันที
นอกจากนี้ ในด้านบุคคลากรก็มีความพร้อม เพราะมีมืออาชีพมาช่วยบริหาร ที่สำคัญลูกสาวก็เรียนจบด้านการตลาดมาโดยตรง อีกทั้งในช่วงทำงานก็ยังทำงานด้านการตลาดที่สะสมประสบการณ์จากองค์กรขนาดใหญ่อย่างเอไอเอสมาแล้ว จึงเชื่อว่าจะสามารถบริหารงานในบริษัท ชินวัตร โฮม จำกัดได้ตามเป้าหมาย
“แม้ว่า โครงการดาหลาบุรี เยาวเรศ จะปล่อยให้ลูกชายและลูกสาว ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ไฟแรง ลุยงานอย่างเต็มตัว แต่ เยาวเรศเอง ก็ยอมรับว่าไม่ได้ปล่อยวางเสียทั้งหมด ยังนั่งตำแหน่งซีอีโอ เพื่อดูนโยบายและช่วยตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ เพราะมีประสบการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์มานาน เคยลงทุนโครงการที่เชียงใหม่มาหลายแห่ง”เยาวเรศ กล่าวและว่า
ชูจุดแข็งคอนเน็กชั่น
อีกทั้งยังมีคอนเน็กชั่น มีเพื่อนฝูงมากมาย เฉพาะแค่ขายโครงการให้กับเพื่อน ๆ ก็ขายได้เกือบหมดแล้ว เพราะโครงการนี้มีจำนวนยูนิตไม่มาก แค่ 29 ยูนิตเท่านั้น แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 18 ยูนิต และอาคารพาณิชย์ 11 ยูนิต ซึ่งก่อนที่จะประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อสัปดาห์ก่อน มียอดจองแล้ว 5 ยูนิต และในวันเปิดตัวน่าจะมียอดจองเพิ่มขึ้นอีกหลายยูนิต เพราะแขกที่เชิญมาร่วมงาน ส่วนใหญ่ล้วนเป็นวีไอพี อยู่ในสังคมชั้นสูง และแวดวงการเมืองเกือบทั้งนั้น
น้องแซนด์ กล่าวว่า “การเข้ามาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครั้งนี้ มีความพร้อมอย่างมาก มีการศึกษาธุรกิจมาอย่างดี ทั้งจากการเรียนรู้ด้านการตลาดจากอเมริกา และประสบการททำงานที่เอไอเอส รวมถึงได้ปรึกษากับคุณแม่ และคุณน้า (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้กุมบังเหียนเอสซีฯ) มาตลอด”
น้องแซนด์ กล่าวว่า หลายคนอาจจะมองว่า การเข้ามาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงนี้เป็นช่วงขาลง แต่ไม่น่าจะทำให้แผนการตลาดคลาดเคลื่อน เพราะก่อนลงทุนได้มีการสำรวจความต้องการของตลาดเป็นอย่างดี ที่สำคัญในภูเก็ตมีกำลังซื้อสูงมาก ประกอบการโครงการดาหลาบุรี ได้รับการออกแบบที่ตอบสนองความต้องการอย่างตรงเป้าหมาย จึงคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามแผนงานที่วางไว้ และวางแผนว่าปีหน้าจะทำโครงการที่สอง ที่ภูเก็ตเช่นเดิม เพราะมีกำลังซื้อสูง
อย่างไรก็ตาม การทำโครงการนี้ น่าจะถูกจับตามองว่า โครงการจะอาศัยจุดแข็งในแง่ที่เป็นของคนในตระกูล “ชินวัตร” ซึ่งหากจะทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นการขออนุญาตก่อสร้าง ขอกู้เงินจากสถาบันการเงินจะง่ายและทางสะดวก แต่น้องแซนด์ ยืนยันว่า “ทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอน เหมือนกับโครงการทั่ว ๆ ไป และบางครั้งการเป็นชินวัตรจะเหนื่อยว่าตระกูลอื่นด้วย เพราะจะถูกจับตามองจากสังคมถึงที่มาที่ไป และวิธีการดำเนินงาน ซึ่งบางครั้งก็รู้สึกท้อแท้บ้าง แต่ไม่มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง ที่เกิดวิกฤตการทางการเมือง ซึ่งก่อนที่แบงก์จะปล่อยกู้จะต้องเช็ครูปแบบโครงการอย่างละเอียดมากกว่าโครงการทั่วๆไป เพื่อกันคำครหา”
จากนี้ไปคงต้องจับตามองว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตระกูล “ชินวัตร” และ“วงศ์นภาจันทร์” ในมือ“ชยิกา” และ“รัตนะ”จะประสบความสำเร็จตามรอยนายกฯทักษิณ หรือถูกโจมตีเหมือนโครงการชินณิชา ที่ทำให้“เจ๊แดง”ถูกกล่าวหา ว่าเป็นเจ้าของโครงการแล้วใช้เพื่อนรักถือหุ้นแทน เพื่อป้องกันปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมา
|
|
 |
|
|