คริสเตียน ดิออร์เผยภาพรวมตลาดเครื่องสำอางปีนี้โตน้อยกว่าปีก่อนจากภาวะเศรษฐกิจ เชื่อหลังเลือกตั้งสถานการณ์ต่างๆจะดีขึ้น เตรียมงัดกลยุทธ์รับมือเศรษฐกิจด้วยการปรับคอนเซ็ปต์ชอปใหม่สู่ “คอสโมติก” ประเดิม 2 สาขาที่เซ็นทรัล ชิดลมและสยามพารากอน พร้อมเปิดตัวสินค้าใหม่ทุกเดือนล่าสุดเป็นลิปสติกใหม่ ตั้งเป้าแซงคลีนิกข์ขึ้นแท่นอันดับ 4 ในปีนี้
นางสาวภาศิกา ศิลปาจารย์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แอลวีเอ็มเอช เพอร์ฟูม แอนด์ คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดเครื่องสำอางในช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมาพบว่ามีอัตราการเติบโต 5-6% ซึ่งถือว่าเติบโตน้อยลงหากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่เติบโต 8-9%
ทั้งนี้เกิดจากหลายปัจจัย อาทิ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และการที่ลูกค้านิยมไปซื้อสินค้าในคิง พาวเวอร์ซึ่งมีราคาถูกกว่าเคาน์เตอร์อยู่ 10-15% รวมถึงการที่ภาษีนำเข้าเครื่องสำอางของไทยยังอยู่ที่ 30-40% ซึ่งสูงกว่าฮ่องกงและสิงคโปร์คนจึงนิยมไปซื้อสินค้าที่ต่างประเทศมากกว่า เป็นต้น
“ตลาดเคาน์เตอร์แบรนด์ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจเหมือนกัน แต่เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เชื่อว่าโดยรวมเศรษฐกิจไทยยังมีการเติบโตที่ดี แต่ก็ต้องรอดูหลังจากการเลือกตั้งอีกที อีกทั้งกลุ่มเครื่องสำอางไม่น่าห่วงเท่าเสื้อผ้า เพราะถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผู้หญิงต้องซื้อเหมือนแชมพู แต่ว่าจะเลือกซื้อแบรนด์ไหนเท่านั้นเอง”
ในส่วนของคริสเตียน ดิออร์ได้รับผลกระทบบ้างเล็กน้อยในส่วนของกำลังซื้อของผู้บริโภคที่พบว่ามีความถี่ในการซื้อสินค้าลดลงบ้างแต่ไม่มาก โดยในส่วนค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนพบว่ายังไม่ลดลงมากนัก จากปกติที่มีประมาณ 6,000-7,000 บาท ขณะที่ยอดรายได้ยังมีอัตราการเติบโตอยู่แต่เป็นเลขตัวเดียว
ดิออร์ลงทุนเพิ่มปรับโฉมเคาน์เตอร์ใหม่
นางสาวภาศิกา กล่าวต่อว่า แผนการดำเนินงานปีนี้บริษัทฯได้เตรียมใช้งบลงทุนเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว15% ในการทำตลาดเพิ่มขึ้น รวมทั้งการปรับรูปแบบคอนเซ็ปต์เคาน์เตอร์ไปสู่ “คอสโมติค” ที่มีความทันสมัยและมีเอกลักษณ์เฉพาะ โดยมีการแบ่งโซนให้บริการออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ โซนเมคอัพ,สกินแคร์และน้ำหอม ซึ่งปัจจุบันรูปแบบนี้มี 2 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัล ชิดลมและล่าสุดที่สยามพารากอนที่เพิ่งเปิดตัวไปเดือนเมษายน สาขานี้ถือว่าเป็นเคาน์เตอร์คอสโมติกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยพื้นที่ขนาดประมาณ 80 ตารางเมตร ภายใต้งบลงทุนที่ต้องใช้มากกว่าเคาน์เตอร์ปกติ 3 เท่า
จากนั้นบริษัทฯมีแผนทยอยปรับเคาน์เตอร์อื่นๆของคริสเตียน ดิออร์ที่มีอยู่ 32 แห่งทั่วประเทศให้เป็นคอนเซ็ปต์ใหม่นี้ทั้งหมด โดยมีแผนการปรับปรุงปีละ 5 เคาน์เตอร์ ส่วนแผนขยายเคาน์เตอร์ใหม่ปีนี้ยังไม่มีแผนเปิดเพิ่ม
ในส่วนด้านตัวสินค้าบริษัทฯตั้งเป้าเปิดตัวสินค้าใหม่เดือนละ 1 รายการ ล่าสุดเปิดตัวลิปสติกใหม่ “ดิออร์ แอดดิค อัลตร้า ชายน์ 2” ลิปสติกที่ให้ความวาววับบนเรียวปากมากเป็น 2 เท่า โดยมีให้เลือกกว่า 18 สี ราคา 920 บาท โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนมิถุนายนนี้
สำหรับยอดรายได้ของดิออร์ในสิ้นปีนี้คาดว่าจะเติบโตเป็นตัวเลขสองเลข โดยดิออร์ถือเป็นแบรนด์หลักที่ทำรายได้เป็นอันดับ 2 ของบริษัทฯ รองจากหลุยส์ วิตตอง
ตลาดเครื่องสำอางเคาน์เตอร์แบรนด์ในไทยปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันผู้นำตลาด คือ ชิเซโด้ อันดับ2 เอสเต้ ลอเดอร์ ,รองมาเป็นลังโคม, คลีนิกข์ และคริสเตียน ดิออร์อยู่อันดับ 5 ในปีนี้บริษัทฯตั้งเป้าแซงคลีนิกข์ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 4 ให้ได้ โดยอาศัยการทำตลาดแบบอินทิเกรดเต็ดและลงทุนด้านต่างๆ เช่น เคาน์เตอร์และการบริการ เพื่อเอาใจฐานลูกค้าที่มีกว่า 30,000 ราย
|