แม้นว่าในขวบปีที่ผ่านมา ซิตี้แบงก์จะมีอัตราการเติบโตอย่างเด่นชัดมากที่สุดแห่งหนึ่ง
ในบรรดากิจการธนาคารต่างประเทศในไทย แต่ธนาคารแห่งนี้ก็ผ่านเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายภายในขนานใหญ่
โดยเฉพาะภาวะสมองไหลอันเนื่องมาจากอุตสาหกรรมตลาดเงินตลาดทุนภายในประเทศมีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด
เกิดสภาพการขาดแคลนพนักงานระดับบริหารกันเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ดี การมีโครงสร้างและระบบการบริหารที่เข้มแข็งกลับทำให้ธนาคารแห่งนี้เติบโตต่อไปได้
และคาดว่าจะขยายตัวได้ดีในภาวะการผ่อนคลายกฎระเบียบทางการเงิน
ธนาคารสัญชาติอเมริกันแห่งนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งฝึกปรือสำคัญในวิทยายุทธ์ด้านการเงินการธนาคาร
แน่นอนว่า เป็นเพราะความเป็นสาขาของธนาคารชั้นนำของสหรัฐฯ และของโลกซึ่งเป็นสุดยอดทั้งในด้านวิทยาการการจัดการสมัยใหม่และเทคโนโลยีใหม่ๆ
ในโลกของธุรกิจการเงิน ที่นี่เป็นหน่วยงานที่มีการจัดโครงสร้างองค์กรดี และให้ผลตอบแทนต่อพนักงานในระดับแนวหน้า
ผลการดำเนินงานก็ดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปีที่ผ่านมาธนาคารมีรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง
2.2 พันล้านดอลลาร์ และมีส่วนของทุนมากกว่า 23 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นจำนวนสูงที่สุดในบรรดาธนาคารชั้นนำในสหรัฐ
สำหรับในไทยนั้นคนจำนวนมากคุ้นเคยกับซิตี้แบงก์ เครดิตการ์ด ซึ่งเป็นบัตรเครดิตที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุดในบรรดาบัตรพลาสติกที่มีใช้กันในเมืองไทยก็ว่าได้
แม้ว่าการขยายสินเชื่อรายย่อยเช่นนี้ยังมีข้อกังขาอยู่มากว่า มีการป้องกันความเสี่ยงอย่างไร
แต่คนในวงการธนาคารต้องให้การยอมรับว่าอัตราการขยายตัวของสินเชื่อประเภทนี้ของซิตี้แบงก์เป็นตัวเลขที่น่าทึ่งอย่างมากๆ
และการที่ธนาคารซิตี้แบงก์มีสาขาเพียงแห่งเดียวในไทย แต่สามารถขยายการให้บริการสินเชื่อได้มากขนาดนี้ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากขึ้นได้อีก
ว่ากันว่าอัตราการถือบัตรเครดิตซิตี้แบงก์วีซ่าการ์ดนั้นมีผู้ถือมากกว่าบัตรเครดิตของหลายๆ
ธนาคารรวมกันเสียอีก ทั้งที่มีสาขาเดียว
อัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยของอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ไทยอยู่ที่ประมาณปีละ
20% แต่สำหรับซิตี้แบงก์นั้น โรเบิร์ต วิลสัน ผู้จัดการระดับภาคพื้นเปิดเผยกับ
"ผู้จัดการ" ว่าธนาคารฯมีอัตราการเติบโตถึง 40% ในประเทศไทย
โครงสร้างซิตี้แบงก์
ในการดำเนินงานธนาคารสาขาแต่ละแห่ง ซิตี้แบงก์จะมีการจัดโครงสร้างการทำธุรกิจออกเป็น
4 หน่วยงาน แต่ละหน่วยงานจะเป็นเสมือนธนาคารเล็กๆ แยกเป็นอิสระจากกัน หน่วยงานแต่ละแห่งจะส่งรายงานตรงถึงเจ้านายของตนที่ต่างประเทศสาขาที่กรุงเทพจะรายงานไปที่สำนังงานภูมิภาค
ที่สิงคโปร์
4 แบงก์ย่อยในที่นี้จะแบ่งเป็น
CIB หรือ CITICORP INVESTMENT BANK เน้นเรื่องการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ
แต่ก็มีส่วนที่ทำคอร์ปอเรท แบงก์อยู่ด้วย
IB หรือ INSTITUTIONAL BANK ทำเรื่องการปล่อยสินเชื่อ
GCB หรือ GLOBAL CONSUMER BANK มีส่วนงานที่เป็นเครดิตการ์ดรวมอยู่ด้วยทำด้านรีเทลแบงก์
PBG หรือ PRIVATE BANKING GROUP ทำเรื่องธนบดีธนกิจ หรือ บริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคล
ใน 4 หน่วยงานนี้จะมีหัวหน้าแต่ละคนดูแล ซีไอบี เมื่อก่อนไกรฤทธิ์ อุชุกานนท์ชัยเคยดูแลอยู่ก่อนที่จะลาออกพร้อมกับมีผู้ลาออกตามไปประมาณ
20 คนไปอยู่ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา ในเครือเอกธนกิจ สายไอบี มีโรเบิร์ต
วิลสัน ดูแล ส่วนจีซีบี คือ เดวิด แอล เฮนดริกซ์ และพีบีจีนั้นมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยมาก
ผู้ดูแลปัจจุบันคือ วาย.เอ็ม.คิม
หัวหน้าแต่ละคนจะอยู่ในระดับเท่ากัน ไม่มีใครมีทำนาจเหนือใคร นายของแต่ละคนจะอยู่ในต่างประเทศ
มีความขัดแย้งอะไรก็ให้นายแต่ละคนคุยกันในต่างประเทศ ไม่มีใครครอบงำใครได้
นั่นหมายความว่ามีนายที่ต่างประเทศเป็น 4 คนในแต่ละที่คือจากกรุงเทพไปสิงคโปร์และนิวยอร์คซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่
อย่างไรก็ดี ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงในระดับสากล คือซิตี้แบงก์ได้รวมหน่วยงานซีไอบีกับไอบีเข้าด้วยกัน
เรียกชื่อใหม่เฉพาะในเอเชียว่า GFA หรือ GLOBAL FINANCE ASIA หรือในระดับสากลเรียกว่า
GLOBAL FINANCE
ส่วนจีซีบีและพีบีจียังอยู่เหมือนเดิม
การรวมกันเป็นจีเอฟเอนั้นมีผลในแง่ของบุคลากรด้วย ซึ่งแต่เดิมเป็นอิสระจากกัน
เมื่อหน่วยงานมารวมกันก็ต้องมีคนหนึ่งป็นนาย อีกคนหนึ่งเป็ฯลูกน้อง ซึ่งในกรณีนี้ปรากฎว่าหัวหน้าของไอบี
มีบทบาทขึ้นมาเป็นหัวหน้าจีเอฟเอ
หลังจากการรวมกันได้ไม่นาน ไกรฤทธิ์ก็ลาออกและพนักงานบริหารระดับรองกรรมการผู้จัดการ
(VP) และผู้ช่วย (AVP) ในส่วนซีไอบี ก็ลาออกตามไปด้วยตำแหน่งสุดท้ายของไกรฤทธิ์ก่อนไป
คือ TREASURER ของจีเอฟเอ ซึ่งตำแหน่งนี้ถือเป็น COUNTRY TREASURER ด้วยนัยหนึ่งคือ
TREASURER ในแต่ละแบงก์ย่อยต้องรายงานเขาด้วย นอกจากนี้เขายังเป็นประธานกรรมการของบงล.ซิตี้คอร์ป
(ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ในเครืออีกด้วย
ดูเหมือนว่าหลังจากไกรฤทธิ์ลาออกแล้วนั้นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้น
โรเบิร์ต วิลสันซึ่งขึ้นมาเป็นหัวหน้าของจีเอฟเอได้แต่งตั้งคนขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งต่างๆ
ที่ไกรฤทธิ์เคยครองอยู่ โยธิน เจนวาณิชเป็น TREASURER ของจีเอฟเอ ซึ่งโยธินก็ได้ชักชวนปัญญา
จรรยารุ่งโรจน์เข้ามาร่วมงานด้วยในตำแหน่งรองผู้อำนวยการ รับผิดชอบ TREASURER
MARKETING & INTERBANK TRADING
ปัญญาเคยลาออกจากซิตี้แบงก์ไปครั้งหนึ่งเพื่อร่วมงานกับธนาคาร SECPAC หรือ
SECURITY PACIFIC ASIAN BANK แล้วได้กลับมาเป็น TMU HEAD หรือ TREASURY MARKETING
UNIT ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญค่อนข้างมาก เพราะว่าเป็นหน่วยงานที่ทำเงินให้สาขา
อัครัตน์ ณ ระนอง เป็น GCB TREASURER และเป็น COUNTRY TREASURY ด้วยซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่ผู้ดำรงตำแหน่งนี้มาจากฝ่ายจีซีบีเพราะที่ผ่านมา
บทบาทด้าน TREASURY ของจีซีบีจะน้อยมาก ส่วนประธานกรรมการของซิตี้คอร์ปไฟแนนซ์ซึ่งตามตำแหน่งเรียกว่า
DOMESTIC CORPORATE FINANCE HEAD คือ ประไพสิทธิ์ ตัณฑ์เกยูร ซึ่งโรเบิร์ต
วิลสันเป็นผู้แนะนำมา
มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงองค์กรเช่นนี้ทำให้บทบาทของธุรกิจการบริหารเงินหรือ
TREASURY ลดน้อยด้อยลงไป ทั้งๆ ที่ซีไอบีทั่วโลกนั้นเคยทำเงินได้มหาศาล อย่างไรก็ดี
ในแง่ของคอร์ปอเรททั่วโลกแล้วดูเหมือนการเปลี่ยนแปลงในช่วง 3 ปี หลังช่วยให้ซิตี้แบงก์ประสบความสำเร็จมากกว่าในแง่ของ
CONSUMER BANKING ซึ่งได้แก่บริการสาขา เครดิตการ์ด ไพรเวทแบงก์นั้นธนาคารมีผลการดำเนินงานที่ดีมาก
โดยเฉพาะมีรายได้จากบริการด้านนี้ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิคที่เติบโตขึ้นจาก
1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2535 เพิ่มเป็น 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2536
ในส่วนของงานบริการสาขาซิตี้แบงก์ให้บริการด้านสาขาเต็มรูปแบบ การฝากถอนในบัญชีทุกประเภทการกู้ยืมจำนอง
ประกันภัย บริการลงทุน ซึ่งบริการสาขาเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า ซิตี้แบงกิ้ง
ทางด้านบัตรเครดิต ซิตี้แบงก์อ้างว่าตนเป็นผู้ออกบัตรเครดิต และให้บริการด้านนี้รายใหญ่ที่สุดในโลก
มีผู้ถือบัตรทั่วโลก 52 ล้านใบใน 29 ประเทศ แบ่งเป็นบัตรเครดิต 29 ล้านใบในสหรัฐและ
8 ล้านใบนอกสหรัฐ ผู้ถือบัตรไดเนอร์สคลับ 6 ล้านใบและอีก 9 ล้านใบเป็นบัตรบุคคล
(PRIVATE LABEL CARD) ซิตี้แบงก์เปิดเผยว่า การเกิดหนี้เสียในกิจการบัตรเครดิตในสหรัฐ
มีอัตราลดลงมาก เพราะมีโปรแกรมป้องกัน โดยเฉพาะโปรแกรมโฟโต้การ์ดหรือบัตรเครดิตที่ติดรูปตัวผู้ถือบัตรนั้น
ช่วยลดภาระเรื่องนี้ลงได้ครึ่งหนึ่งทีเดียว ซิตี้แบงค์ขยายกิจการบัตรเครดิตออกไปได้
11 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิคในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาสามารถครองส่วนแบ่งตลาด
30% ใน 4 ประเทศ มีจำนวนผู้ถือบัตรมากที่สุดประมาณ 2.5 ล้านรายในภูมภาคนี้ยกเว้นญี่ปุ่น
สำหรับในไทยนั้น นอกจากจะมีผู้ถือบัตรเครดิตซิตี้แบงก์มากกว่าบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์บางแห่ง
ว่ากันว่าตัวเลขผู้ถือมีจำนวนประมาณ 200,000 ราย ธุรกิจไพรเวท แบงกิ้งหรือธนบดีธนกิจไปได้ดีมาก
มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 50% ธุรกิจนี้มีบริการที่สลับซับซ้อนจำนวนมากให้ลูกค้าเลือกใช้
กิจการนี้ไปได้ดีในเมืองไทยด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ดี อดีตคนซิตี้ฯ ให้ความเห็นว่า "ไพรเวทแบงก์ในต่างประเทศทำได้มากมาย
เพราะอาศัยความรู้ทางด้านเทคนิค แต่ที่นี่ความรู้ด้านเทคนิคจะธรรมดา ไม่เด่นชัด
จึงยังน่าสงสัยว่าจะมีอะไรไปให้ลูกค้าเล่นได้มากๆ บ้าง"
ส่วนกิจการ FINANCE BANKING ซึ่งได้แก่การทำเทรดไฟแนนซ์การปล่อยกู้ ทรานแซคชั่นเซอร์วิส
และบริการในตลาดทุนรวมทั้งคอร์ปอเรท ไฟแนนซ์ต่างๆ นั้น ปรากฎว่ามีอัตราการเติบโตที่ดีในทุกด้าน
ยกเว้นการปล่อยกู้ที่ลดลงเล็กน้อย
ทั้งนี้รายรับจากกิจการนี้ในเอเซียเพิ่มขึ้น 7% เมื่อปี 2536 และธนาคารได้รับการจัดอันดับเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งปี
และอินเวสต์เมนท์แบงก์แห่งปีจากนิตยสารเอเชียมันนี่ด้วย
สำหรับในไทยนั้น อัตราการเติบโตของซิตี้แบงก์ในช่วงที่ผ่านมาถือว่าเป็นแบบก้าวกระโดดด้วยซ้ำไป
ตอนนี้ซิตี้แบงก์ที่กรุงเทพถือว่ามีสาขาเดียว แต่ธุรกิจประเภทที่เป็นสินเชื่อรายย่อย
ที่เป็นเมอร์เกจไฟแนนซ์หรือสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และเครดิตการ์ดนั้นใหญ่กว่าแบงก์หลายสิบแบงก์ในกรุงเทพทั้งแบงก์ไทยแบงก์เทศ
อันนี้ถือเป็นตัวสะท้อนความสามารถของบุคคลและแผนงานได้เป็นอย่างดี
ในปี 2536 ซิตี้แบงก์ในไทยมีอัตราการเติบโตของรายได้มากกว่าปีก่อนหน้านั้นถึง
40% ซึ่งคาดหมายได้ว่าปี 2537 อัตราการเติบโตมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น
อดีตคนซิตี้ฯ เล่าว่าเมื่อถึงครบกำหนดชำระสินเชื่อรายย่อยประเภทต่างๆ การจราจรบนถนนสาธรหน้าธนาคารในวันนั้นแทบจะเป็นอัมพาตทีเดียว
เพราะคนต้องเดินทางมาชำระเงินที่นี่เนื่องจากมีสาขาเดียว
การเปิดสำนักงานสาขาแห่งใหม่ฝั่งตรงข้ามจะช่วยลดภาระในเรื่องนี้ไปได้มาก
ออฟฟิศใหม่จะเป็นสำนักงานฯ ขนาดใหญ่เต็มรูปแบบมีพื้นที่กว้างขวางมากขึ้น
กอรปกับสอดคล้องระเบียบแบงก์ชาติที่ต้องการให้แยกการดำเนินกิจการธนาคารกับไฟแนนซ์ออกจากกัน
และพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้ธนาคาร ขยายงานเจาะตลาดลูกค้ารายย่อย ทำอิเล็คทรอนิคแบงก์ได้สะดวกขึ้น
ในเรื่องนี้วิลสันเปิดเผยว่า "สาขานี้จะเป็นเสมือนสาขาจำลองซึ่งจะให้บริการด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบถ้วน
โดยนำรูปแบบมาจากสาขาที่นิวยอร์ค"
วัฒนธรรมองกรดีเพราะระบบดี
หน่วยงานทุกแห่งจะมีวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกันออกไป สำหรับซิตี้แบงก์นั้น
แม้จะมีผู้ฝึกปรือวิทยายุทธืหันหลังให้ที่นี่เป็นจำนวนมาก แต่คนเหล่านั้นโดยส่วนมากต่างยอมรับว่าที่นี่เป็นที่ทำงานที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง
"ผมกล้าพูดกับทุกคนตลอดเวลา แม้ว่าผมจะออกมาแล้วว่า ซิตี้แบงก์เป็นสถานที่ทำงานที่ดีมาก
ผมทำงานที่นี่แล้วมีความสุขกับระบบของมัน ระบบมีการตระเตรียมไว้อย่างดีอยู่แล้ว
ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเองว่าทำอะไร เพื่ออะไร คุณทำงานดีคุณได้เงินดี แม้ว่าจะไม่ดีที่สุดในตลาด
แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ทุกอย่างจะถูกควบคุมด้วยระบบของมันเอง ในแง่ของความเสี่ยงด้านราคา
ความเสี่ยงทางด้านสินเชื่อ หรือการบริหารงานด้านบุคคลก็ตามจะมีระบบควบคุมอยู่หมด
เป็นที่ที่มีการจัดตั้งระบบที่ดีมาก ผมไม่เคยทำงานในที่ที่มีระบบที่ดีอย่างนี้มาก่อน
ทุกคนจะสนใจเรื่องเดียวคือเรื่องงาน ทำให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ ทุกดีลที่ทำไปรู้ว่ากำไรกี่บาทกี่ดอลล์
ทำให้เรารู้เป้าหมายเพื่อที่จะทำให้บรรลุให้ได้" แหล่งข่าวอดีตชาวซิตี้แบงก์กล่าว
นั่นหมายความว่าซิตี้แบงก์เป็นสถานที่ฝึกอบรมชั้นเยี่ยมสำหรับบุคลากรในวงการธนาคารที่นี่สอนให้คนทำงานหนัก
คนจบซิตี้แบงก์หรือผ่านงานที่นี่มาจะไม่กลัวเรื่องงานหนัก ถ้าจะกลัวก็คืองานไม่หนักพอ
"การเรียนรู้อบรมคอร์สต่างๆ ถือว่าเป็นสุดยอดในวงการ ทุกวันนี้แม้คุณภาพจะด้อยลงไปบ้างแต่ก็ยังดีกว่าที่อื่น"
แหล่งข่าวให้ความเห็น
ศูนย์ฝึกอบรมของซิตี้แบงก์อยู่ที่สิงคโปร์ พนักงานระดับเจ้าหน้าที่หรือ
OFFICER จะผ่านการฝึกอบรมที่นี่อย่างน้อยปีละครั้ง ซึ่งจะเป็นการฝึกอบรมอย่างหนัก
"พื้นฐานคือไปเรียนหนังสือแบบเปลี่ยนสถานที่เท่านั้น"
ระยะหลังเริ่มมีแนวความคิดส่งคนไปฝึกอบรมระหว่างการปฏิบัติงานหรือ ON THE
JOB TRAINING ที่ลอนดอนและฮ่องกงเรียกว่า FOREIGN ASSIGNMENT SHORT TERM ระยะเวลาประมาณ 1 ปี ซึ่งผู้ที่จะไปอบรมจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับ
M หรือ MANAGER และ AVP
ส่วนศูนย์ฝึกอบรมที่สิงคโปร์นั้นเป็นสถานที่เรียนหนังสือของพนักงานระดับจูเนียร์ผู้รู้ให้ความเห็นว่า
"การส่งคนไปอบรมระหว่างปฏิบัติงานถือเป็นโครงการที่ดีมากสำหรับพัฒนาคนของระดับสาขา
เพื่อเปิดโลกให้กว้างขึ้น
ใครเป็นใครในซิตี้แบงก์ กรุงเทพ หากเปิดหนังสือรายงานประจำปีของซิตี้แบงก์
ชื่อของ COUNTRY CORPORATE OFFICER คือ เดวิด แอล.เฮนดริกซ์ หรือ เดฟ ดูแลงาน
GLOBAL CONSUMER BANK ซึ่งในวงกว้างนั้นคนจะรู้จักเขามาก เพราะอยู่ที่กรุงเทพนานแล้ว
และคาดว่าจะได้รับการต่ออายุไปอีกเนื่องจากผลงานดี
เฮนดริกซ์จะเป็นผู้ดูแลเรื่องบัตรเครดิต ซึ่งเมื่อก่อนนั้นซิตี้แบงก์มีบัตรเครดิตใบเดียวคือ
ไดเนอร์สการ์ด แต่เดี่ยวนี้ขยายออกไปเยอะมาก ทั้งวีซ่า มาสเตอร์และบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ธรรมดาและบัตรทอง
จึงกล่าวได้ว่าผลงานเรื่องบัตรเครดิตประสบความสำเร็จในแง่ที่มีจำนวนผู้ถือมาก
คนวงในซิตี้แบงก์ให้ความเห็นเกี่ยวกับสไตล์การทำงานของเดฟว่า "เขาเป็นนายที่ดี
เมื่อแต่งตั้งหรือมอบอำนาจให้ใครทำงานแล้ว ไม่มีการล้วงลูก ไม่เคยไปบอกให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้
นอกจากลูกน้องขอความเห็นแต่จะไปเข้างวดเรื่องผลงานเป้าหมายมากกว่าวิธิการทำงาน"
ส่วนโรเบิร์ต วิลสันหรือ โบว์ (BEAU) ซึ่งเป็น REGIONAL MANAGER ดูแล GLOBAL
FINANCE ASIA นั้นจะมีสไตล์การทำงานต่างออกไป คนวงในกล่าวว่า "โบว์จะชอบล้วงลูก
หมายความว่าให้นโยบายแล้วก็เข้ามาดู ทำอย่างโน้นนี้สนใจในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ
เป็นคนที่ละเอียดถี่ถ้วนมาก"
สองคนนี้จะมีวิธีการทำงานที่แตกต่างกัน คนทั้งสองถือว่าเป็นคนที่สูงที่สุดในไทย
เพราะตำแหน่งในไทยของซิตี้แบงก์นั้น ใหญ่ที่สุดก็คือ VP หรือ VICE PRESIDENT
ส่วน PRESIDENT มีคนเดียวอยู่ที่อเมริกาเพราะคอร์ปอเรททั่วโลกแล้วต้องมี
PRESIDENT คนเดียวนอกจากนั้นก็เป็น VP หรือ SVP อะไรก็แล้วแต่ ที่เมืองไทยเป็น
VP
ตามตำแหน่งงานนั้นเฮนดริกซ์จะเป็น CCO หรือ CHIEF CORPORATE OFFICER ส่วนวิลสันเป็น
GFA HEAD "ในทาง CORPORAT TITLE หากนับทุกอย่างแล้วเป็น VP เท่ากัน
แต่ว่าความรับผิดชอบของเฮนดริกซ์มากกว่า เพราะถือว่าเป็ฯหน้าเป็นตาของแบงก์"
แหล่งข่าวอธิบาย
เขาเปิดเผยเรื่องราวที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของวิลสันบางอย่างว่า "ซิตี้แบงก์เกือบไม่ได้อนุญาตทำกิจการวิเทศธนกิจหรือบีไอบีเอฟ
เพราะจะไม่ขอเนื่องจากวิลสันเห็นว่าไม่มีความจำเป็น ซิตี้แบงก์มีสาขาที่สิงคโปร์อยู่แล้ว
สามารถปล่อยสินเชื่อในสกุลเงินดอลลาร์โดยบันทึกบัญชีที่สิงคโปร์ได้"
อย่างไรก็ดี ใบอนุญาตนี้ก็ขอมา แม้ว่าจะไม่ได้แอคทีฟมากก็ตาม เพราะทำในแง่การย้ายมาบันทึกบัญชีที่กรุงเทพเท่านั้น
อดีตซิตี้แบงเกอร์ให้ความเห็นว่า การขอหรือไม่ขอใบอนุญาตเช่นนี้มีความสำคัญตรงที่ว่า
"ในระยะยาวนั้นบีไอบีเอฟ ไม่ใช่การทำแค่ปล่อยสินเชื่อเป็นเงินต่างประเทศ
แต่ถ้าทำปล่อยสินเชื่อเป็นเงินบาทได้ด้วย ก็สามารถมีฐานลูกค้าได้กว้างขึ้นอีก
ซึ่งผู้บริหารต้องมีสายตายาวไกลหรือมีสัยทัศน์กว้างขวางพอควร"
ส่วนโยธินซึ่งเป็น TREASURER ของจีเอฟเอนั้น อดีตซิตี้แบงเกอร์คนหนึ่งให้ความเห็นค่อนข้างแรงว่า
"เขาบริหารคนไม่เป็นมักมีลักษณะหลอกใช้ด้วยคำพูดหวานหู แต่เมื่อถึงคราวที่จะให้รางวัลนั้น
ไม่ได้เป็นไปตามที่ลูกน้องคาดหมาย คล้ายๆ ทำให้ลูกน้องเกิดความคาดหวัง แต่ไม่ได้เป็นไปตามนั้น
ทำให้เกิดความรู้สึกว่าถูกหลอกใช้ และคนออกเพราะเหตุนี้หลายคน"
ทางด้านปัญญาที่เข้ามาเป็น TMU HEAD ที่ถูกลูกน้องพูดถึงในทำนองที่ว่ามีลักษณะการทำงานที่ไม่โปร่งใสและเป็นคนที่ไม่สามารถถ่ายทอดให้คนรู้ได้ว่าต้องการอะไร
"เหมือนกับพูดแล้วฟังไม่รู้เรื่องใช้วิธีปกครองแบบแบ่งแยกกันมาก หากไม่ชอบใจใครก็จะไม่ชอบ
ไม่มีการพิจารณาอย่างยุติธรรมว่าเขาทำงานเป็นอย่างไร แต่จะดูว่านี่เป็นคนของใคร"
แหล่งข่าวที่เคยเผชิญกับลักษณะการปกครองดังกล่าวให้ความเห็น
นอกจากนี้ภายหลังจากที่ปัญญาเข้ามาระยะหนึ่ง และมีพนักงานซิตี้แบงก์ลากออกไปด้วยเหตุผลต่างๆ
เช่น ไม่ชอบหัวหน้างานคนใหม่ ไม่ชอบองค์กรใหม่ ออกตามเจ้านายเก่า ซึ่งประมาณได้ว่าออกไปเป็นจำนวนราว
10 กว่าคน มีตั้งแต่ระดับ VP AVP MANAGER จนกระทั่งเสมียน
คนที่ออกไปนั้นปรากฎว่าไปอยู่ที่บงล.เอกธนาเยอะมากไปบงล.เอ็มซีซีก็มีธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้
ธนาคารมหานคร เป็นต้น
ก็มีคนที่เข้ามาทำหน้าที่แทนเช่นกัน มีทั้งที่มาจากเอกโฮลดิ้ง และส่วนมากมาจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์
โดยเฉพาะผู้ที่เข้ามาร่วมงานกับ TMU
หน่วย TMU ในสมัยหลังได้รวมเอา INTERBANK เข้ามาด้วยทำให้มีเจ้าหน้าที่ประมาณ
14-15 คน ซึ่งปรากฎว่าในจำนวนนี้เหลือคนรุ่นเก่าสมัยที่ไกรฤทธิ์เคยดูแลอยู่แค่
2 คนเท่านั้น คนทั้ง 2 อาจถูกตั้งคำถามร่วมสมัยว่าเป็นพวกวาย หรือ WHY STILL
A CITIBANKER จากบรรดาพวกเอ็กซ์ทั้งหลาย หรือ EX-CITIBANKER ซึ่งมีจำนวนมากกว่า
อดีตคนซิตี้แบงก์เล่าว่า "ทำไมคนที่เข้ามาทำงานแทนที่ในหน่วยนี้ส่วนมากจึงมาจากสแตนชาร์ดฯ
ซึ่งภรรยาคุณปัญญาเคยทำงานในห้องค้าเงินที่นั่น"
ผู้รู้ให้ข้อคิดเห็นว่า "เรื่องนี้อาจจะไม่แปลกอะไร คุณปัญญาเข้ามาในช่วงที่คนออกมาก
ออกแทบหมดทั้งทีม ก็ต้องหาคนมาเติมให้เต็ม และต้องได้คนประเภทที่มีประสบการณ์
สามรถมานั่งทำงานได้ทันที ซึ่งนี่เป็นเหตุผลทำนองเดียวกับที่คนซิตี้แบงก์ออกไปจำนวนมากไปรวมกันอยู่ที่เอกธนาซึ่งไกรฤทธิ์ไปเป็นกรรมการผู้จัดการ
และที่นั่นอยู่ในช่วงต้องการคนที่มีประสบการณ์มาสร้างผลงานเช่นกัน"
ลาออกเป็นเรื่องธรรมดา คนทดแทนมีตลอด
มีผู้กล่าวว่าธนาคารซิตี้แบงก์มีลักษณะการบริหารและการทำธุรกิจแบบไดนามิคมาก
กล่าวคือจะมีการเปลี่ยนชื่อกลุ่ม ชื่อหน่วยงาน การจัดกลุ่มใหม่บ่อย มากกระทั่งการลาออกของพนักงานก็เป็นเรื่องธรรมดา
ถึงกับมีการกล่าวว่าหลังกลับจากลาพักร้อนอาจไม่ได้พบหน้าเพื่อนร่วมงานคนเก่าเพราะลาออกไปแล้ว
การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดเสมอเมื่อมีการเปลี่ยนนายคนใหม่ ในส่วนการลาออกของพนักงานนั้นแม้ว่ากลางปี
2536 จะมีระลอกใหญ่ แต่ว่าไปแล้วการเข้าออกของพนักงานเป็นเรื่องปกติ มีการทำการศึกษาเหมือนกันว่าทำไมคนซิตี้แบงก์ลาออก
เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลระดับภูมิภาคเคยเดินทางมาสอบถามพนักงานระดับกลางเช่นกันว่าทำไมลาออก
หลังจากนั้นก็พยายามมีการปรับปรุงบ้าง แต่การเติบโตอย่างมากของตลาดการเงินไทยในตอนนี้อาจไม่ช่วยให้โครงการปรับปรุงต่างๆ
ในยามนี้ประสบผลสำเร็จ
อดีตคนซิตี้ฯ ยอมรับว่านอกเหนือไปจากเรื่องการลาออกตามนายแล้ว การขยายตัวของตลาดการเงินเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญในการไปจากซิตี้แบงก์
ทั้งนี้ธุรกิจไฟแนนซ์ปัจจุบันไม่ได้มีอัตราผลตอบแทนต่างๆ ที่ด้วยไปกว่าธนาคารต่างชาติเลย
บางแห่งดีกว่าด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ดี โดยปรัชญาแล้วซิตี้แบงก์ไม่สนใจผลเสียของการลาออก อย่างเรื่องการฝึกอบรมนั้นธนาคารถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการจ้างพนักงานมีบางคนไปเข้า
ASSIGNMENT COURSE 1 ปีกลับมาลาออกก็มี ซึ่งธนาคารก็ไม่มีข้อผูกพันอะไร
อดีตเจ้าหน้าที่ซิตี้ฯ ให้ความเห็นว่า "สิ่งที่น่าตกใจนิดหน่อยก็คือเมื่อก่อนนี้คนที่ลาออกไปจะเป็นระดับ
MA และ VP แต่ระยะหลังธนาคารเริ่มเสียคนระดับกลางมากขึ้น อาจมีปัญหาจัดหาคนเข้ามาทดแทนไม่ทัน
และการเปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่บ่อยทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์สืบเนื่องกับลูกค้าชะงักไปได้"
กระนั้นเจ้าหน้าที่คนนี้ก็ยังยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าระบบยังอยู่ได้ "ซิตี้แบงก์มีระบบที่ดีมาก
ต้องการทำอะไรมีให้พร้อม ธนาคารดำเนินงานไปได้ด้วยระบบการทำงานและการควบคุมที่ดี
ความเสี่ยงในระดับต่างๆ นั้น คนซิตี้แบงก์คิดได้ละเอียดถึ่ถ้วนมาก"
เมื่อเร็วๆ นี้ซิตี้แบงก์จัดงานมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่อยู่ร่วมงานกับแบงก์เป็นเวลา
10 ปีขึ้นไปในสาขาซึ่งปรากฎว่ามีตัวเลขผู้รับรางวัลน้อยมาก
กระทั่งมีผู้ตั้งคำถามว่าจะมี MA หรือ MANAGEMENT ASSISTANT หลุดมาเป็น
VP สักกี่คนกันโยธินซึ่งคาดว่าอายุไม่เกิน 40 ก็นับว่าเป็นซีเนียร์มากแล้ว
ขณะที่ไกรฤทธิ์ซึ่งออกมาแล้ว ยังมีความอาวุโสมากกว่าด้วยวัย 41
มองในด้านหนึ่งก็อาจเป็นจุดดีที่แบงก์มีแต่เจ้าหน้าที่วัยกลางคนที่ยังมีพลังในการทำงานอยู่มาก
ส่วนหนึ่งมาจากระบบส่งเสริมแต่ในอีกแง่แบงก์อาจจะขาดแคลนผู้บริหารระดับกลางที่จะพัฒนาขึ้นมาเป็นระดับสูงต่อไปในอนาคต
ในส่วนที่เป็น GFA ซึ่งวิลสันรับผิดชอบนั้นปรากฏว่าระยะหลังเมื่อมีคนใหม่ๆ
เข้ามาแทนที่คนเก่าที่ลาออกไป ส่วนมากคนที่เข้ามาใหม่จะเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งว่ากันว่ามีจำนวนที่เพิ่มขึ้นสูงมากทีเดียวทั้งแขกและฝรั่ง
ผู้รู้ให้ความเห็นว่า "คนต่างชาติเหล่านี้ไม่ได้เก่งกว่าคนไทยเลย
บางคนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เช่นมาดูเรื่อง ASSET BASED FINANCE ซึ่งต้องคุยกับดีลเลอร์รถ
หัวหน้าเป็นคนสิงคโปร์ไม่ใช่คนไทย คนพวกนี้รู้จักตลาดเมืองไทยดีกว่าคนไทยได้อย่างไร
หากมาดูเรื่องคอร์ปอเรทเลนดิ้ง ในบริษัทข้ามชาติก็ไม่เป็นไร เพราะมันเป็นภาษาเดียวกันทั่วโลก"
นอกจากนี้ลักษณะการจ้างงานเจ้าหน้าที่ต่างชาติก็ต่างไปจากจ้างคนไทยมาก
อัตราการจ้างเป็นคนละอัตรา มีการอำนวยความสะดวกต่างๆ ในราคาที่ค่อนข้างสูง
ไม่ว่าจะเป็นที่พักอาศัยและรถประจำตำแหน่ง
ขณะที่ในส่วนที่เป็นGCB นั้นใช้คนไทยทั้งนั้น ยกเว้นเฮนดริกซ์ที่เป็นฝรั่ง
เจ้าหน้าที่ส่วนงานนี้จะมากกว่าเพราะลักษณะงานเป็นงานที่เน้นการใช้แรงงาน
วิลสัยเปิดเผยว่า "ซิตี้แบงก์มีกระบวนการสรรหาคน ปัจจุบันธนาคารมีผู้บริหารฝึกหัดมากกว่า
15 คนทุกปี ซึ่งมาจากนักศึกษาไทยที่จบจากสถาบันการศึกษาในประเทศและศึกษาต่อระดับปริญญาโททั้งในหรือต่างประเทศ
ธนาคารมีโปรแกรมการฝึกอบรมและการเลื่อนขั้นตามระบบ"
ธนาคารฯ นับว่าให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมมาก วิลสันกล่าวว่า "คนที่ทำงานกับเราจะรู้สึกว่าเป็นการศึกษาต่อเนื่องอยู่ตลอด
ทั้งในเรื่องสินค้าและการบริหาร รวมถึงกฏของทางการ ดังนั้นคนที่ทำงาน ที่นี่จึงเป็นคนที่มีความรู้กว้างขวาง"
เขายืนยันด้วยว่าการสูญเสียคนทำงานไปนั้นไม่ใช่ปรากฎการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว
แน่นอนว่าในภาวะที่อุตสาหกรรมการเงินไทยเติบโตเต็มที่ควบคู่ไปกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าพึงพอใจ
การขาดแคบนบุคลากรระดับบริหารและระดับกลางจะเป็นปัญหาสำคัญที่องค์กรทุกแห่งต้องประสบใครมีระบบการจัดการที่ดี
มีวัฒนธรรมองค์กรดี สามารถรักษาคนไว้ได้ ก็จะได้เปรียบในตลาดอยู่ต่อไป
สำหรับซิตี้แบงก์แล้ว แม้จะสูญเสียบุคลากรที่มีฝีมือ และได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีตามแบบอย่างของชาวซิตี้แบงก์แต่ธนาคารสัญชาติอเมริกันแห่งนี้ก็ไม่หวั่น
เพราะมีการเตรียมบุคลากรใหม่ๆ ทั้งภายในและต่างประเทศไว้รองรับอย่างเพียงพอ