|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
แบงก์กสิกรฯเผยแบงก์พาณิชย์อาจตรึงดอกเบี้ยตามแบงก์รัฐ จากสภาพคล่องในระบบที่ยังมีอยู่กว่า 600,000 ล้าน คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับอีกไม่เกิน 0.50% หลังจากนี้ไป มั่นใจยอดสินเชื่อบ้านครึ่งปีหลังจะสูงกว่าครึ่งปีแรก หลังดอกเบี้ยอาร์พีเริ่มคงที่ในช่วงเดือนมิ.ย.-ก.ค. รับการอนุมัติสินเชื่อช่วงที่ผ่านมามีลูกค้าผ่านเกณฑ์น้อยลง จากผลกระทบดอกเบี้ยขาขึ้น
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายสินเชื่อผู้บริโภค ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในทางปฏิบัตินั้นแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยต่อจากนี้ไปจะสูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจาก ทิศทางอัตราดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) และอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพัธบัตรระยะ 14 วัน (อาร์พี)ของไทย และยังมีปัญหาที่นโยบายของทางกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ที่มองต่างมุมกัน ทั้งนี้แม้ว่าจะไม่มีการแทรกแซงใดๆ ก็เชื่อว่าน่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยอีกไม่เกิน 0.50% นับตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือนก.ย. ที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 4 แห่งคือธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ตรึงอัตราดอกเบี้ย
ทั้งนี้ การตรึงอัตราดอกเบี้ยนั้นถือเป็นการชะลอให้การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นช้าลง สำหรับธนาคารพาณิชย์เอง ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากสภาพคล่องยังมีอยู่กว่า 600,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อไม่มีความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ก็อาจจะตรึงอัตราดอกเบี้ยตามธนาคารของรัฐ
อย่างไรก็ตาม สภาพการแข่งขันในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เมื่อพิจารณาจากในไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมาที่อัตราการเติบโตของสินเชื่อบ้านหดตัวลงพอสมควร 10-20% ซึ่งถือว่าค่อนข้างแรง โดยต่อจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี เชื่อว่าการแข่งขันนั้นจะมีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากขนาดตลาดยังคงระดับเดิมขณะที่สัดส่วนผู้แข่งขันมีมากขึ้น
นายชาติชายกล่าวว่า ที่ผ่านมาอัตราการเติบโตของสินเชื่อบ้านนั้นหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งองค์กรที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ต่างๆที่ออกมาพูดในแง่ของอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ประชาชนเกิดความไม่มั่นใจสอดรับกับกระทรวงการคลังที่ออกมาประกาศไม่ต้องการให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อพยุงตลาด ทั้งนี้คาดว่าหลังจากที่อัตราดอกเบี้ยอาร์พีของไทยที่จะเริ่มคงที่ในช่วงเดือนมิ.ย-ก.ค.ประชาชนจะเริ่มกลับมามั่นใจอีกครั้ง มีความกล้าที่จะกู้มากขึ้น และการปล่อยกู้สินเชื่อบ้านในครึ่งปีหลังนี้จะมียอดการปล่อยสินเชื่อมากกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากต้นปีที่ผ่านมามีปัจจัยต่างๆรุมเร้าทั้งเรื่องของอัตราดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน ค่าเงิน ทำให้ธุรกิจเกิดการหดตัวลง
สำหรับการอนุมัตสินเชื่อของธนาคารในขณะนี้นั้นมีมาตรฐานเท่าเดิม ในขณะที่ภาระในการชำระหนี้ของประชาชน หรือ ลูกค้าด้อยลง ทำให้มีผู้ที่ผ่านเกณฑ์ของธนาคารในการกู้น้อยลงเหลือ 50-60% ซึ่งก่อนหน้านี้มีอัตราการอนุมัต 70% ซึ่งจากการที่อัตราการอนุมัติลดลงเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ขึ้นสูง แต่รายได้ของประชาชนเท่าเดิม และปัจจัยต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งค่าวัสดุก่อสร้าง และราคาบ้านที่สูงขึ้น ส่งผลให้ถ้าอัตราดอกเบี้ยขึ้น 1% ลูกค้าจะต้องผ่อนชำระเพิ่ม 6% หรือ ลูกค้ามีรายได้ 20,000 บาทจากที่ผ่อนชำระหนี้ 8,000 บาทจะต้องเพิ่มเป็น 8,480 บาท ทำให้เกิดการชะลอการอนุมัติสินเชื่อลงเนื่องจากรายได้ของลูกค้าไม่ผ่านเกณฑ์ของธนาคาร
|
|
 |
|
|