|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ คาดกำไรกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ลดลงในช่วง 6 เดือน เหตุภาวะตลาดหุ้นซบเซา ขณะที่สัดส่วนนักลงทุนรายย่อยลดลงเหลือ 50% ด้านนักวิเคราะห์ กำไรไตรมาส2/49 ทรงตัวจากไตรมาส 1 แต่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส1/48 หุ้นเด่น ภัทร เหตุ รับรู้รายได้ที่ปรึกษาทางการเงิน โรงกลั่นน้ำมันระยอง เบียร์ช้าง
นายกัมปนาท โลหเจริญวนิช กรรมการผู้อำนวย บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัดในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่าผลประกอบการของบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ยังคงไม่ดีในอีก 6 เดือน เนื่องจากรายได้หลักของโบรกเกอร์ยังคงพึ่งพารายได้หลักจากค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ถึง 85% และจากมูลค่าการซื้อขายเบาบาง และสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยมีการลดลงเหลือ 50% จากเดิมที่นักลงทุนรายย่อยมีสัดส่วนการลงทุน 60-70% เพราะนักลงทุนต่างประเทศเข้ามามีสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งสัดส่วนลูกค้าโบรกเกอร์เป็นนักลงทุนรายย่อย ดังนั้นจึงทำให้ผลประกอบการปรับตัวลดลงตาม
ทั้งนี้เชื่อว่าหากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ภาวะตลาดจะมีการปรับตัวดีขึ้น และเศรษฐกิจก็จะมีการปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน ทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจเข้ามาลงทุนและก็จะส่งผลดีให้มูลค่าการซื้อขายปรับตัวดีขึ้น แต่ขณะนี้โบรกเกอร์ก็จะต้องมีการพัฒนาสินค้าใหม่ๆเพื่อเป็นการกระจายรายได้ไม่พึ่งพารายได้หลักจากนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ เพื่อรองรับการเปิดเสรีค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์ (เสรีคอมมิชชั่น)
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน กล่าวว่า บริษัทคาดว่า กำไรไตรมาส2/49ของกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ คาดว่ากำไรสุทธิจะทรงตัวอยู่ในระดับเดียวกับไตรมาส1/49 จากมูลค่าการซื้อขายที่คาดว่าจะอยู่ในระดับ 18,000 -19,000ล้านบาทต่อวัน เนื่องจากภาวะตลาดไม่ค่อยดี จากราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย ที่เพิ่มขึ้น และจากเศรษฐกิจที่มีการชะลอตัว ปัจจัยการเมืองยังไม่ชัดเจน ทำให้ไม่มีแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน
ทั้งนี้บริษัทที่รับเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนจะมีรายได้จากส่วนดังกล่าว จากไตรมาส1/49 ที่ผ่านมามีหุ้นเข้าจดทะเบียนเพียง 2 บริษัท ซึ่งหากเปรียบเทียบกับไตรมาส2/48 จะมีผลประกอบการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายไตรมาส2/48 อยู่ที่ 14,000 ล้านบาทต่อวัน
สำหรับบริษัทหลักทรัพย์ที่มีผลกำไรโดดเด่น คือ บล.ภัทร เนื่องจาก จะมีรายได้ค่าธรรมเนียมการเป็นที่ปรึกษาในการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนซึ่งมีขนาดที่ใหญ่ คือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ หรือ เบียร์ช้าง และบริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (มหาชน)หรือRRC
แหล่งข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า บริษัทคาดว่ากำไรของกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ไตรมาส2/49 จะมีการปรับตัวดลลงจากไตรมาส1/49 เนื่องจากคาดว่ามูลค่าการซื้อขายจะอยู่ที่ 19,000 ล้านบาทต่อวัน จากไตรมาส1/49 ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 21,000ล้านบาทต่อวัน
|
|
 |
|
|