|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
CENTEL เพิ่มทุนด้วยการออกหุ้นสามัญใหม่ 680.80 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อขายให้ผู้ถือหุ้นเดิม ขายประชาชนทั่วไปและจัดสรรไว้รองรับการแปลงสภาพวอร์แรนต์ ที่บริษัทจะออกวอร์แรนต์แจกฟรีให้ผู้ถือหุ้นเดิม 60.8 ล้านหุ้น พร้อมลดพาร์จาก 5 บาทเหลือ 1 บาท ขณะที่ผลงานไตรมาสแรกปีนี้กำไรตก 24% เนื่องจากต้นทุนค่าใช้จ่ายและวัตถุดิบสูงขึ้น
นายสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน)(CENTEL) เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 2/2549 ซึ่งได้ประชุมเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 ซึ่งที่ประชุมอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ของหุ้นจากเดิมมูลค่าหุ้นละ 5 บาทเป็นมูลค่าหุ้นละ 1 บาท อันเป็นผลให้จำนวนหุ้นที่ออกและเสนอขายแล้วทั้งหมดของบริษัทเปลี่ยนแปลงจากเดิมจำนวน 180 ล้านหุ้น เป็นจำนวน 900 ล้านหุ้น และให้แก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 4 ของบริษัทเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ของหุ้น
พร้อมกันนี้บอร์ดยังอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิมจำนวน 900 ล้านบาท เป็นจำนวน 1,580.80 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 680.80 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท โดยหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าว จะจัดสรรดังนี้คือจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 450 ล้านหุ้น เพื่อเสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนในอัตราส่วน 2 หุ้นสามัญเดิมต่อ 1 หุ้นสามัญใหม่ ในราคาหุ้นละ 1.60 บาท และ จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 170 ล้านหุ้น เพื่อเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป ภายหลังการเสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนหุ้นที่เหลือ 60.80 ล้านหุ้น จะจัดสรรเพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท
โดยบอร์ด ได้มีมติอนุมัติให้ออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิ(วอร์แรนต์)ที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทแก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทตามสัดส่วนการถือหุ้น (right warrant) โดยไม่คิดมูลค่า จำนวน 60,800,000 หน่วย อายุไม่เกิน 2 ปี โดยบริษัทคาดว่าจะออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วน และการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปแล้ว และภายหลังจากที่ได้รับการอนุญาตให้เสนอขายหลักทรัพย์จากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะจัดสรรในอัตราส่วน 25 หุ้นสามัญต่อใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วย อัตราการใช้สิทธิ 1 หน่วย มีสิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ 1 หุ้นในราคา 90-110%
ทั้งนี้ เงินที่ได้จากการเพิ่มทุน CENTEL จะนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนมาสำรองไว้ใช้ในการขยายธุรกิจด้านโรงแรม 3-4 แห่งรวมถึงการขยายธุรกิจด้านอาหาร และเป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท อันจะส่งผลให้บริษัทมีศักยภาพมากขึ้นในการสร้างรายได้และกำไรและเพิ่มสภาพคล่องและฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งให้กับบริษัทต่อไปในอนาคต
กำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2549 ในวันที่ 21 มิถุนายน 2549 เวลา 14.30 น. ณ โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัลพลาซา กรุงเทพมหานคร และกำหนดปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อสิทธิในการเข้าร่วมประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2549 ในวันที่ 1 มิถุนายน 2549 เวลา 12.00 น. จนกว่าการประชุมจะแล้วเสร็จ
ขณะที่ CNTEL แจ้งงบการเงินไตรมาสแรกปีนี้ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 151.52 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 198.58 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรต่อหุ้นลดลงจาก 1.10 บาทเหลือ 84 สตางค์ต่อหุ้น หรือลดลง 23.70% ขณะที่บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวมของบริษัทและบริษัทย่อยในไตรมาส 1/2549 เท่ากับ 1,731.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 10.9% โดยเพิ่มขึ้นจากธุรกิจโรงแรม 7.7% และจากธุรกิจอาหาร 13.3%
โดยผลกำไรที่ลดลงเนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้กำไรสุทธิของอาหารลดลง 2.1% ขณะที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น19.5 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีการเบิกเงินกู้เพื่อมาสนับสนุนโครงการ (3) ค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้น 22.2 ล้านบาท เนื่องจากการขยายการลงทุนในกิจการด้านอาหาร และโรงแรม อีกทั้งการปิดโรงแรมเซ็นทรัลวงศ์อมาตย์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2548 ทำให้กำไรลดลง 16 ล้านบาทและการเปิดโรงแรมเซ็นทรัลกระบี่เบย์ รีสอร์ทเพียงบางส่วนทำให้เกิดต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 21.7 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าผลการดำเนินงานจะดีขึ้นเมื่อเปิดดำเนินการเต็มพื้นที่ในเดือนสิงหาคม 2549 อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่ายภาษีเงินได้และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) แล้วในไตรมาส 1 มียอด 424.8 ล้านบาท เทียบกับ 446.7ล้านบาทของไตรมาส 1 ปีที่แล้ว ลดลงเพียง 21.9 ล้านบาทหรือ 4.9%
|
|
 |
|
|