|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
พานาโซนิค เดินหมากแก้เกม สมรภูมิรบ พลาสม่าทีวี เตรียมโยกฐานการผลิตสู่ประเทศที่มีต้นทุนต่ำลง เล็งไทยและสิงคโปร์เป็นเป้านิ่ง จากเดิมที่ผลิตในญี่ปุ่นเป็นหลัก คาดช่วยลดความต่างของราคาสินค้ากับผู้นำตลาดได้ ล่าสุดอัดเม็ดเงินกว่า 256 ล้านบาท ระเบิดแคมเปญฟาดแข้ง “พานาโซนิค ซูเปอร์โกล ซูเปอร์เกม” ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด หวังกระตุ้นยอด ประเดิมเชียงใหม่เป็นที่แรก มั่นใจโกยยอดขายสินค้าหมวดเอวีโตอีก 10 % จากเดิม 5,500 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา
นายฮิโรยูกิ มุโตะ ผู้อำนวยการส่วนการขายและการตลาด บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ พานาโซนิค เปิดเผยว่า ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่นและจีน คิดเป็นรายได้กว่า 20 % ของตลาดเอเชีย และถือเป็นตลาดหลักรองจาก ออสเตรเลียและสิงคโปร์ โดยเฉพาะสินค้าในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะนี้กำลังเป็นที่จับตามองของทางสำนักงานใหญ่ว่า จะมีการผลักดันในด้านของการซัพพรอตสินค้าและการจำหน่ายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสินค้าประเภท พลาสม่าทีวี และแอลซีดีทีวี ที่จะมีการทำตลาดมากที่สุดในปี 2549
สำหรับแผนการตลาดในปีนี้นั้น บริษัทฯจะวางโพซิชันนิ่งของ พลาสม่าทีวีเน้นจับตลาดจอใหญ่ ซึ่งจะมีการเปิดตัวในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้จำนวนกว่า4 รุ่น โดยมีขนาด 50 นิ้ว 1 รุ่น และ 42 นิ้ว 3 รุ่น ส่วนแอลซีดีทีวี จะเน้นจับตลาดจอเล็กกลุ่มโปรเจกชั่นทีวี โดยจะวางจำหน่ายทั้งหมด 4 รุ่น
ล่าสุดบริษัทฯมีแผนที่จะทำการย้ายฐานการผลิตจอพลาสม่าทีวีและแอลซีดีทีวี มาผลิตในประเทศที่มีต้นทุนต่ำลง ซึ่งในขณะนี้กำลังพิจารณาอยู่ว่าควรจะเป็นประเทศใดในกลุ่มภูมิภาคนี้ ระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ ที่ถือได้ว่ามีความน่าสนใจและมีศักยภาพในการผลิตมากที่สุด
“ประเทศไทยมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก อีกทั้งบริษัทฯ ยังมีฐานการผลิตในส่วนของ ซีอาร์ทีทีวีอยู่ในไทยอีกด้วย ซึ่งหากจะย้ายฐานผลิตพลาสม่าทีวีและแอลซีดีทีวีมายังไทย จึงมิใช่เรื่องยากเพียงแค่ย้ายเครื่องจักรมาจากประเทศญี่ปุ่นและเพิ่มไลน์การผลิต พร้อมขยายพื้นที่ของโรงงานเดิมเท่านั้น แต่หากย้ายไปสิงคโปร์ ต้องเริ่มลงทุนใหม่ทั้งหมด จะใช้งบสูงกว่า อย่างไรก็ตามคาดว่าจะได้ข้อสรุปปลายปีนี้แน่นอน”
นายมุโตะ กล่าวว่า บริษัทฯยังได้เตรียมงบการตลาดอีก 256 ล้านบาท หรือกว่า 50 % ของงบจัดแคมเปญตลอดทั้งปี และอีก 50 ล้านบาท จากงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ตลอดทั้งปีมูลค่า 450 บาท รวม 656 ล้านบาท ในการจัดแคมเปญใหญ่ในครึ่งปีแรก ต้อนรับฟุตบอลโลก ภายใต้แคมเปญ “พานาโซนิค ซูเปอร์โกล ซูเปอร์เกม” ระหว่างวันที่ 24 มี.ค.-31 พ.ค.นี้ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดรวม 9 จังหวัด โดยในส่วนของต่างจังหวัดนั้น เริ่มจากจังหวัดเชียงใหม่เป็นที่แรก พบว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นราย และสามารถจำหน่ายสินค้าในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 10 % ในช่วงเวลาดังกล่าว หรือไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท
“ตลอดทั้งปีบริษัทฯมีแผนการจัดแคมเปญใหญ่ 2 ครั้ง และแคมเปญย่อยอีกทุกเดือน พร้อมการรีโนเวทชอป และดีสเพล์ ให้เข้ากับแคมเปญที่จะจัดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ โดยมั่นใจว่าตลอดทั้งปี บริษัทฯจะมียอดขายสินค้าในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเอวีเพิ่มขึ้น อีก 10 % จากเดิมในปี 2548 ที่ปิดยอดขายที่ 5,500 ล้านบาทไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่วนยอดขายในช่วงไตรมาสแรกของการดำเนินธุรกิจปีนี้ โดยเฉพาะเดือนเมษายนที่ผ่านมาพบว่า มียอดขายเพิ่มขึ้น 25 % จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 10 % ส่วนหนึ่งมาจากการจัดแคมเปญดังกล่าว”
ทั้งนี้ในปี 2548 ที่ผ่านมา ตลาดพลาสม่าทีวี อันดับ 1 คือ แอลจี มีแชร์28 % อันดับสอง ซัมซุง แชร์ 19 % โดยมีพานาโซนิคอยู่อันดับ 3 ร่วมกับโซนี่และไพโอเนียร์ มีแชร์เท่ากัน คือ 14 % ส่วนตลาดแอลซีดีทีวี อันดับหนึ่ง คือ ชาร์ป 24 % รองลงมาคือ แอลจี 23 % ส่วนอันดับสาม คือ ฟิลิปส์ มีแชร์ 17%
ทางด้านนายธวัฒพล สุโรจนกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท นิยมพานิช จำกัด ตัวแทนจำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าและไอทีรายใหญ่ของภาคเหนือ เปิดเผยว่า ลูกค้าในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงอย่างจังหวัดลำพูนและลำปาง มีกำลังซื้อสูง ซึ่งเมื่อวางจำหน่ายสินค้า กลุ่ม พลาสม่า แอลซีดี ปรากฎผลตอบรักดีมาก กว่า 90% ที่เข้ามาชมแล้วจะซื้อกลับไป ซึ่งปีนี้ คาดว่า รายได้ทั้งปีจะโตเป็นตัวเลข 2 หลัก จากปีก่อนที่สร้างยอดขายได้กว่า 10,000 ล้านบาท
|
|
 |
|
|