Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤศจิกายน 2543








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤศจิกายน 2543
ตลาดสวอป ทางออกนักลงทุน?             
 


   
search resources

Investment




แม้ว่าจะเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าอนุพันธ์ (Derivatives) ได้ กลายเป็นเครื่องมือสำคัญต่อกระบวน การลงทุน การจัดหาเงินทุน ตลอดจนการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) รวมทั้งเป็นแหล่งรายได้ ที่มีบทบาทสูงของสถาบันการเงินก็ตาม ผู้กำกับสถาบันการเงิน และผู้บริหารธุรกิจหลายแห่งกลับมีความเป็นห่วงว่าเครื่องมือทางการเงิน ที่ซับซ้อนจะทำให้ระบบสถาบันการเงินมีความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติการณ์ทางการเงินมากขึ้น

เช่นเดียวกับตลาดการแลกเปลี่ยน (swap market) ในยุคแรกๆ นั้น จัดเป็นผลแนวความคิดด้านค้ากำไร โดยมุ่งหวัง ที่จะฉกฉวยผลประโยชน์จาก ความได้เปรียบเสียเปรียบของธุรกิจ 2 แห่งในการระดมทุนจากตลาดต่างๆ

ตลาดสวอป เริ่มขึ้นในทศวรรษ 1960 โดยเป็นการสวอปเงินตราต่างประเทศ (currency swap) และความ สำคัญของตลาดนี้ได้เพิ่มขึ้นมาอย่าง ต่อเนื่องจากปัจจัยหลักๆ คือ เกิดจากกระแสโลกาภิวัตน์ของตลาดทุนระหว่างประเทศ ก่อให้เกิดการสวอปเงินตราต่างประเทศ เป็นส่วนทำให้การเชื่อมโยง ของตลาดการเงินระหว่างประเทศมีบทบาทมากขึ้น

ประการต่อมา เกิดจากนวัตกรรม เกี่ยวกับการสวอปอัตราดอกเบี้ยได้ทำให้เกิดการแปรรูปแนวทางการจัด การหนี้สินระยะปานกลาง และการจัดการทรัพย์สินของธุรกิจ

ประการสุดท้าย ความมุ่งมั่นของ ธนาคารโลกต่อการผลักดันโครงการ สวอปด้วยการเป็นผู้นำ และผู้ใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างจริงจัง ได้ทำให้เทคนิคนี้ได้รับความนิยมเร็วกว่าปกติ

สำหรับในประเทศไทยตลาด สวอป มีขนาดใหญ่ และมีประสิทธิภาพมากในช่วงปี 1994 โดยเฉพาะรูปแบบการระดมทุนในต่างประเทศ (offshore) จนกระทั่งเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ตลาดสวอปไทยได้หยุดชะงักลงช่วง 18-24 เดือนที่ผ่านมา แต่ก็มีการระดมทุนในต่างประเทศบ้างเป็นครั้งคราว

"นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้การระดมทุนในต่างประเทศของนักลงทุนไทยมีไม่มาก เกิดจากความไม่แน่นอนเรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่าย รวมถึงข้อจำกัดของสภาพคล่อง และเมื่อไม่นานมา นี้การระดมทุนในประเทศมีการเติบโตอย่างมาก" เกรก เมเจอร์ หัวหน้าฝ่ายตลาดอนุพันธ์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกธนาคารเอบีเอ็น แอมโรกล่าว

หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้เงื่อนไขต่างๆ ของการระดมทุน ในประเทศ (onshore) ดีขึ้น อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินในตลาดต่างประเทศ (offshore lending) ว่าธนาคารพาณิชย์มีขีดความสามารถจำกัดในสนับสนุนการระดมทุนรูปแบบดังกล่าว

เมเจอร์บอกว่าการพัฒนาของตลาดการระดมทุนในประเทศ (on-shore market) สิ่งแรก ที่จะต้องคิด คือ ในเรื่องความเสี่ยงของทั้งธนาคารพาณิชย์ และลูกค้า อีกทั้งความกระตือ รือร้นการพัฒนาตลาดทุนในประเทศ

"นี่เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับการพัฒนาตลาดการแลกเปลี่ยนเงินตราในประเทศ (local currency swap market)"

หากสังเกตระหว่างตลาดพันธบัตร (bond) กับตลาดสวอป ซึ่งมีการเติบโตอย่างรวดเร็วมีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกันอย่างไรนั้น สำหรับในไทย สามารถคาดเดาได้ว่าตลาดพันธ บัตร และตลาดสวอปจะเติบโตคู่กันไป ตลาดพันธบัตรจะยังไม่อาจขยายตัวได้มากหากตลาดสวอปไม่เติบโตอย่างรวดเร็ว

"เหตุผลก็คือ คุณกำลังจะมีแหล่งเงินทุนจากนักลงทุนไม่ว่าจะเป็นจากรายย่อยหรือนักลงทุนสถาบัน และตลาดพันธบัตรมาดึงเงินจากนักลงทุนแล้วส่งกลับไปให้ผู้กู้ยืมอีกทีหนึ่ง" เมเจอร์บอก

อย่างไรก็ดี หากผู้กู้ยืมเหล่านั้น ไม่สามารถบริหารความเสี่ยง ที่มีอยู่ด้วยได้แล้ว หรือใช้เงินทุน เพื่อแปลงเป็นเงินสกุลอื่นหรือทำธุรกรรมอื่น ก็ไม่สามารถใช้เงิน ที่ระดมทุนได้อย่างเต็มประสิทธิ ภาพ ตลาดสวอปจะโตขึ้นสอดคล้องกับตลาดพันธบัตร และทั้งสองก็จะหล่อเลี้ยงกัน

ในตลาดการเงินแถบเอเชียมีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะชี้ได้ว่าตลาดการเงินไทยก็น่าจะมีการพัฒนาในเชิงบวกด้วย เพราะหากดูตลาด หุ้นรอบเอเชีย ที่มีการพัฒนาขึ้นมา ปรากฏว่าแต่ละแห่งยังทิ้งห่างกันในแง่ของการพัฒนาการในแง่เวลา ที่เห็นได้ชัด คือ ฮ่องกง ซึ่งพัฒนาไปเป็นแห่งแรก และปัจจุบันเป็นตลาดที่มีความคล่องตัวสูง รวมทั้งเป็นตลาดตราสารอนุพันธ์ด้วย

ตลาดสิงคโปร์ ที่โตมาด้วยกัน ครึ่งปีแรก ที่ผ่านมาออกพันธบัตรสกุลเงินในประเทศในปริมาณ ที่มาก และเมื่อผลิตภัณฑ์ในรูปของตราสารอนุพันธ์มีความคล่องตัวเพิ่มขึ้นมากโดยอยู่ในรูปสกุลเงินดอลลาร์สิงคโปร์ รวมทั้งมีความซับซ้อนมากขึ้น

"ตลาดที่พัฒนาในทางเดียวกัน อย่างเช่น อินเดียหรือไต้หวันที่ตลาดพันธบัตรมีการวางรากฐานดี และตลาด สวอปก็กำลังเติบโต และเริ่มเข้าสู่ช่วงการเสนอผลิตภัณฑ์ ที่ซับซ้อนขึ้น หรือแม้แต่ในไทยจะเห็นได้ว่าตลาดพันธ บัตร และตลาดสวอปโน้มเอียงไปในทาง ที่จะเติบโตแบบเดียวกับ ที่เราเห็นในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิก" เมเจอร์อธิบาย

เกิดคำถามตามมาว่าแล้วไทยจะเรียนรู้อะไรได้บ้าง ซึ่งถ้าหากกลับไปดูสิ่งที่สิงคโปร์ดำเนินการไป จะเห็นการเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาของตลาดตราสารหนี้

"คาดว่าไทยจะใช้กรอบเวลาเช่นเดียวกัน ถ้าสมมติว่าเราไม่ได้ศึกษาวิกฤติการณ์ในเอเชีย ซึ่งมองว่าการพัฒนาตลาดพันธบัตร และตลาดสวอปทั้งหมดจะช่วยไม่ให้เกิดวิกฤติได้ คุณอาจจะคิดว่าอีกสองปีข้างหน้าก็จะเริ่มเห็นตลาดที่สดใส"

สิ่งที่ตามมา ก็คือ ตลาดรอง ที่เข้มแข็งในแง่พันธบัตร และอนุพันธ์ ซึ่งทั้งผู้กู้ยืม และผู้ลงทุนจะหาช่องทางเข้า ไปร่วมด้วย "มันจำเป็นที่จะต้องมีทั้งผู้กู้ยืม และนักลงทุนในตลาดสวอป เพราะจะเป็นตัวผลักดัน ถ้าหากภายในหนึ่งปีหรือปีครึ่ง ไทยไม่สามารถสร้างฐานทั้งสองด้านนี้ได้ก็จะนำไปสู่ความชะงักงัน" เมเจอร์บอก

น่าสนใจเมื่อมองย้อนกลับไป ที่สิงคโปร์ และเห็นว่าตลาดเขาเติบโตมาอย่างไร คือ จะเห็นทั้งภาวะการไหลเข้า และไหลออกของเงินทุน ช่วงแรกผู้กู้ยืม เข้าจู่โจมจากด้านการเสนอขายในตลาดดอลลาร์สิงคโปร์ จากนั้น ผู้ระดมทุนต่าง ชาติก็เข้ามาออกพันธบัตรในรูปดอลลาร์ สิงคโปร์ แต่ไม่ได้สวอปเป็นดอลลาร์สหรัฐหรือสกุลยูโร ที่จะช่วยธุรกิจจากทางด้านของหนี้

ท้ายที่สุดก็เกิดพันธบัตรล้นเกิน เป็นเวลาเดียวกับ ที่เริ่มเห็นธุรกิจด้านโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากเกิดความล่าช้ากว่ากำหนด และได้รับการกระตุ้นจากคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจ และหน่วยงานอื่นๆ ของสิงคโปร์ ทำให้เกิดความต้องการการระดมทุนในรูปดอลลาร์สิงคโปร์ระยะยาว

"ส่งผลให้เกิดการสวอปแบบอัตราผลตอบแทนคง ที่ ที่มีกำหนดระยะเวลานาน ทำให้เกิดการแกว่งกลับไปอีกด้านหนึ่ง การไหลเข้า และออกระหว่างผู้กู้ยืมกับนักลงทุนค่อยๆ ทำให้เกิดสภาพ คล่อง และสร้างตลาดแบบสองทางที่ดีขึ้นมาด้วย นับว่าเป็นรูปแบบ ที่ไทยควรจะใช้เช่นกัน" เมเจอร์ให้ความเห็น

สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะบอกว่าถ้าหาก เป็นบริษัทในไทยในยุคก่อน ที่จะมีตลาด พันธบัตรหรือตลาดสวอป หากต้องการระดมทุนเป็นสกุลต่างประเทศต้องกู้ยืมจากต่างประเทศโดยผ่านธนาคารหรือตลาดพันธบัตร

"แต่ทุกวันนี้คุณมีทางเลือก อาจจะออกพันธบัตรในประเทศเป็นเงินบาทแล้วใช้ตลาดสวอป เพื่อระดมเงินสกุลต่างประเทศได้ วิธีนี้ไม่เคยทำมาก่อน คุณจะต้องตัดสินใจให้ดีระหว่างอัตราดอกเบี้ยในประเทศกับต่างประเทศ และระหว่างดอกเบี้ยของพันธบัตรกับการสวอป" เมเจอร์กล่าว

ดังนั้น ไม่ว่าจะในจุดไหนก็ตามหากต้องการระดมเงินสกุลต่างประเทศ อาจจะออกพันธบัตรสกุลเงินบาทแล้ว สวอปเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐหรือเยนญี่ปุ่น หรืออาจจะไปติดต่อกับแหล่งเงินทุนต่างประเทศโดยตรงก็ได้

"ไม่ว่าจะเลือกแบบไหนก็หมาย ความว่ามีทางเลือกมากขึ้นในการระดมทุน และเรากำลังจะใช้ตลาดสวอป เพื่อผลักดันแหล่งเงินทุน ที่มีต้นทุนถูกลง" เมเจอร์บอก

เช่นเดียวกัน หากธุรกิจไหนดำเนินงาน ที่เกี่ยวข้องกับเงินบาทล้วนๆ และต้องการระดมทุนในรูปเงินบาทอาจไประดมทุนจากตลาดพันธบัตร แต่ด้านกลับ ก็คือ ธุรกิจนั้น อาจจะมีหนี้สินในรูปสกุลเงินต่างประเทศในงบดุล จากวิธีย้อนกลับ ที่อาจจะระดมทุนในรูปแบบ เงินกู้ร่วม (syndicated loan) หรือตลาดแยงกี้

"ครั้งนี้ ก็ใช้ตลาดสวอปเป็นตัวแปลงเงินสกุลต่างประเทศให้กลับเป็นหนี้เงินบาท ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับอัตราผลตอบ แทน เพราะเมื่อทำแล้วอาจจะได้ต้นทุนถูกกว่า ที่จะไปชำระหนี้สกุลเงินต่างประเทศ" เมเจอร์กล่าว

อย่างไรก็ดี จะต้องคิดให้รอบ คอบระหว่างการกู้เงินในประเทศ และต่างประเทศ แล้ววางแนวทางผสมผสาน เรื่องสกุลเงิน และอัตราดอกเบี้ย ที่ต้อง การไว้ แล้วใช้ความคล่องตัวของตลาดทุน และตลาดเงินกู้ดำเนินการตามแนวทางของธุรกิจ

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us