"พฤกษา" สบโอกาสใช้วิกฤติเป็นโอกาส เดินหน้าลุยตลาดทาวน์เฮาส์บีโอไอ ราคา6แสนบาทเพิ่มอีก 3โครงการ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของราคาน้ำมัน ดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่ขยับขึ้น หลังกำลังผ่อนบ้านของลูกค้าเริ่มน้อยลง ระบุยังเร็วไปที่จะปรับเป้ารายได้แม้จะเปิดโครงการเพิ่ม เผยยอดขายไตรมาสแรก 2,084 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% กำไรสุทธิที่ 369.4 ล้านบาท เพิ่ม 24% เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันปี48
นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธ์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันและแนวโน้มการปรับอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทต้องปรับแผนธุรกิจและการบริหารสต็อกที่อยู่อาศัย เพื่อรับมือกับสถานการณ์เงินเฟ้อ และความสามารถในการผ่อนของกลุ่มลูกค้าของบริษัทใหม่ โดยล่าสุดบริษัทได้ปรับแผนการพัฒนาสินค้า โดยนำกำไรสุทธิที่ได้จากการดำเนินการส่วนหนึ่ง มาลงทุนในการพัฒนาโครงการทาวน์เฮาส์ระดับราคา 6 แสนบาทต่อยูนิต หรือเรียกว่าบ้านบีโอไอ เพิ่มเติม 3 โครงการในย่านถนนเทพารักษ์
โดยโครงการใหม่ที่เพิ่มเข้ามาใหม่3 โครงการนี้เป็นโครงการในกลุ่มที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ทำให้ในปี2549 นี้ บริษัทจะมีการพัฒนาโครงการออกขายในตลาดรวม 17 โครงการ มูลค่าขายรวม 8,204 ล้านบาท หรือมีจำนวนหน่วยในการพัฒนาเพิ่มเป็น 6,373 หน่วย จากเดิมที่มีแผนในการเปิดขายโครงการตลอดทั้งปีรวม14 โครงการ
นอกจากนี้ บริษัทยังปรับลดขนาดสินค้าและราคาขาย รวมถึงสัดส่วนในการพัฒนาสินค้าใหม่ โดยการลดขนาดของสินค้า และราคาขายดังกล่าวเพื่อให้ เหมาะสมกับกำลังการผ่อนที่อยู่อาศัยของลูกค้าซึ่งมีศักยภาพในการผ่อนส่งสถาบันการเงินที่ลดลง ทั้งนี้ จากการปรับลดขนาด และราคาขายลงทำให้ระดับราคาขายเฉลี่ยของโครงการประเภททาวน์เฮาส์มีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 1.21 ล้านบาท จากเดิมราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.23 ล้านบาท ส่วนระดับราคาบ้านเดี่ยวจะมีระดับราคาเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 2.59ล้านบาทจากเดิมราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.05 ล้านบาท
สำหรับการปรับสัดส่วนการพัฒนาสินค้าใหม่ จะทำให้ สัดส่วนในการพัฒนาบ้านเดี่ยวลดลงเหลือทั้งสิ้น 5 โครงการจำนวน1,190 ยูนิต มูลค่า 3,181 ล้านบาท โดยประมาณการในแง่มูลค่าขายคิดเป็น37% จากเดิมมีสัดส่วนมูลค่าขายที่ 43% ส่วนโครงการทาวน์เฮาส์มี 11โครงการ จำวน 4,833 ยูนิต มูลค่า 4,773 ล้านบาท จากเดิมมีจำนวนในการพัฒนาอยู่ 8 โครงการ หรือประมาณการในแง่มูลค่าการขายเพิ่มขึ้นเป็น63% จากเดิม 57% ส่วนโครงการคอนโดมิเนียม มีการพัฒนา 1 โครงการ จำนวน 350 ยูนิต มูลค่า 250 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในปี49 บริษัท มีสัดส่วนการพัฒนาบ้านที่อยู่อาศัยระดับราคา 3-5 ล้านบาทลดลงเหลือ 8% จากเดิม 10% ที่อยู่อาศัยระดับราคา 5 ล้านบาท ลดลงเหลือ 10% จากเดิม 12% ที่อยู่อาศัยระดับราคา 1-3 ล้านบาทเพิ่มเป็น 47% จากเดิม 42% ที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 38% จากเดิม 36%
ด้านนาย ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า แม้ทางบริษัทจะมีการปรับแผนการพัฒนาโครงการใหม่เพิ่มอีก 3 โครงการ แต่ขณะนี้บริษัทยังไม่มีแผนในการปรับเป้ายอดขายใหม่ ซึ่งยังเร็วเกินไปที่จะมีการปรับเป้ายอดขาย โดยบริษัทยังคงตั้งเป้ารายได้รวมทั้งปีไว้ 9,000 ล้านบาท หรือมียอดขายประมาณ 7,000-8,000 ยูนิตตลอดทั้งปี ส่วนการปรับลดราคาขายของสินค้าใหม่ลงมานั้น จะไม่ส่งผลต่ออัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทแต่อย่างใด เนื่องจากในการปรับราคาขายใหม่ดังกล่าว บริษัทก็มีการปรับลดขนาดของสินค้าลงไปด้วย ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการพัฒนาโครงการไม่ยังคงมีสัดส่วนเท่าเดิม
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 33.8% จากเป้าที่พยายามรักษาไว้ที่ 33-34% ซึ่งแม้ว่าจะมีการพอร์ตใหม่ ก็ยังมั่นใจว่าจะสามารถรักษาระดับอัตรากำไรเบื้องต้นไว้ที่ 33-34% ได้ สำหรับผลประกอบการของบริษัทในไตรมาสแรก บริษัทมียอดขายรวม 2,084 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี49 ที่มียอดขาย 1,659 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายทาวน์เฮาส์ 1,306ล้านบาท และยอดขายบ้านเดี่ยว 779ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิที่ 369.4 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี48
|