Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน9 พฤษภาคม 2549
พฤกษารับมือวิกฤตผุดบ้านBOI ปรับลดขนาดบ้าน-ราคาขายพยุงคนผ่อนรายใหม่             
 


   
www resources

โฮมเพจ พฤกษา เรียลเอสเตท

   
search resources

พฤกษา เรียลเอสเตท, บมจ.
ทองมา วิจิตรพงศ์พันธ์
Real Estate




"พฤกษา" สบโอกาสใช้วิกฤติเป็นโอกาส เดินหน้าลุยตลาดทาวน์เฮาส์บีโอไอ ราคา6แสนบาทเพิ่มอีก 3โครงการ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของราคาน้ำมัน ดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่ขยับขึ้น หลังกำลังผ่อนบ้านของลูกค้าเริ่มน้อยลง ระบุยังเร็วไปที่จะปรับเป้ารายได้แม้จะเปิดโครงการเพิ่ม เผยยอดขายไตรมาสแรก 2,084 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% กำไรสุทธิที่ 369.4 ล้านบาท เพิ่ม 24% เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันปี48

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธ์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันและแนวโน้มการปรับอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทต้องปรับแผนธุรกิจและการบริหารสต็อกที่อยู่อาศัย เพื่อรับมือกับสถานการณ์เงินเฟ้อ และความสามารถในการผ่อนของกลุ่มลูกค้าของบริษัทใหม่ โดยล่าสุดบริษัทได้ปรับแผนการพัฒนาสินค้า โดยนำกำไรสุทธิที่ได้จากการดำเนินการส่วนหนึ่ง มาลงทุนในการพัฒนาโครงการทาวน์เฮาส์ระดับราคา 6 แสนบาทต่อยูนิต หรือเรียกว่าบ้านบีโอไอ เพิ่มเติม 3 โครงการในย่านถนนเทพารักษ์

โดยโครงการใหม่ที่เพิ่มเข้ามาใหม่3 โครงการนี้เป็นโครงการในกลุ่มที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ทำให้ในปี2549 นี้ บริษัทจะมีการพัฒนาโครงการออกขายในตลาดรวม 17 โครงการ มูลค่าขายรวม 8,204 ล้านบาท หรือมีจำนวนหน่วยในการพัฒนาเพิ่มเป็น 6,373 หน่วย จากเดิมที่มีแผนในการเปิดขายโครงการตลอดทั้งปีรวม14 โครงการ

นอกจากนี้ บริษัทยังปรับลดขนาดสินค้าและราคาขาย รวมถึงสัดส่วนในการพัฒนาสินค้าใหม่ โดยการลดขนาดของสินค้า และราคาขายดังกล่าวเพื่อให้ เหมาะสมกับกำลังการผ่อนที่อยู่อาศัยของลูกค้าซึ่งมีศักยภาพในการผ่อนส่งสถาบันการเงินที่ลดลง ทั้งนี้ จากการปรับลดขนาด และราคาขายลงทำให้ระดับราคาขายเฉลี่ยของโครงการประเภททาวน์เฮาส์มีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 1.21 ล้านบาท จากเดิมราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.23 ล้านบาท ส่วนระดับราคาบ้านเดี่ยวจะมีระดับราคาเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 2.59ล้านบาทจากเดิมราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.05 ล้านบาท

สำหรับการปรับสัดส่วนการพัฒนาสินค้าใหม่ จะทำให้ สัดส่วนในการพัฒนาบ้านเดี่ยวลดลงเหลือทั้งสิ้น 5 โครงการจำนวน1,190 ยูนิต มูลค่า 3,181 ล้านบาท โดยประมาณการในแง่มูลค่าขายคิดเป็น37% จากเดิมมีสัดส่วนมูลค่าขายที่ 43% ส่วนโครงการทาวน์เฮาส์มี 11โครงการ จำวน 4,833 ยูนิต มูลค่า 4,773 ล้านบาท จากเดิมมีจำนวนในการพัฒนาอยู่ 8 โครงการ หรือประมาณการในแง่มูลค่าการขายเพิ่มขึ้นเป็น63% จากเดิม 57% ส่วนโครงการคอนโดมิเนียม มีการพัฒนา 1 โครงการ จำนวน 350 ยูนิต มูลค่า 250 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในปี49 บริษัท มีสัดส่วนการพัฒนาบ้านที่อยู่อาศัยระดับราคา 3-5 ล้านบาทลดลงเหลือ 8% จากเดิม 10% ที่อยู่อาศัยระดับราคา 5 ล้านบาท ลดลงเหลือ 10% จากเดิม 12% ที่อยู่อาศัยระดับราคา 1-3 ล้านบาทเพิ่มเป็น 47% จากเดิม 42% ที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 38% จากเดิม 36%

ด้านนาย ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า แม้ทางบริษัทจะมีการปรับแผนการพัฒนาโครงการใหม่เพิ่มอีก 3 โครงการ แต่ขณะนี้บริษัทยังไม่มีแผนในการปรับเป้ายอดขายใหม่ ซึ่งยังเร็วเกินไปที่จะมีการปรับเป้ายอดขาย โดยบริษัทยังคงตั้งเป้ารายได้รวมทั้งปีไว้ 9,000 ล้านบาท หรือมียอดขายประมาณ 7,000-8,000 ยูนิตตลอดทั้งปี ส่วนการปรับลดราคาขายของสินค้าใหม่ลงมานั้น จะไม่ส่งผลต่ออัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทแต่อย่างใด เนื่องจากในการปรับราคาขายใหม่ดังกล่าว บริษัทก็มีการปรับลดขนาดของสินค้าลงไปด้วย ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการพัฒนาโครงการไม่ยังคงมีสัดส่วนเท่าเดิม

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 33.8% จากเป้าที่พยายามรักษาไว้ที่ 33-34% ซึ่งแม้ว่าจะมีการพอร์ตใหม่ ก็ยังมั่นใจว่าจะสามารถรักษาระดับอัตรากำไรเบื้องต้นไว้ที่ 33-34% ได้ สำหรับผลประกอบการของบริษัทในไตรมาสแรก บริษัทมียอดขายรวม 2,084 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี49 ที่มียอดขาย 1,659 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายทาวน์เฮาส์ 1,306ล้านบาท และยอดขายบ้านเดี่ยว 779ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิที่ 369.4 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี48   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us