|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
ริช เอเซีย สตีล ยื่นไฟลิ่ง เสนอขายหุ้น 100 ล้านหุ้น ตั้งเป้าเป็นผู้นำ ในการผลิต จัดหา จำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็ก หวังเงินระดมทุนซื้อเครื่องจักรแตกไลน์ธุรกิจผลิตเหล็กแปรรูปเจาะอุตสากรรมยานยนต์ ดันกำลังการผลิตปี49เพิ่มเป็น 2.15 แสนตันต่อปี จาก1.25ตันต่อปี
รายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แจ้งว่า บริษัท ริช เอเซีย สตีล จำกัด (มหาชน)ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กโครงสร้าง จัดหาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กประเภทต่างๆ ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล(ไฟลิ่ง)เพื่อเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO)จำนวน 100 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 20%ของจำนวนหุ้นที่เรียกชำระแล้วภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์)หุ้นละ 1 บาท ซึ่งภายหลังจากการเสนอขายหุ้นครั้งนี้จะทำให้บริษัทมีทุนจดทะเบียนเรียกชำระแล้วเพิ่มเป็น 500 ล้านบาท โดยจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)โดยแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีมิโก้ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้บริษัทจะนำไป ใช้ในการซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ในการผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กแปรรูป อุตสาหกรรม จำนวน 80 ล้านบาท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท โดยบริษัทมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในการในการผลิต การจัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กแปรรูปทุกประเภท ซึ่งบริษัทมีโครงการที่จะผลิตเหล็กแปรรูปอุตสาหกรรมเพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าจากเดิมที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ท่อเหล็กโครงสร้างมาสู่กลุ่มลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กแปรรูป อุตสาหกรรมใช้มากขึ้น โดยมุ่งเน้นที่อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งต้องการผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและมีมาตรฐานในการตรวจรับสินค้าที่เข้มงวด เนื่องจากบริษัทมองว่า ปริมาณของผลิตภัณฑ์เหล็กแปรรูปอุตสาหกรรม ที่มีอยู่ในตลาดยังไม่เพียงพอที่จะรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้บริษัทได้เริ่มทำการตลาดในธุรกิจส่วนนี้โดยติดต่อให้ลูกค้าเข้ามาชมโรงงานและส่งสินค้าตัวอย่างให้พิจารณาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2548 ซึ่งจากการทดลองส่งสินค้าตัวอย่างให้พิจารณา บริษัทสามารถผลิตสินค้าที่ผ่านมาตรฐานและเกณฑ์การตรวจสอบรับสินค้าที่เข้มงวดของลูกค้าได้ ปัจจุบันบริษัทได้เริ่มรับคำสั่งซื้อและผลิตเหล็กแปรรูปอุตสาหกรรมให้แก่กลุ่มลูกค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์แล้วตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2548 และมีโครงการที่จะขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับการเติบโตอุตสาหกรรมดังกล่าวในอนาคต
อย่างไรก็ตามบริษัทจะมีการผลิตเหล็กแปรรูปอุตสาหกรรมโดยเน้นการผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า โดยขณะนี้ความคืบหน้าโครงการดังกล่าวนั้นบริษัทอยู่ระหว่างเปรียบเทียบราคาเครื่องจักรที่จะสั่งซื้อเพื่อเพิ่ม กำลังการผลิตในการผลิตเหล็กแปรรูปอุตสาหกรรม โดยคาดว่าจะทำการสั่งซื้อเครื่องจักรในช่วงเดือนสิงหาคม 2549 และเริ่มการผลิตได้ในไตรมาส2 ของปี 2550 ด้วยกำลังการผลิตติดตั้ง 90,000 ตันต่อปี และหากรวมกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์เดิมที่บริษัทมีอยู่ 125,000 ตันต่อปี ในปี 2548 จะทำให้กำลังการผลิตรวมในปี 2549 เพิ่มเป็น 215,000 ตันต่อปี
สำหรับผลประกอบการปี 2547 บริษัทมีรายได้จากการขายจำนวน 3,379.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 4,904.96 ล้านบาท ในปี 2548 และมีอัตรากำไรขั้นตั้งสูงขึ้นเล็กน้อยจาก 3.95%ในปี 2547 และลดลงเหลือ 27% ในปี 2548 ซึ่งเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้อัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์เหล็กประเภทอื่นที่บริษัทจำหน่าย ถึงแม้รายได้รวมจากการขายของบริษัทเพิ่มขึ้นตลอดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่บริษัทอยู่ระหว่างขยายธุรกิจทั้งในด้านการซื้อเครื่องจักรเพื่อขายกำลังการผลิต การขยายศูนย์กระจายสินค้า การสำรองวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปเพื่อขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการการและบริหาร ดอกเบี้ยจ่ายมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิเปลี่ยนแปลงไม่มาก โดยมีกำไรสุทธิ 30.84 ล้านบาท ในปี 2547 เพิ่มเป็น 31.54 ล้านบาทในปี 2548
ทั้งนี้บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 50%ของกำไรสุทธิ โดยเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2549 ผู้ถือหุ้นของบริษัทอนุมัติให้จ่ายปันผลในอัตราหุ้นละ 12.50 บาท หรือคิดเป็นเงิน 50 ล้านบาท แก่นักลงทุนที่มีรายชื่อในสมุดทะเบียนในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
สำหรับความเสี่ยงของบริษัทเกิดจากความผันผวนของราคาเหล็กรีดร้อนเป็นวัตถุดิบหลักบริษัทนั้น ดังนั้นบริษัทมีนโยบายในการสั่งซื้อวัตถุดิบเป็นจำนวนครั้งละประมาณ 10,000 ตันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทำให้บริษัทต่อรองราคาวัตถุดิบกับผู้ขาย และมีนโยบายการใช้ต้นทุนวัตถุดิบบวกกับค่าใช้จ่ายต่างๆอัตรากำไรของบริษัทในการกำหนดราคาขายของสินค้าเพื่อรักษาของกำไรของบริษัท รวมถึงบริษัทมีความเสี่ยงจากการที่บริษัทสั่งซื้อสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนจากผู้จัดจำหน่ายหลัก 1 ราย คือ บริษัท เกรทอีสเทิร์นอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายของผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่ของประเทศไทย คือ บริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน)หรือ GSTEEL แต่ที่ผ่านมาบริษัทไม่เคยประสบปัญหาขาดแคลนเหล็ก
นายสมเกียรติ วงศาโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทริช เอเชีย สตีล จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า คาดว่าหุ้นของบริษัทจะสามารถเปิดจองและเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ภายในปีนี้ โดยมี บล.ซีมิโก้เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
|
|
 |
|
|