|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
“ทายาทน้ำปลาตราปลาหมึก” ชี้ผลพวงราคาน้ำมันขยับกระทบต้นทุนผลิตน้ำปลาพุ่ง 10-20% ระบุน้ำปลาเป็นสินค้าที่ไม่ปรับราคารอบ 6 ปี ล่าสุดทุ่ม 245 ล้านบาท ผุดบริษัท “สินวารีพัฒนา” ปั้นน้ำปลาแบรนด์ใหม่ “เมกาเชฟ” เจาะตลาดพรีเมียม หวังแซะฐานเขย่าบัลลังก์ทิพรส พร้อมเล็งใช้อัมเบรลล่าแบรนด์ขยายไลน์ซอสปรุงรสต่อยอด ปีแรกตั้งเป้ามีแชร์ 5%
นายภาส นิธิปิติกาญจน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สินวารีพัฒนา จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำปลาภายใต้แบรนด์ “เมกาเชฟ” ซึ่งเป็นทายาทของน้ำปลาตราปลาหมึก เปิดเผยว่า ผลพวงจากภาวะราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมา กระทั่งปัจจุบันราคาน้ำมันก็ยังขยับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตซึ่งมีปัจจัยจากราคาน้ำมันอย่างเดียวเพิ่มขึ้น 10-20% ซึ่งยังไม่รวมถึงต้นทุนแพกเกจจิ้งที่ปรับเพิ่มขึ้น
โดยก่อนหน้านี้ช่วง 1 ปีที่ผ่านมาภายใต้สมาคมน้ำปลาไทย ได้ยื่นเรื่องต่อกรมการค้าภายในขอปรับราคาสินค้าขึ้น จากปัจจุบันขนาด 700 ม.ล.จำหน่ายราคา 28-30 บาท โดยน้ำปลาเป็นสินค้าที่ไม่ได้มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา นอกจากผู้ประกอบการน้ำปลาต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีปัจจัยด้านอื่นๆ เช่น เชนโมเดิร์นเทรด ปรับค่าธรรมเนียมขนส่งเพิ่มขึ้น 10-20% ในปีนี้
ส่วนสภาพตลาดน้ำปลาพรีเมียมมูลค่า 2,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตที่น้อยลงและช้ามากขึ้น ภายหลังจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโต 5% อีกทั้งจากกระแสสุขภาพที่กำลังมาแรงทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่หันไปใช้ซีอิ๊วแทนน้ำปลา
ดังนั้นเพื่อกระตุ้นตลาดน้ำปลาให้มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5% ปีนี้ บริษัทฯจึงได้ทุ่มงบโดยรวมกว่า 245 ล้านบาท แบ่งเป็น ทุนจดทะเบียนบริษัท สินวารีพัฒนา 120 ล้านบาท สร้างโรงงาน 80 ล้านบาท งบการตลาด 40 ล้านบาท งบวิจัยและพัฒนาสินค้า 5 ล้านบาท
ประเดิมด้วยการเปิดตัวน้ำปลา “เมกาเชฟ” ระดับพรีเมียมกว่าผู้นำตลาดทิพรส ซึ่งปัจจุบันครองส่วนแบ่ง 40% ส่วนอันดับสองปลาหมึกมีส่วนแบ่ง 25% อีกทั้งภายใต้อัมเบรลล่าแบรนด์ “เมกาเชฟ” ยังได้เตรียมต่อยอดด้วยการขยายไลน์สินค้าใหม่ปีละ 1 รายการ ในเบื้องต้นปีหน้าได้เตรียมเปิดตัวซอสปรุงรส โดยวางตำแหน่งสินค้าระดับพรีเมียม ทั้งนี้เพื่อสร้างแตกต่างกับสินค้าที่มีอยู่ในตลาด อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น
จากการสำรวจพบว่าตลาดน้ำปลาระดับล่างราคา 8-10 บาท สัดส่วนตลาด 70% ของตลาดการเติบโตลดลง ส่วนน้ำปลาราคา 28-30 บาท สัดส่วน 70% ของตลาดเติบโตเพิ่มขึ้น
สำหรับน้ำปลาเมกาเชฟวางราคาแพงกว่าน้ำปลาพรีเมียม “ปลาหมึก-ทิพรส” โดยขนาดบรรจุภัณฑ์ 700 ม.ล.จำหน่าย 28-30 บาท ส่วนเมกาเชฟราคา 42-44 บาท ภายใต้สโลแกน “อร่อย จากสิ่งดีๆ” เน้นเจาะกลุ่มแม่บ้านอายุ 25-45 ปี มีความทันสมัยอาศัยในกรุงเทพหรือตามหัวเมืองใหญ่ โดยช่องทางจำหน่ายเน้นที่โมเดิร์นเทรดชั้นนำ ร้านค้าท้องถิ่น และร้านค้าสะดวกซื้อทั่วไปตามต่างจังหวัด
ทั้งนี้งบการตลาดปีแรกวางไว้ 40 ล้านบาท แบ่งเป็นการซื้อสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ประมาณ 35 ล้านบาท และการทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดประมาณ 5 ล้านบาท ซึ่งในช่วงแรกจะเน้นที่การสร้างแบรนด์ เพื่อสร้างการจดจำตราสินค้า ผ่านโฆษณาทั้งจากโทรทัศน์ วิทยุ นิตยสาร เป็นต้น พร้อมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ณ จุดขาย โดยเชิญเชฟโรงแรม 5 ดาวมาร่วมปรุงอาหาร รวมทั้งยังได้เตรียมจัดทำโปรโมชั่นร่วมกับช่องทางจัดจำหน่ายต่างๆ
นอกจากนี้ในปลายปีนี้บริษัทฯยังได้เตรียมส่งออกน้ำปลาเมกาเชฟ ไปยังตลาดต่างประเทศในสัดส่วน 30% โมเดลเดียวกับน้ำปลาตราปลาหมึก ในเบื้องต้นคาดว่าจะส่งออกไปยังประเทศอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย โดยมีคู่แข่งที่สำคัญน้ำปลาจากประเทศฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
โดยคาดว่ากำลังการผลิตของน้ำปลาเมกาเชฟซึ่งมีทั้งหมด 10 ล้านลิตร จะรองรับความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศ 3 ปี ทั้งนี้การเปิดตัวน้ำปลาเมกาเชฟในปีแรกคาดว่าจะมีส่วนแบ่ง 5% จากมูลค่าตลาด 2,000 ล้านบาท หรือคาดว่าจะมีรายได้ 100 ล้านบาท ส่วน 3 ปีตั้งเป้ามีส่วนแบ่งเป็น 10%
|
|
 |
|
|