|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
ตลท.เข้าตรวจสอบราคาหุ้นไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ที่ปรับตัวร้อนแรง ขอข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ที่เข้ามาถือหุ้นว่ามีความเกี่ยวโยงหรือไม่ ขณะที่ผู้บริหารบริษัทเล็งขอย้ายหมวดจากยานยนต์ไปสู่หมวดวัสดุก่อสร้าง เพราะรุกทำธุรกิจเหล็กเพิ่มขึ้น
นายชำนิ จันทร์ฉาย ประธานกรรมการ บริษัทไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ จำกัด (มหาชน) หรือ THECOเปิดเผยถึงกรณีที่ราคาหุ้นของบริษัทได้ปรับตัวขึ้นมาแรงก่อนหน้านี้ว่า มองว่าเป็นการเก็งกำไรของนักลงทุนรายย่อยจากข่าวเรื่องการย้ายออกจากหมวดรีแฮปโก้เพื่อกลับไปซื้อขายในหมวดปกติ อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ได้มีการขอข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นใหม่ของบริษัทเพื่อตรวจสอบถึงความเชื่อมโยงกับราคาหุ้นของบริษัทซึ่งได้รับคำตอบว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น
ทั้งนี้บริษัทคาดว่าศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งให้บริษัทออกจากแผนฟื้นฟูกิจการได้ภายในเดือนพฤษภาคม ขณะที่คาดว่าตลาดหลักทรัพย์จะอนุมัติให้หลักทรัพย์ของบริษัทกลับมาซื้อขายในหมวดปกติได้ภายในเดือนเมษายนนี้ เนื่องจากปัจจุบันบริษัทผ่านเกณฑ์และมีคุณสมบัติตามกฎที่จะสามารถกลับมาซื้อขายในหมวดปกติของตลาดหลักทรัพย์ได้แล้ว
ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิมอยู่ที่ 232.27 ล้านบาทเป็น 1,000 ล้านบาท โดยเป็นหุ้นสามัญ 1,000 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้(พาร์) 1 บาท โดยบริษัทได้มีการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะจงให้แก่งผู้ร่วมลงทุนใหม่ จำนวน 513 ล้านหุ้นในราคาเสนอขายหุ้นละ 1 บาท ซึ่งทำให้ปัจจุบันบริษัทมีทุนชำระแล้ว 717.66 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 717.66 บ้านหุ้น และห้องรองรับในสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นสามัญอีก 27.62 ล้านหุ้น
สำหรับเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนบริษัทจะนำไปชำระหนี้สถาบันการเงินทั้งหมดตามแผนฟื้นฟูกิจการไม่เกิน 184 ล้านบาท จากหนี้ทั้งหมดประมาณ 240 ล้านบาท และใช้เป็นเงินหมุนเวียนในบริษัทอีก 80-130 ล้านบาท และอีกประมาณ 200-250 ล้านบาทบริษัทเตรียมที่จะนำไปลงทุนในธุรกิจที่กลุ่มผู้ร่วมทุนมีความเชี่ยวชาญ โดยบริษัทสนใจที่จะเข้าไปลงทุนในธุรกิจกลุ่มเหล็ก ปิโตรเคมี ก่อสร้าง เป็นต้น แต่บริษัทยังคงเน้นการดำเนินธุรกิจหลักเดิมของบริษัทคือธุรกิจเครื่องปรับอากาศบ้านและเครื่องปรับอากาศรถยนต์
"หลังการเพิ่มทุนจะทำให้บริษัทของเราไม่มีหนี้ มีความคล่องตัวมากขึ้นในการบริหารงาน และเมื่อออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ รวมถึงการกลับเข้ามาซื้อขายในหมวดปกติจะทำให้นักลงทุนมีความสนใจในบริษัทมากขึ้น"นายชำนิกล่าว
ในส่วนของธุรกิจแรกที่บริษัทสนใจจะเข้าไปลงทุน คือ ธุรกิจเหล็กซึ่งขณะบริษัทได้ศึกษารายละเอียดและข้อมูลบริษัทที่เตรียมจะเข้าไปลงทุนแล้วประมาณ 90% โดยเป็นบริษัทที่มีกำลังการผลิตประมาณ 2-3 แสนตัน โดยคาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนจะใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ โดยอาจจะมีการกู้เงินจากสถาบันการเงินเพิ่ม และจะได้ข้อสรุปว่าจะเป็นการลงทุนในรูปแบบใด ระหว่างการซื้อหุ้นของบริษัทหรือการซื้อสินทรัพย์ ซึ่งหากเป็นการซื้อหุ้นบริษัทจะซื้อหุ้นในสัดส่วนที่ไม่น้อยกว่า 75%
นายชำนิ กล่าวอีกว่า การเข้าไปลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเหล็กจะส่งผลทำให้รายได้รวมมากกว่า 50% มาจากธุรกิจดังกล่าวซึ่งอาจจะส่งผลทำให้บริษัทอาจจะต้องย้ายหมวดซื้อขายจากกลุ่มยานยนต์ เป็นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ดีเนื่องจากพี/อีเรโชในกลุ่มรถยนต์อยู่ที่ประมาณ 5 เท่าขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างอยู่ที่ประมาณ 10 เท่า
นายโอฬาร จารุจินดา กรรมการ บมจ.ไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาบริษัทเคยมีส่วนแบ่งการตลาดเกี่ยวกับธุรกิจเครื่องปรับอากาศประมาณ 30%แต่ภายหลังได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจซึ่งส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของบริษัททำให้ส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทอยู่ไม่ถึง 10%
ทั้งนี้ กำไรขั้นต้นของธุรกิจเครื่องปรับอากาศรถยนต์และบ้าน ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 10-15% โดยในส่วนของสินค้าส่งออกประมาณ 30% บริษัทมีกำไรขั้นต้นประมาณ 20%
สำหรับราคาหุ้นบริษัทไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์วานนี้(20 เม.ย.)ราคาปิดที่ 1.58 บาทลดลง 0.14 บาทหรือ 8.14% มูลค่าการซื้อขาย 46.03 ล้านบาท
|
|
 |
|
|