"ไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์" เปิดโผผู้เข้าร่วมทุนใหม่ 16 ราย พบคนตระกูล "ชัยวิกรัย" ผู้ถือหุ้นใหญ่ฟาร์อีสท์ แอสเซทส์ คอร์เปอร์เรชั่นเข้าถือหุ้นใหญ่สุดในสัดส่วน 38.60% โดยเข้ามาซื้อในราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ด้านก.ล.ต.ไฟเขียวผ่อนผันไม่ต้องทำเทนเดอร์ ออฟเฟอร์ วางแผนสำรองเงิน 200-250 ล้านบาทเพื่อลงทุนธุรกิจในอุตสาหกรรมเหล็ก
นายสุรินทร์ วรรณเพ็ญสกุล กรรมการบริษัท ไทยฮีท รีไววัล จำกัดในฐานะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท ไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ จำกัด (มหาชน) หรือ THECO แจ้งแบบรายงานการเพิ่มทุนตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับแก้ไขซึ่งได้รับความเห็นชอบจากศาลล้มละลายกลาง ว่า บริษัทยกเลิกการเพิ่มทุนเพื่อรองรับการแปลงหนี้เป็นทุน 241.10 ล้านบาทและเพิ่มทุนจดทะเบียนใหม่เป็น 1,000 ล้านบาท ด้วยการออกหุ้นสามัญจำนวน 767.73 ล้านหุ้นมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท รวม 767.73 ล้านบาท
โดยหุ้นสามัญเพิ่มทุนดังกล่าว บริษัทจะจัดสรรแบบเฉพาะเจาะจง(Private Placement) จำนวน 513 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาทเท่ากับราคาพาร์ ให้กับนักลงทุนจำนวน 16 ราย กำหนดวันวันจองซื้อและชำระเงินในวันที่ 5-11 เมษายน2549 นี้ ซึ่งนักลงทุนที่ได้รับการจัดสรรประกอบด้วย นางสาวยุพิน ชัยวิกรัย จำนวน 132 ล้านหุ้น และนางสาวโสพิน ชัยวิกรัย จำนวน 132 ล้านหุ้นเช่นกัน ซึ่งตระกูลชัยวิกรัยนี้ถือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฟาร์อีสท์ แอสเซทส์ คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด
ส่วนบุคคลรายอื่นที่ได้รับการจัดสรรหุ้นครั้งนี้ ได้แก่ นายสมศักดิ์ ศรีธนวิบุญชัย จำนวน 60 ล้านหุ้น, นายชำนิ จันทร์ฉาย จำนวน 39.50 ล้านหุ้น,นายฉัตรชัย ธรรมสารสุนทร,นายนิพนธ์ ชวลิตมณเฑียร ได้รับจัดสรรคนละจำนวน 34 ล้านหุ้น,นางเกสร สิทธิวราภรณ์ ได้รับจำนวน 18 ล้านหุ้น,นายศิริวัฒน์ อนันคูศรี ได้รับจำนวน 17.50 ล้านหุ้น,นางสาววัชรีย์ ฐิติภาณุเวช ได้รับการจัดสรร 13.82 ล้านหุ้น
นายสุวัฒน์ สินธวณรงค์ ได้รับจำนวน 7.4 ล้านหุ้น,นางปัทมพร ธนสกุลรัฐได้รับจำนวน 7 ล้านหุ้น,นายสุภัทร นะลำเลียง ได้รับจัดสรรจำนวน 4.68 ล้านหุ้น,นายสมาน อิทธิจารุกุล ได้รับจำนวน 3.7 ล้านหุ้น,นายสุมิตร ชาญเมธี ได้รับจำนวน 3.7 ล้านหุ้น,นายชวลิต ธนาพันธรักษ์ ได้รับ 3.7 ล้านหุ้น และนางสาวจารุภา โตศรี จำนวน 2 ล้านหุ้น
ส่วนหุ้นเพิ่มทุนที่ยังคงเหลือจำนวน 254.73 ล้านหุ้นนั้น บริษัทอาจจะจัดสรรหุ้นหรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นและ/หรือบุคคลในวงจำกัด และ/หรือประชาชนทั่วไปภายใต้ข้อกำหนดและเงื่อนไขตามที่บริษัทจะได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหารแผนและผู้ร่วมทุนหรือในกรณีที่มีการยกเลิกการฟื้นฟูกิจการให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการบริษัทและที่ประชุมผู้ถือหุ้น
โดยวัตถประสงค์ของการเพิ่มทุนให้กับผู้ถืออหุ้นรายใหม่ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินทุนจากการเข้าร่วมลงทุนชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้สถาบันการเงินทั้งหมดตามแผนฟื้นฟูกิจการ ประมาณ 184 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้การดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนของเครื่องปรับอากาศในรถยนต์และอาคารบ้านเรือนของบริษัทฯมีความเข้มแข็งทางการเงินมากยิ่งขึ้น
สำหรับเงินทุนส่วนที่เหลือ ประมาณ 80-130 ล้านบาท จะนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนในบริษัทฯ และเงินทุนอีกประมาณ 200-250 ล้านบาทจะสำรองเพื่อการลงทุนขยายงานในธุรกิจที่มีศักยภาพภายใต้ความเชี่ยวชาญของกลุ่มผู้ร่วมลงทุน ได้แก่ธุรกิจในอุตสาหกรรมเหล็ก รวมทั้งธุรกิจอื่น ทั้งนี้ขึ้นกับโอกาสในการทำธุรกิจและผลตอบแทนจากการลงทุน
ทั้งนี้ หากยังไม่มีธุรกิจเพื่อการลงทุนที่เหมาะสมจะสำรองเงินทุนดังกล่าวเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายงานในธุรกิจผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนของเครื่องปรับอากาศในรถยนต์และอาคารบ้านเรือนต่อไป
ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือ ก.ล.ต.ได้แจ้งการผ่อนผันการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ให้แก่กลุ่มผู้ร่วมลงทุนแล้วและภายหลังการเข้าร่วมลงทุน บริษัทจะมีหุ้นสามัญทั้งหมด683.99 ล้านหุ้นโดยจำนวนหุ้นดังกล่าวคิดเป็นอัตราส่วน 75% ของทุนชำระแล้ว
ทั้งนี้โครงสร้างการถือหุ้นก่อนและหลังการเข้าร่วมลงทุนดังนี้ผู้ถือหุ้นเดิม นายวีระเดช กิติกรอรรถ เดิมถือหุ้น5.07% หลังการเข้าร่วมทุนสัดส่วนลดเหลือ 0.83% นายชาติชัย ลีสหะปัญญา เดิมถือ3.12% ภายหลังเหลือ 0.36% และนางศุภกร กิติกรอรรถเดิมถือ 1.73% ภายหลังเหลือ 0.43% นักลงทุนรายย่อยอื่น เดิม 90.08%ภายหลังเหลือ 23.38% กลุ่มนักลงทุนใหม่ที่ถือหุ้นในสัดส่วนจำนวนมากได้แก่นางสาวยุพิน ชัยวิกรัย และนางสาวโสภิน ชัยวิกรัย ถือหุ้นคนละ 19.30%ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้ขอผ่อนผันการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการรองลงมาได้แก่นายสมศักดิ์ ศรีธนวิบุญชัย ถือหุ้น 8.77%
นายชำนิ จันทร์ฉายถือหุ้น 5.77% และนายฉัตรชัย ธรรมสารสุนทร และนายนิพนธ์ ชวลิตมณเฑียร ถือหุ้นคนละ 4.97%เป็นต้น โครงสร้างคณะกรรมการภายหลังการเข้าร่วมลงทุนจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก8 คนเป็น 11 คน โดยยังคงมีกรรมการเดิมจำนวน 3 คน ได้แก่ นายสุรพล ลีสหะปัญญา นายโอฬาร จารุจินดา และนายสุรินทร์ วรรณเพ็ญสกุลซึ่งเป็นกรรมการหลักที่บริหารจัดการธุรกิจในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ผลกระทบจากการเข้าร่วมลงทุนต่อผู้ถือหุ้นเดิมคือผู้ถือหุ้นเดิมจะมีสิทธิออกเสียงทั้งหมดภายหลังการเข้าร่วมลงทุนคิดเป็น25% และส่งผลให้ราคาหุ้นลดลง 34.59% ทั้งนี้ไม่รวมสิทธิออกเสียงที่จะเกิดจากการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ(Warrant)
แหล่งข่าวจากโบรกเกอร์เปิดเผยว่า นางสาวยุพินและนางสาวโสพิน ที่เข้ามาถือหุ้นคนละ 132ล้านหุ้นนั้น คิดเป็นคนละ 19.30% ดังนั้นเมื่อรวมทั้ง 2 คนจะเท่ากับถือหุ้นในสัดส่วน 38.60% การที่คนของตระกูลชัยวิกรัย เข้ามาถือหุ้นใหญ่นั้นโดยเป็นการถือในนามบุคคล ซึ่งไม่ได้ใช้บริษัทฟาร์อีสท์ แอสเซทส์คอร์เปอร์เรชั่น จำกัดเข้ามาถือหุ้นนั้นคาดว่าเนื่องจากจะมีความคล่องตัวในการบริหารมากกว่า รวมถึงถ้าให้บริษัทฟาร์อีสท์แอสเซทส์ถือหุ้นการดำเนินการต่างๆ ก็ต้องผ่านคณะกรรมการรวมถึงอาจจะถูกจับตามองจากหน่วยงานของทางการมากกกว่าด้วย
อนึ่งก่อนหน้านี้บริษัทฟาร์อีสท์ แอสเซทส์ฯได้ขายหุ้นบริษัทโรงพิมพ์ตะวันออกจำกัด(มหาชน)หรือ EPCO จำนวน 36.74 ล้านหุ้นหรือ12.30% ให้กับ นายกิตติศักดิ์ ชัยวิกรัย จำนวน 12.24ล้านหุ้น และให้นางสาวยุพิน ชัยวิกรัยและนางสาวโสพินชัยวิกรัย คนละจำนวน12.25 ล้านหุ้น
|