|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
บล.กิมเอ็ง มั่นใจครองมาร์เกตแชร์อันดับหนึ่ง ไม่หวั่นแม้บางช่วงหล่นอยู่ในอันดับ 4 "มนตรี" เผย บริษัทแม่แนะนำลูกค้าต่างประเทศให้ดันสัดส่วนนักลงทุนสถาบันเพิ่มเป็น 25% จากเดิม 15% ขณะที่วงการแจงโบรกเกอร์ ที่จะมีมาร์เกตแชร์อันดับต้นๆ ต้องมีฐานลูกค้าต่างประเทศเป็นหลัก เหตุนักลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น
นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กิมเอ็ง (ประเทศไทย ) จำกัด (มหาชน)หรือ KEST เปิดเผยว่า บริษัทมีความมั่นใจที่จะสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เกตแชร์) ของบริษัทเป็นอันดับ 1 ติดต่อเป็นปีที่ 5 ได้ และไม่รู้สึกกังวลถึงแม้ว่าในบางวันมาร์เกตแชร์ของบริษัทจะมีการปรับตัวลดลงบ้าง เนื่องจากมองว่าหากภาวะตลาดปรับตัวดีขึ้นลูกค้าของบริษัทจะมีการกลับมาซื้อหุ้นตามปกติ
ประกอบกับ ขณะนี้สัดส่วนนักลงทุนสถาบันทั้งต่างประเทศและในประเทศของบริษัทมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 25% จากเดิมที่มีเพียง 15% เนื่องจากบริษัทมีเครือข่ายและกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจะมีการแนะนำลูกค้าสถาบันต่างประเทศให้กับบริษัท รวมถึงบริษัทได้มีการเจรจากับกองทุนภายในประเทศเช่นกัน จึงทำให้สัดส่วนลูกค้าสถาบันของบริษัทเพิ่มขึ้น ดังนั้นทำให้บริษัทสามารถรักษามาร์เกตแชร์ของบริษัทเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้
สำหรับการที่มาร์เกตแชร์ของบริษัทมีการลดลง เนื่องจากภาวะตลาดหุ้นไม่ดี จึงทำให้ลูกค้าของบริษัทมีการชะลอการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ
อย่างไรก็ตาม ในเดือนมี.ค.นี้ บล.กิมเอ็ง มีมาร์เกตแชร์ปรับตัวลดลงจากอันดับ 1 จำนวน 4 วัน คือ วันที่ 24 มี.ค.มีมาร์เกตแชร์ 7.37% อันดับที่ 2 วันที่ 27 มี.ค.มีมาร์เกตแชร์ 6.51% อันดับที่ 2 วันที่ 28 มี.ค.มีมาร์เกตแชร์ 6.78% อยู่อันดับที่ 4% วันที่ 29 มี.ค.มีมาร์เกตแชร์ 6.94% อยู่อันดับที่ 3
แหล่งข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า ในอนาคตนั้นบล.ที่จะมีมาร์เกตแชร์ในอันดับตั้นๆนั้นจะเป็นบล.ที่มีสัดส่วนลุกค้าเป็นนักลงทุนสถาบันต่างประเทศและนักลงทุนภายในประเทศ เนื่องจากสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยในขณเะนี้เป็นนักลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนสถาบันมากขึ้น จากเดิมที่สัดส่วนนักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นนักลงทุนรายย่อย
ดังนั้นจึงทำให้บริษัทหลักทรัพย์ที่มีสัดส่วนลูกค้ารายย่อยต้องพยายามหารายได้ด้านอื่น เช่น ด้านวาณิชธนกิจ หรือหาพันธมิตรที่เป็นต่างประเทศเพื่อช่วยสนับสนุนธุรกิจของบริษัท
|
|
 |
|
|