เอ็ม เอฟ อี ซี ฟุ้งรายได้ปีนี้กว่า 2,000 ล้านบาท แม้ไม่ได้รับงานใหม่ เหตุมีงานในมือกว่า 1,200 ล้านบาท เตรียมขยายฐานรายได้ตั้งเป้ารับงานจากรัฐวิสาหกิจปีละ 200 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากงานรัฐปีนี้ 600 ล้าน พร้อมพับแผนเข้าซื้อกิจการจากปัจจัยทางการเมือง
นายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC เปิดเผยว่า แผนงานใน 3ปีข้างหน้าบริษัทตั้งเป้าจะมีรายได้จากงานของการไฟฟ้า-บริษัทน้ำปะปาจำนวน 200 ล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทไม่เคยรับรู้รายได้จากธุรกิจดังกล่าวเพราะธุรกิจดังกล่าวจะต้องมีการปรับในเรื่องระบบงานต่างๆ บริษัทคาดว่าจะมีรายได้จากงานดังกล่าวได้ภายในปีนี้
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ารายได้จากงานรัฐบาล 600 ล้านบาทจากปัจจุบันมีรายได้ประมาณ 40 ล้านบาท โดยบริษัทได้รับงานของกองทัพบกจำนวน 600 ล้านบาทในเฟสแรกซึ่งกองทัพบกนี้จะมีการลงทุนต่อเนื่องโดยเฟส 2 มีมูลค่า700 ล้านบาท เฟส 3 จำนวน 1,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทคาดว่าจะได้รับงานต่อเนื่องทั้งเฟส 2-3 เพราะบริษัทมีผลงานแล้ว
ในส่วนของรายได้จากงานในธุรกิจสื่อสารคาดว่าจะมีรายได้ 400 ล้านบาท ซึ่งทาง บริษัท กสท.จำกัด (มหาชน)และบริษัททีโอทีจำกัด (มหาชน) แต่ละปีมีการลงทุนเรื่องระบบรวม 1,000 ล้านบาท บริษัทตั้งเป้ารายได้ในธุรกิจธนาคารและการเงินจำนวน 600 ล้านบาทต่อปี จากขณะนี้ที่มีรายได้ 200 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้ในงาน Manufacturing เพิ่มเป็น 300 ล้านบาทจากขณะนี้ที่มีรายได้ 50 ล้านบาท
นายศิริวัฒน์ กล่าวว่า บริษัทคาดรายได้รวมปีนี้ประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้ของบริษัทจำนวน 1,600-1,800ล้านบาท และอีก 380-480 ล้านบาทจะเป็นรายได้จากบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นอยู่ 4 บริษัท หรือเพิ่มขึ้น 30-45 % จากปี 48 ที่มีรายได้รวม 1,517.54 ล้านบาท เนื่องจากขณะนี้บริษัทมีงานที่อยู่ในมือจำนวน 1,219 ล้านบาทซึ่งเป็นงานที่มีการส่งมอบล่าช้าจากไตรมาส4/48 รวมถึงบริษัทมีแผนที่จะเข้าประมูลงานในโครงการต่างมูลค่ารวม 3,800 ล้านบาท
ทั้งนี้บริษัทคาดว่าจะมีกำไรสุทธิปี49เพิ่มขึ้น 30-40% จากปี 48 ที่มีกำไรสุทธิ 76.76 ล้านบาท โดยบริษัทคาดไตรมาส1/49 จะมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า30-40%จากปี48 ที่มีรายได้รวม 240 ล้านบาทซึ่งเป็นการรับรู้จากงานในมือที่มีการส่งมอบ ซึ่งในไตรมาส1/49นั้นบริษัทไม่ได้มีการประมูลงานเพิ่มหรือรับงานเพิ่มแต่อย่างไร
สำหรับจากปัจจัยทางการเมืองนั้นส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทตั้งแต่ไตรมาส4/48ซึ่งทำผลประกอบการปรับตัวลดลงจากการที่ส่งงานล่าช้าซึ่งก็จะทำให้งานที่ส่งมอบล่าช้ามารับรู้รายได้ในปีนี้ซึ่งจะทำให้บริษัทยังคงมีรายได้ปีนี้ยังคงเติบโตมากขึ้นตามที่คาดการณ์ถึงแม้บริษัทจะไม่ได้รับงานใหม่เพิ่ม
อย่างไรก็ตามปีนี้จะใช้เงินลงทุนในระบบเทคโนโลยี จำนวน 30 ล้านบาทซึ่งในปีที่ผ่านมาบริษัทมีนโยบายที่จะมีการเติบโตโดยการเข้าไปซื้อกิจการบริษัทที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกับบริษัทเพื่อเป็นการต่อยอดรายได้แต่จากปัจจัยทางการเมืองบริษัทจึงยังไม่มีแผนที่จะเข้าไปซื้อกิจการ
|