"นายโพธิ์" กับ "นายภูมิ" เป็นคำเรียกสองพี่น้อง ตระกูล
"ล่ำซำ" ที่เป็นบิ๊กบอสส์แห่งบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต คนแรก
"โพธิพงษ์" เป็นประธานบริษัท ส่วนคนหลัง "ภูมิชาย" เป็นกรรมการผู้จัดการวัย
47 ที่มีบุคลิกสบาย ๆ ตามสไตล์พีอาร์แมนตัวยง
แม้ว่าจะเป็นลูกเจ้าสัวมีนามสกุล "ล่ำซำ" ต่อท้ายแต่ภูมิชายต้องเริ่มต้นทำงานไต่เต้าตามลำดับขั้นในสายงานที่คุมขุมพลังตัวแทนขายประกันในฝ่ายตัวแทนสัมพันธ์
และกิจการสาขาตลอด 15 ปีถึงจะขึ้นสู่ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทเมืองไทยประกันชีวิตได้เมื่อปีที่แล้ว
งานแรกที่ภูมิชายสร้างความชัดเจนในชื่อ "เมืองไทยประกันชีวิต"
ภูมิชายเล่าว่าสำหรับคนไม่รู้จักก็คิดว่าบริษัทคงจะขายแต่ประกันชีวิตอย่างเดียว
แต่จริง ๆ แล้วทางบริษัทเมืองไทยประกันชีวิตรับประกันภัยรถยนต์ ประกันทางทะเลและขนส่ง
ประกันวินาศภัย และประกันอัคคีภัยด้วย เช่นกรณีไฟไหม้ห้างเดอะมอลล์งามวงศ์วาน
ทางบริษัทต้องจ่ายค่าสต็อก 19 ล้านบาทและค่าทรัพย์สินด้านอาคารอีก 200 ล้านบาทจากมูลค่ารวม
800 ล้านที่ภัทรประกันภัยร่วมจ่ายด้วย
เมืองไทยประกันชีวิตเป็นหนึ่งในสี่บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตทำได้ครบทั้งประกันชีวิตและประกันภัย
ได้แก่เมืองไทยประกันชีวิต ไทยสมุทรประกันภัย อาคเนย์ประกันภัยและไทยประสิทธิ์ประกันภัย
ในอนาคตทั้งสี่บริษัทต้องแยกบริษัทประกันภัยและบริษัทประกันชีวิตให้ชัดเจนตาม
พรบ. ประกันภัยใหม่ เหมือนกับบริษัทเงินทุนและบริษัทหลักทรัพย์
"เรายื่นเรื่องแยกบริษัทออกเป็นสามบริษัทคือบริษัทเมืองไทยประกันภัย
บริษัทเมืองไทยประกันชีวิตและบริษัทเมืองไทยโฮลดิ้ง ซึ่งจะนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นปลายปีหน้า
ผมจะไม่มีหุ้นในประกันชีวิตแต่จะถือในบริษัทโฮลดิ้ง ซึ่งจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับบริษัทสองบริษัทที่เปรียบเสมือนแฝดสยาม"
ภูมิชายเล่าให้ฟัง
กระบวนทัพที่จัดใหม่ภายใต้โครงสร้างผู้บริหารและบริษัทเมืองไทยประกันชีวิตถึงจุดเปลี่ยนแปลง
โดยภูมิชายจะสวมหมวกสองใบในฐานะประธานบริษัทบริษัทเมืองไทยประกันภัย และกรรมการผู้จัดการบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต
ขณะที่โพธิพงษ์เป็นประธานเมืองไทยประกันชีวิต
"องค์กรเราก่อตั้งมานานถึง 45 ปี ลักษณะอืดอาดตามธรรมชาติย่อมเกิด
เราจึงต้องทำรีเอ็นจิเนียริ่งโดยใช้งบ 200-300 ล้านบาทเพื่อลงทุนในฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
เพื่อให้บริการทันสมัยและรวดเร็ว" เป็นการเตรียมพร้อมรบกับคู่แข่งในยุคประกันภัยเสรีที่ภูมิชายต้องทำ
"ทุกวันนี้ผมเรียนตรง ๆ ว่าพอร์ตประกันชีวิตจะใหญ่กว่าประกันภัย ในสัดส่วน
70 ต่อ 30 ขนาดธุรกิจ NON-LIFE ไม่ใหญ่ เรามีเครือข่ายตัวแทนนับหมื่นคนที่ผมอยากให้เขาขายบริการประกันทุกอย่าง
หนังโฆษณานี้เราจะช่วยให้ลูกค้าสนใจทำประกันครบวงจร" ภูมิชายเปิดเผย
ปีที่แล้วที่ทำให้ชื่อมืองไทยประกันชีวิตเป็นที่รู้จักและสร้างความสำเร็จในยอดขาย
มาจากกลยุทธ์โฆษณาที่ภูมิชายได้จ้างเอเยนซียักษ์ใหญ่อย่างลินตาสทำหนังโฆษณาต่อเนื่อง
เพื่อสร้างภาพพจน์บริการทันสมัย เป็นกันเองและ อารมณ์ดี มีบริการ "ครบวงจร"
(ONE STOP SERVICES) และสร้างความสนใจให้มาทำประกัน
"ผมคิดว่าโฆษณาจะช่วยแง้มประตูให้พนักงานเมืองไทยประกันชีวิตเราเข้าไปขายได้
ความสำเร็จจากยอดขายส่วนหนึ่งมีผลมาจากโฆษณา ทุก ๆ ปีเราจึงพยายามเสนอบริการประกันให้กับคนหัวคิดทันสมัยผ่านหนังโฆษณา"
ภูมิชายเล่าให้ฟัง
โจทย์แต่ละข้อที่ผู้จ้างออกให้กับเอเยนซี เป็นเรื่องที่ วิชัย สุภาสมบูรณ์
กรรมการผู้จัดการแห่งลินตาสเล่าให้ฟังว่า หนังโฆษณาชุดแรก "สมศรี"
ดังมากทำให้ชื่อเมืองไทยประกันชีวิตติดปาก คนจำได้ไม่สับสน หนังชุดที่สอง-สมศรีภาคสอง
เน้นบริการให้ความรวดเร็ว ชุดที่สาม-ชุดสมควรลือรูดซิปที่สะท้อนมุมคิดกลับว่าเมืองไทยขายความละเอียดรอบคอบ
ชุดที่สี่-"นกแสก" และ "จิ้งจกทัก" ที่ลงทุนสูงด้านเทคนิคที่เน้นภาพพจน์เมืองไทยประกันชีวิตสำหรับคนรุ่นใหม่
ชุดนี้ถูกนำเป็นกรณีศึกษาโฆษณาด้วย ชุดที่ห้า- "ท่านยมฯ 1" และ
"ท่านยมฯ 2" เสนอประกันชีวิตแบบพิเศษบำนาญที่มีประโยคฮิตติดปากว่า
"ฉันตายไม่ได้"
และชุดที่หก-"ครบวงจร" ที่ใช้วิธีอาหนังชุดเก่าทั้งหมดมาเรียงร้อยด้วยเทคนิคโดมิโนแอฟเฟ็ค
เบื้องหลังถ่ายทำ 7 วันใช้เงินไปทั้งสิ้น 6 ล้านบาท โดยทีมงานคนหนุ่มสาวลินตาสคือ
ปัทมาวไล รัตนภูมิ เริงชัย พร้อมพิชาญ แสนชัย เวสารัชฯ ฯลฯ
"งบโฆษณาและประชาสัมพันธ์ที่เมืองไทยประกันชีวิตใช้ไม่ต่ำหว่า 25
ล้านบาทเพราะค่าโฆษณาทางโทรทัศน์แพงมากในช่วง ไพรม์ไทม์ เรายิงโฆษณาหนังยาว
45วินาทีและ 90 วินาทีก็ต้องจ่าย 420,000 บาทต่อหนึ่งสปอต" วิชัยเล่าให้ฟัง
แม้ว่าโฆษณาหนังชุดล่าสุดจะไม่แรงเหมือนชุดแรกแต่แนวหนังที่สนุกสนานและแปลกใหม่ก็ยังให้คอนเซ็ปต์
"ครบวงจร" ได้พอควร เป็นจุดขายที่เมืองไทยประกันชีวิตต้องเร่งสร้างภาพพจน์ก่อนที่บริษัทประกันชีวิต
และประกันภัยอีกนับร้อยแห่งจะเกิดขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้า
"ผมคิดว่าบริษัทประกันภัยมีจำนวนมากเกินไป ทางการควรจะสกรีนคุณภาพบริษัท
เพื่อมิให้เกิดปัญหาสถาบันประกันภัยล้มแล้วลูกค้าประชาชนจะเสียหาย"
นี่คือความกังวลของภูมิชายต่อปัญหาในอนาคต
ก่อนจะจากกันวันนั้น ภูมิชายจบการสนทนาด้วยเรื่องการเมืองเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครที่เร้าใจก่อนเปิดตัวผู้สมัครโดยเฉพาะในพรรคพลังธรรม
ที่มีคนคุ้นเคยกับภูมิชายอยู่หลายคนที่ได้รับการทาบทามแต่ปฏิเสธหมด เช่น
ดร.โอฬาร ไชยประวัติ บัณฑูร ล่ำซำซึ่งเป็นหลานที่ภูมิชายกระเซ้าว่าเสือยิ้มยาก
และสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือ "หน่อย" ที่เป็นลูกสาวของสมพล
อดีตกรรมการรองกรรมการผู้จัดการอาวุโสของเมืองไทยประกันชีวิต
"ผมชื่นชมความสามารถของหน่อยไม่ใช่แค่เป็นผู้หญิงเก่งและผมอยากเห็นเมืองไทยมีนายกรัฐมนตรีหญิงด้วยซ้ำ
ผมจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 2 มิถุนายนนี้ก่อนจะเดินทางไปญี่ปุ่นในวันนั้น
ผมไม่เคยพลาด" ภูมิชายหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
งานนี้เมืองไทยประกันชีวิตบริการประกันทุกอย่างครบวงจร ยกเว้นสำหรับ "ผู้สมัครอกหัก"
ที่ไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่า กทม. คนใหม่?