"ย่านสำเพ็งเปรียบเสมือนเวทีแรก ที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ประสบการณ์และตรงนั้นได้กลายเป็นจุดเริ่มที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน"
สุพจน์ ตันติจิรสกุล ย้อนอดีตที่ผ่านพ้นมา 30 ปีให้ "ผู้จัดการ"
ฟัง
สุพจน์พื้นเพดั้งเดิมเป็นคนจังหวัดนครปฐม หลังจบการศึกษาระดับมัธยม เขาก็เหมือนกับเด็กหนุ่มทั่วไปที่ต้องการดิ้นรนเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองหลวง
ตำนานของนักธุรกิจผู้นี้เปิดฉากขึ้นที่สำเพ็งซึ่งในยุคก่อนถือเป็นย่านธุรกิจที่มความสำคัญและมีอิทธิพลต่อตลาดพอสมควร
สุพจน์เข้าไปเป็นลูกจ้างในร้านค้าส่งผ้าเล็ก ๆ แวดล้อมไปด้วยร้านขายผ้าขนาดใหญ่หลังจากเรียนรู้งานได้
3 ปี เจ้าของร้านเห็นแววก็วางมือมอบหมายให้เขาบริหารแทน
ยุคนั้นสุพจน์รู้ดีว่าโดยศักยภาพของร้านที่เขาดูแลอยู่ไม่สามารถแข่งขันกับร้านใหญ่ในละแวกสำเพ็งได้เลย
ในที่สุดเขาก็แก้เกมด้วยการมองหาโอกาสและจังหวะในการสร้างยอดขายจากช่องว่างที่คู่แข่งขันมองข้าม
ขณะที่ร้านขายผ้าส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ลูกค้าต่างจังหวัด สุพจน์เริ่มหันมามองลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ
โดยเจาะกลุ่มลูกค้าย่านประตูน้ำ สะพานควาย บางกระบือ วงเวียนใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งรวมของเสื้อผ้าในยุคนั้น
จนมาถึงยุคไดมารูเฟื่องฟู กลายเป็นแหล่งจับจ่ายเสื้อผ้าแห่งใหม่สุพจน์ไม่รอช้าที่จะเจาะกลุ่มร้านค้าเหล่านั้นมาเป็นลูกค้า
เขาเริ่มหาแนวร่วมด้วยการจับมือกับโรงงานผลิตผ้าขนาดเล็ก เพื่อร่วมกันผลิตผ้าที่มีลวดลายแตกต่างจากท้องตลาด
โดยมีสัญญาผูกมัดคือผลิตเพื่อจำหน่ายให้กับร้านเขาเท่านั้น
สุพจน์เริ่มใช้ความแตกต่างด้านสินค้ามาเป็นจุดขายและเขาก็ทำได้ ประสบความสำเร็จ
โดยการก๊อปปี้รูปนักร้องจากหนังสือ I.S. SONG HIT ซึ่งเป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมจากวัยรุ่นสมัยนั้นมาพิมพ์บนลายผ้าสร้างออกมาเป็นคอลเลกชั่นต่อเนื่อง
"ตอนนั้นผมจำได้ว่าผลิตมาเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย ทั้งย่านสำเพ็งมีแต่ร้านเราร้านเดียว"
ซึ่งร้านขายผ้าที่เป็นจุดเริ่มต้นของสุพจน์ก็ยังคงเปิดกิจการในย่านสำเพ็งจนถึงทุกวันนี้
หลังจากเขาช่วยงานให้กับเถ้าแก่ได้ 3-4 ปีสุพจน์เริ่มรู้สึกอิ่มตัวและเกิดความทะเยอทะยานต้องการจะผลิตสินค้าเข้าห้าง
ซึ่งในยุคนั้นคงหนีไม่พ้นห้างไดมารูประจวบเหมาะกับมีนายทุนย่านสำเพ็งเสนอไปรเจกต์มาให้
เขาจึงไม่รีรอหลังจากวนเวียนเรียนรู้วิชาในย่านสำเพ็งนานถึงเกือบ 10 ปี
สุพจน์ตัดสินใจลาออกก้าวเข้าสู่สายการผลิต เขาใช้เวลา 3 ปีกับบริษัทแห่งใหม่
พอเก็บสะสมเงินได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งพอที่จะซื้อจักรได้จึงตัดสินใจลาออกมาเป็นเถ้าแก่เอง
โดยในยคุแรกดำเนินธุรกิจกันแบบอุตสาหกรรมครองครัวมีสุรัตน์ และสุทัศน์น้องชายมาช่วยงาน
"ตอนนั้นเราทำเป็นการ์เม้นต์ คือเย็บแล้วนำไปส่งตามบางลำภู รังนกใต้
พอขึ้นปีที่ 2 ผมก็เริ่มผลิตแบรนด์เป็นของตัวเอง"
"คาร์เพนเตอร์" จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2523 นับเป็นสินค้าแบรนด์แรกของตระกูลตันติจิรสกุล
ภายใต้การบริหารงานของห้างหุ้นส่วนจำกัด ตันติภัณฑ์ โดยการยึดทำเลเคาน์เตอร์ห้างเป็นช่องทางการจำหน่ายหลัก
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตันติภัณฑ์ เติบโตขยายงานอย่างต่อเนื่องจากคาร์เพนเตอร์มาเป็น
"ดูสปอร์ต" ซึ่งสุพจน์ลงทุนจ้างเอเยนซีทำโฆษณาจนยอดขายขยับสูงขึ้น
สุพจน์ไม่ลังเลที่จะเพิ่มแบรนด์ "สเนล" เข้าสู่ตลาด แต่เมื่อสเนลเข้าสู่ตลาดยอดขายของดูสปอร์ตก็เริ่มเซ
ทำให้เขาตัดสินใจเลิกผลิตดูสปอร์ต หันมาทุ่มมันสมองให้กับสเนล
ในขณะที่สเนลกำลังติดตลาด สุพนจ์เปิดตัวเสื้อผ้าแบรนด์ "แกลลอป"
แต่พอทุ่มเทให้ความสำคัญกับการทำตลาดให้กับแกลลอปยอดขายของสเนลก็ตกลง ทำให้ในที่สุดเขาต้องตัดสินใจถอดสเนลออกหลังจากอยู่ในตลาดได้เพียง
2 ปี
ด้วยเหตุผลคือบุคลากรรองรับไม่ทัน โดยขณะนั้นสุรัตน์ไปศึกษาต่อด้านการตลาดที่อเมริกา
ยุคนั้นสุพจน์ได้รับการขนานนามว่า "เขาเป็นนักปั้น แต่พอปั้นตัวใหม่ตัวเก่าก็ตาย"
มาถึงยุคแกลลอป สุพจน์เริ่มรู้ปัญหาที่จะเป็นอุปสรรคในการขยายงาน เขาเริ่มทุ่มเทในเรื่องการสร้างคนเพื่อรองรับแผนการขยายธุรกิจในอนาคต
เขาเริ่มเดินทางดูตลาดเสื้อผ้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดฮ่องกงซึ่งสุพจน์ยอมรับว่า
ตลาดฮ่องกงคือแม่แบบของพีน่ากรุ๊ปในการขยายธุรกิจจากพีน่าเฮ้าส์ จนถึงเท็น
แอนด์ โค
การมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศบ่อยขึ้น ทำให้สุพจน์มองเห็นโอกาสและจังหวะในการสร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาดเมืองไทย
โดยเชื่อว่าการเปิดในรูปแบบชอปจะกลายเป็นแนวโน้มใหม่ ประมาณปี 2527 สุพจน์จึงตัดสินใจเรียกตัวสุรัตน์ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในต่างประเทศกลับมาช่วยวางแผนงานนานถึง
1 ปีทั้งที่ขณะนั้น สุรัตน์ ยังเรียนไม่จบ
และก่อนที่โปรเจ็กต์นี้จะเปิดตัว สุพจน์ประกาศยกเลิกการผลิตคาร์เพนเตอร์
เหตุผลก็เพราะเนื่องจากขณะนั้นบริษัทยังมีขนาดเล็กเกินไปที่จะดูแลสินค้าได้ทีเดียวหลายตัว
ปี 2528 เป็นปีที่สุพจน์เปิดมิติใหม่ให้กับวงการเสื้อผ้าไทยด้วยการเปิดชอปภายใต้ชื่อพีน่าเฮาส์
4-5 แห่งในรูปแบบของการเซ้ง และเช่าพื้นที่โดยเขาเชื่อมั่นว่าในอนาคตอันใกล้การใช้ช่องทางการจำหน่ายในรูปแบบชอปจะเป็นช่องทางที่เอื้อต่อธุรกิจเสื้อผ้า
ความสำเร็จของพีน่าเฮาส์ ทำให้เขามั่นใจว่าแนวคิดของเขาถูกต้อง
ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาเขากลายเป็นนักสะสมทำเลการขายตัวยง และจุดนี้เองทำให้การขยายเครือข่ายสาขาสินค้าในเครือของเขากระทำได้อย่างรวดเร็วและมีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งในตลาด
ในช่วงที่พีน่าเริ่มติดตลาด สุพจน์เริ่มชิมลางธุรกิจอาหารโดยจัดตั้งบริษัท
พีน่าฟู้ดคอร์ท จำกัดเพื่อรุกสู่ธุรกิจอาหารประเภทฟาสต์ฟูดภายใต้ชื่อพีน่าคาราด้า
แต่ในที่สุดก็ต้องหยุดดำเนินกิจการ เหตุผลก็คือขาดบุคลากรที่มีความชำนาญ
วันนี้อาณาจักรของพีน่ากรุ๊ปภายใต้การกำหนดทิศทางของสุพจน์ตันติจิรสกุล
ดูออกจะมีความชัดเจนคือต้องการที่จะเติบโตในธุรกิจเสื้อผ้าเท่านั้น