โอสถสภา ชูวิสัยทัศน์ “OSOTSPA GOES GLOBAL” ยกทัพสินค้าอุปโภคบริโภคสร้างแบรนด์สู่ระดับโกลเบิล นำร่องส่งสินค้าเรือธง “เครื่องดื่มชูกำลัง” หลังพบตลาดโลกโตพรวด 5 ปี มูลค่าพุ่ง 5.5 แสนล้านบาท สวนกระแสตลาดไทยซบถึงจุดอิ่มตัว อัดฉีด 5 ปี ทุ่ม 10,000 ล้านบาท บูมแบรนด์แจ้งเกิดตลาดโลก ส่งชาร์กลุยโกลเบิล เอ็ม –150 บุกตลาดรีจินัล ชู 4 รูปแบบสร้างตลาด 5 ปีแชร์เพิ่มเป็น 12-15% ไล่บี้เรดบูลเบอร์หนึ่งของโลก เผย 1-2 ปี เล็งสร้างแบรนด์เบบี้มายด์ชนจอห์นสันยักษ์ใหญ่สินค้าเด็ก
นายรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง และชาร์ก เปิดเผยว่า นโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัทโอสถสภานับจากนี้ จะเน้นการทำตลาดต่างประเทศในเชิงรุกมากขึ้น ภายใต้วิสัยทัศน์ “OSOTSPA GOES GLOBAL” นำร่องโดยกลุ่มสินค้าเรือธง “เครื่องดื่มชูกำลัง” ภายใต้แบรนด์ “ชาร์ก” เป็นแบรนด์ระดับโกลเบิล ส่วน “เอ็ม-150” เป็นแบรนด์ระดับรีจินัล
บริษัทฯจะเน้นสร้างตราสินค้าให้แข็งแกร่ง จากเดิมการทำตลาดจะเป็นเพียงส่งออกไปจำหน่ายเท่านั้น นอกจากนี้ภายในอีก 1-2 ปีข้างนี้ จะรุกสร้างแบรนด์กลุ่มสินค้าอุปโภค โดยเฉพาะสินค้าเด็กภายใต้แบรนด์เบบี้ มายด์ ชนกับจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ยักษ์ใหญ่สินค้าเด็ก นำร่องแถบตะวันออกกลาง
ล่าสุดได้จัดตั้งบริษัท โอสถสภา อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อดูแลการทำตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะ ซึ่งมีนายสุนทร เก่งวิบูล กรรมการผู้จัดการ เป็นแม่ทัพดูแลตลาดต่างประเทศ สำหรับงบการตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในช่วง 5 ปีจากนี้ บริษัทฯจะทุ่ม 10,000 ล้านบาท แนวทางสร้างแบรนด์จะเน้นสร้างความแตกต่างจากเครื่องดื่มคู่แข่งอย่างเรดบูล โดยจะบุคลิกแบรนด์ผูกติดกับกลิ่นอายทะเล ขณะที่ของเรดบูลขายความเป็นไลฟ์สไตล์ เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่
ทั้งนี้จะเน้นทำตลาดสำคัญ 10 ประเทศ ประกอบด้วย ตะวันออกกลาง ซึ่งยังเป็นตลาดที่ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดเข้าไปทำตลาด มีอัตราการเติบโตสูง อย่างประเทศเยเมน มีอัตราการขยายตัวสูงถึง 10% จีนสภาพตลาดโต 4% อเมริกาโต 30% และยุโรป อย่างประเทศอังกฤษโตถึง 15% โดยปีนี้ทุ่มงบการตลาด 1,500 ล้านบาทนำร่องก่อน
เหตุผลที่บริษัทฯหันมารุกตลาดต่างประเทศมากขึ้น เพราะตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศไทย 1,500 ล้านขวดหรือกระป๋อง เริ่มอิ่มตัวเติบโต 1-2% ต่อปี และข้อจำกัดมาตรการจากทางภาครัฐที่เข้มงวดทำตลาดยากมากขึ้น และเมื่อเทียบกับภาวะตลาดเครื่องดื่มชูกำลังทั่วโลกในเชิงปริมาณ 12,000 ล้านขวดหรือกระป๋อง หรือคิดเป็นมูลค่า 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือเท่ากับ 3.2 แสนล้านบาท ยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าอีก 5 ปีตลาดจะมีมูลค่าเพิ่มเป็น 5.5 แสนล้านบาท โดยพบว่าทั่วโลกตลาดชูกำลังนอนคาร์บอเนตมีสัดส่วน 76% ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นคนเอเชีย ส่วนอีก 24% เป็นชนิดคาร์บอเนต ซึ่งคนส่วนใหญ่บริโภคโดยคนยุโรป
สภาพตลาดเครื่องดื่มชูกำลังต่างประเทศประเทศ
มูลค่าการตลาด(ปริมาณล้านขวดหรือกระป๋อง) การเติบโตของตลาด การบริโภคต่อคนต่อปี
ญี่ปุ่น 3800 3% 30 ขวด
ไทย 1500 1-2% 23 ขวด
ออสเตรีย 70 9% 13 ขวด
อังกฤษ 600 15% 10 ขวด
สหรัฐอเมริกา 1213 30% 4 ขวด
จีน 244 4% 0.2 ขวด
อินโดนีเซีย 2880 15% 12 ขวด
เยเมน 18 10% 0.9 ขวด
สำหรับรูปแบบการเข้าไปทำตลาดแต่ละประเทศแบ่งออก 4 รูปแบบ ได้แก่ 1.ลงทุนด้านตลาดเองแต่ใช้ดิสทริบิวเตอร์ท้องถิ่นแต่ละประเทศ เริ่มที่อเมริกา และอเมริกาใต้ 2.ลงทุนด้านการตลาดและดิสทริบิวเตอร์เองทั้งหมด นำร่องที่เยเมน และบังคลาเทศ 3. ร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่นของประเทศ แต่บริษัทดูแลด้านการตลาดเป็นหลัก และผสมผสานกับการตลาดท้องถิ่นบ้าง และ 4. คือ การลงทุนสร้างโรงงาน ดูแลการตลาด และด้านดิสทริบิวเตอร์เองทั้งหมด ซึ่งการรูปแบบนี้จะพิจารณาถึงประเทศที่มีจำนวนประชากรสูงรวมทั้งกำแพงการเก็บอัตราภาษีนำเข้าสูง เช่น เอเชียใต้ อย่างบังคลาเทศเก็บอัตราภาษีนำเข้า 100% อินเดีย 40-50% และจีน 40%
นอกจากนี้บริษัทฯยังได้เตรียมเปิดสำนักงานเพิ่มขึ้นเป็น 60-70 ประเทศ จากปัจจุบันมีทั้งหมด 50 ประเทศ ขณะที่การจัดตั้งบริษัทมีทั้งหมด 6 ประเทศ ได้แก่ พม่า อินโดนีเซีย โดยในจีนกำลังศึกษาอยู่ อย่างไรก็ตามการทำตลาดต่างประเทศที่ผ่านมาบริษัทฯขาดทุนมาตลอด 5 ปี ปีละประมาณ 200-300 ล้านบาท โดยเฉพาะตลาดยุโรปและอเมริกา ดังนั้นบริษัทฯจึงต้องฟื้นฟูตลาดยุโรปและอเมริกาก่อน ขณะที่ในเอเชีย ซึ่งถือว่าเป็นภูมิภาคที่ทำกำไรให้กับบริษัท
บริษัทฯตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากการส่งออกจาก 10% หรือคิดเป็นมูลค่า 1,500 ล้านบาท และภายใน 3 ปีนี้ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้เพิ่มเป็น 20% จากการมีรายได้รวม 20,000 ล้านบาท ส่วนรายได้ปีที่ผ่านมา 16,000 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้จาก 5% โตได้ถึง 8% ส่งผลให้บริษัทฯทำกำไร 400-500 ล้านบาท
“จุดแข็งของเครื่องดื่มชูกำลังเอ็ม-150 และชาร์ก จากการสำรวจตลาดยุโรปและอเมริกา โดดเด่นด้วย P.ตัวแรก คือ Product เพราะมีรสชาติกลมกล่อม นอกจากนี้ยังมีความแข็งแกร่งด้านการพัฒนาและวิจัย รวมทั้งความพร้อมด้านกำลังการผลิต 2,000 ล้านขวดหรือกระป๋องต่อปี สามารถรองรับความต้องการตลาดทั่วโลกได้ 2-3 ปี จากปัจจุบันใช้กำลังผลิต 1,200 ล้านขวดหรือกระป๋องต่อปี อีกทั้งยังมีความพร้อมด้านบุคลากรในตลาดต่างประเทศ”
ทั้งนี้การหันมารุกตลาดต่างประเทศอย่างหนัก บริษัทตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2553 หรืออีก 5 ปี เครื่องดื่มชูกำลังของโอสถสภาจะขึ้นมาเป็นอันดับของสองของโลกอย่างแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยครองส่วนแบ่ง 12-15% จากมูลค่า 5.5 แสนล้านบาท จากปัจจุบันเป็นอันดับสองของโลกมีส่วนแบ่ง 9% ส่วนผู้นำตลาดเป็นของบริษัทกระทิงแดง มีส่วนแบ่ง 55% หรือมียอดขาย 6,000 ล้านขวดหรือกระป๋อง ซึ่งใช้งบทำตลาดสูงถึง 10,000 ล้านบาทในยุโรป ขณะที่อันดับสามเป็นของบริษัทไทโช จากประเทศญี่ปุ่น ที่เหลือส่วนใหญ่จะเป็นโลคัลแบรนด์
กระทิงแดงบ่ยั่นโอสถสภาโกอินเตอร์
นายสาธิต สถีระศรินทร์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด กล่าวว่า การที่กลุ่มโอสถสภาเตรียมรุกตลาดต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าหนักใจอะไร เพราะเรดบูลทำตลาดมานาน และมีความแข็งแกร่งมาก โดยเฉพาะตลาดยุโรปมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับหนึ่ง การที่เอ็ม 150 จะขยายตลาดไปต่างประเทศ คงไม่มีผล กระทบต่อเรดบูล เพราะเป็นสินค้าที่มีความแข็งแกร่งทั้งเรื่องของแบรนด์ และเครือข่ายมานานแล้ว
นอกจากนี้เรดบูลยังเป็นแบรนด์ที่คลาสสิคและเทรนด์ดี้ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของแบรนด์ สำหรับการทำตลาดกระทิงแดงในต่างประเทศนั้นนอกเหนือจาก ตลาดอินโดจีนที่กระทิงแดงประเทศไทยรับผิดชอบ ส่วนที่เหลือทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นประเทศ ยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง ล้วนเป็นของหุ้นส่วนชาวออสเตรีย ที่ถือหุ้นอยู่ 49%ที่เหลือ 51% เป็นของคนไทย
|