Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน16 มีนาคม 2549
โอสถสภาดันชูกำลังโกอินเตอร์ ทุ่มหมื่นล.สู่ที่2ของโลกไล่บี้เรดบูล             
 


   
www resources

โฮมเพจ บริษัท โอสถสภา จำกัด

   
search resources

โอสถสภา, บจก.
Marketing
Sport and Energy drink




โอสถสภา ชูวิสัยทัศน์ “OSOTSPA GOES GLOBAL” ยกทัพสินค้าอุปโภคบริโภคสร้างแบรนด์สู่ระดับโกลเบิล นำร่องส่งสินค้าเรือธง “เครื่องดื่มชูกำลัง” หลังพบตลาดโลกโตพรวด 5 ปี มูลค่าพุ่ง 5.5 แสนล้านบาท สวนกระแสตลาดไทยซบถึงจุดอิ่มตัว อัดฉีด 5 ปี ทุ่ม 10,000 ล้านบาท บูมแบรนด์แจ้งเกิดตลาดโลก ส่งชาร์กลุยโกลเบิล เอ็ม –150 บุกตลาดรีจินัล ชู 4 รูปแบบสร้างตลาด 5 ปีแชร์เพิ่มเป็น 12-15% ไล่บี้เรดบูลเบอร์หนึ่งของโลก เผย 1-2 ปี เล็งสร้างแบรนด์เบบี้มายด์ชนจอห์นสันยักษ์ใหญ่สินค้าเด็ก

นายรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง และชาร์ก เปิดเผยว่า นโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัทโอสถสภานับจากนี้ จะเน้นการทำตลาดต่างประเทศในเชิงรุกมากขึ้น ภายใต้วิสัยทัศน์ “OSOTSPA GOES GLOBAL” นำร่องโดยกลุ่มสินค้าเรือธง “เครื่องดื่มชูกำลัง” ภายใต้แบรนด์ “ชาร์ก” เป็นแบรนด์ระดับโกลเบิล ส่วน “เอ็ม-150” เป็นแบรนด์ระดับรีจินัล

บริษัทฯจะเน้นสร้างตราสินค้าให้แข็งแกร่ง จากเดิมการทำตลาดจะเป็นเพียงส่งออกไปจำหน่ายเท่านั้น นอกจากนี้ภายในอีก 1-2 ปีข้างนี้ จะรุกสร้างแบรนด์กลุ่มสินค้าอุปโภค โดยเฉพาะสินค้าเด็กภายใต้แบรนด์เบบี้ มายด์ ชนกับจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ยักษ์ใหญ่สินค้าเด็ก นำร่องแถบตะวันออกกลาง

ล่าสุดได้จัดตั้งบริษัท โอสถสภา อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อดูแลการทำตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะ ซึ่งมีนายสุนทร เก่งวิบูล กรรมการผู้จัดการ เป็นแม่ทัพดูแลตลาดต่างประเทศ สำหรับงบการตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในช่วง 5 ปีจากนี้ บริษัทฯจะทุ่ม 10,000 ล้านบาท แนวทางสร้างแบรนด์จะเน้นสร้างความแตกต่างจากเครื่องดื่มคู่แข่งอย่างเรดบูล โดยจะบุคลิกแบรนด์ผูกติดกับกลิ่นอายทะเล ขณะที่ของเรดบูลขายความเป็นไลฟ์สไตล์ เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

ทั้งนี้จะเน้นทำตลาดสำคัญ 10 ประเทศ ประกอบด้วย ตะวันออกกลาง ซึ่งยังเป็นตลาดที่ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดเข้าไปทำตลาด มีอัตราการเติบโตสูง อย่างประเทศเยเมน มีอัตราการขยายตัวสูงถึง 10% จีนสภาพตลาดโต 4% อเมริกาโต 30% และยุโรป อย่างประเทศอังกฤษโตถึง 15% โดยปีนี้ทุ่มงบการตลาด 1,500 ล้านบาทนำร่องก่อน

เหตุผลที่บริษัทฯหันมารุกตลาดต่างประเทศมากขึ้น เพราะตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศไทย 1,500 ล้านขวดหรือกระป๋อง เริ่มอิ่มตัวเติบโต 1-2% ต่อปี และข้อจำกัดมาตรการจากทางภาครัฐที่เข้มงวดทำตลาดยากมากขึ้น และเมื่อเทียบกับภาวะตลาดเครื่องดื่มชูกำลังทั่วโลกในเชิงปริมาณ 12,000 ล้านขวดหรือกระป๋อง หรือคิดเป็นมูลค่า 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือเท่ากับ 3.2 แสนล้านบาท ยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าอีก 5 ปีตลาดจะมีมูลค่าเพิ่มเป็น 5.5 แสนล้านบาท โดยพบว่าทั่วโลกตลาดชูกำลังนอนคาร์บอเนตมีสัดส่วน 76% ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นคนเอเชีย ส่วนอีก 24% เป็นชนิดคาร์บอเนต ซึ่งคนส่วนใหญ่บริโภคโดยคนยุโรป

สภาพตลาดเครื่องดื่มชูกำลังต่างประเทศประเทศ

มูลค่าการตลาด(ปริมาณล้านขวดหรือกระป๋อง) การเติบโตของตลาด การบริโภคต่อคนต่อปี
ญี่ปุ่น 3800 3% 30 ขวด
ไทย 1500 1-2% 23 ขวด
ออสเตรีย 70 9% 13 ขวด
อังกฤษ 600 15% 10 ขวด
สหรัฐอเมริกา 1213 30% 4 ขวด
จีน 244 4% 0.2 ขวด
อินโดนีเซีย 2880 15% 12 ขวด
เยเมน 18 10% 0.9 ขวด


สำหรับรูปแบบการเข้าไปทำตลาดแต่ละประเทศแบ่งออก 4 รูปแบบ ได้แก่ 1.ลงทุนด้านตลาดเองแต่ใช้ดิสทริบิวเตอร์ท้องถิ่นแต่ละประเทศ เริ่มที่อเมริกา และอเมริกาใต้ 2.ลงทุนด้านการตลาดและดิสทริบิวเตอร์เองทั้งหมด นำร่องที่เยเมน และบังคลาเทศ 3. ร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่นของประเทศ แต่บริษัทดูแลด้านการตลาดเป็นหลัก และผสมผสานกับการตลาดท้องถิ่นบ้าง และ 4. คือ การลงทุนสร้างโรงงาน ดูแลการตลาด และด้านดิสทริบิวเตอร์เองทั้งหมด ซึ่งการรูปแบบนี้จะพิจารณาถึงประเทศที่มีจำนวนประชากรสูงรวมทั้งกำแพงการเก็บอัตราภาษีนำเข้าสูง เช่น เอเชียใต้ อย่างบังคลาเทศเก็บอัตราภาษีนำเข้า 100% อินเดีย 40-50% และจีน 40%

นอกจากนี้บริษัทฯยังได้เตรียมเปิดสำนักงานเพิ่มขึ้นเป็น 60-70 ประเทศ จากปัจจุบันมีทั้งหมด 50 ประเทศ ขณะที่การจัดตั้งบริษัทมีทั้งหมด 6 ประเทศ ได้แก่ พม่า อินโดนีเซีย โดยในจีนกำลังศึกษาอยู่ อย่างไรก็ตามการทำตลาดต่างประเทศที่ผ่านมาบริษัทฯขาดทุนมาตลอด 5 ปี ปีละประมาณ 200-300 ล้านบาท โดยเฉพาะตลาดยุโรปและอเมริกา ดังนั้นบริษัทฯจึงต้องฟื้นฟูตลาดยุโรปและอเมริกาก่อน ขณะที่ในเอเชีย ซึ่งถือว่าเป็นภูมิภาคที่ทำกำไรให้กับบริษัท

บริษัทฯตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากการส่งออกจาก 10% หรือคิดเป็นมูลค่า 1,500 ล้านบาท และภายใน 3 ปีนี้ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้เพิ่มเป็น 20% จากการมีรายได้รวม 20,000 ล้านบาท ส่วนรายได้ปีที่ผ่านมา 16,000 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้จาก 5% โตได้ถึง 8% ส่งผลให้บริษัทฯทำกำไร 400-500 ล้านบาท

“จุดแข็งของเครื่องดื่มชูกำลังเอ็ม-150 และชาร์ก จากการสำรวจตลาดยุโรปและอเมริกา โดดเด่นด้วย P.ตัวแรก คือ Product เพราะมีรสชาติกลมกล่อม นอกจากนี้ยังมีความแข็งแกร่งด้านการพัฒนาและวิจัย รวมทั้งความพร้อมด้านกำลังการผลิต 2,000 ล้านขวดหรือกระป๋องต่อปี สามารถรองรับความต้องการตลาดทั่วโลกได้ 2-3 ปี จากปัจจุบันใช้กำลังผลิต 1,200 ล้านขวดหรือกระป๋องต่อปี อีกทั้งยังมีความพร้อมด้านบุคลากรในตลาดต่างประเทศ”

ทั้งนี้การหันมารุกตลาดต่างประเทศอย่างหนัก บริษัทตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2553 หรืออีก 5 ปี เครื่องดื่มชูกำลังของโอสถสภาจะขึ้นมาเป็นอันดับของสองของโลกอย่างแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยครองส่วนแบ่ง 12-15% จากมูลค่า 5.5 แสนล้านบาท จากปัจจุบันเป็นอันดับสองของโลกมีส่วนแบ่ง 9% ส่วนผู้นำตลาดเป็นของบริษัทกระทิงแดง มีส่วนแบ่ง 55% หรือมียอดขาย 6,000 ล้านขวดหรือกระป๋อง ซึ่งใช้งบทำตลาดสูงถึง 10,000 ล้านบาทในยุโรป ขณะที่อันดับสามเป็นของบริษัทไทโช จากประเทศญี่ปุ่น ที่เหลือส่วนใหญ่จะเป็นโลคัลแบรนด์

กระทิงแดงบ่ยั่นโอสถสภาโกอินเตอร์

นายสาธิต สถีระศรินทร์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด กล่าวว่า การที่กลุ่มโอสถสภาเตรียมรุกตลาดต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าหนักใจอะไร เพราะเรดบูลทำตลาดมานาน และมีความแข็งแกร่งมาก โดยเฉพาะตลาดยุโรปมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับหนึ่ง การที่เอ็ม 150 จะขยายตลาดไปต่างประเทศ คงไม่มีผล กระทบต่อเรดบูล เพราะเป็นสินค้าที่มีความแข็งแกร่งทั้งเรื่องของแบรนด์ และเครือข่ายมานานแล้ว

นอกจากนี้เรดบูลยังเป็นแบรนด์ที่คลาสสิคและเทรนด์ดี้ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของแบรนด์ สำหรับการทำตลาดกระทิงแดงในต่างประเทศนั้นนอกเหนือจาก ตลาดอินโดจีนที่กระทิงแดงประเทศไทยรับผิดชอบ ส่วนที่เหลือทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นประเทศ ยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง ล้วนเป็นของหุ้นส่วนชาวออสเตรีย ที่ถือหุ้นอยู่ 49%ที่เหลือ 51% เป็นของคนไทย   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us