Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ธันวาคม 2540








 
นิตยสารผู้จัดการ ธันวาคม 2540
กระจกไทย-อาซาฮี เจอศึกหนักหลังผุดโรงงาน             
 

 
Charts & Figures

ความต้องการกระจกในประเทศปี 2536-2540


   
www resources

โฮมเพจ บริษัท กระจกไทยอาซาฮี จำกัด (มหาชน)

   
search resources

กระจกไทยอาซาฮี, บมจ.
Glass




ยุคเงินบาทลอยตัว เศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหาการเมืองไร้เสถียรภาพ ผู้ประกอบการภาคเอกชนต่างดิ้นรนให้พ้นวิกฤติการณ์ให้ได้ ใครที่มีสายป่านยาวก็สามารถรอดตัวไปท่ามกลางความเจ็บปวดสำหรับผู้ที่ไม่สามารถฟันฝ่าออกไปได้

แต่ บมจ.กระจกไทย-อาซาฮี (TAG) ผู้ผลิตกระจกรายใหญ่ของประเทศไทยยังไม่รู้ว่าทิศทางของบริษัทจะเป็นอย่างไร เพราะกำลังปวดหัวอยู่กับโรงงานแห่งใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ระยอง ที่เพิ่งสร้างเสร็จแลเริ่มการผลิตเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยเงินลงทุนประมาณ 2,750 ล้านบาท กำลังการผลิต 182,500 ตันต่อปี ซึ่งเมื่อรวมกับกำลังการผลิตโรงงานที่พระประแดงแล้ว TAG จะมีกำลังการผลิตกระจกประมาณ 331,000 ตันต่อปี

และเมื่อรวมกำลังการผลิตโดยรวมทั้งประเทศแล้ว จะมีสูงถึงประมาณ 823,000 ตันต่อปี ซึ่งสามารถรองรับความต้องการกระจกได้ไม่น้อยกว่า 13 ปีขณะที่ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศปี 2540 คาดว่าจะมีเพียงประมาณ 310,500 ตันต่อปีเท่านั้น ดังนั้นภาวะการแข่งขันที่นับวันจะรุนแรงเนื่องจากปริมาณผลผลิตในประเทศที่เกินความต้องการ (over supply) สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เกิดจากภาคอสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้างซบเซาอย่างมากทำให้ผู้ผลิตกระจกเจ็บตัวกันระนาว

แหล่งข่าวใน TAG เล่าให้ฟังว่าการเปิดโรงงานแห่งใหม่นี้ถือว่าเป็นการลงทุนที่ผิดจังหวะ แต่เมื่อบริษัทได้วางแผนสร้างไว้แล้วเมื่อ 3 ปีก่อนซึ่งช่วงนั้นเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ปัจจุบันเมื่อเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้บริษัทจำเป็นต้องปิดดำเนินการผลิตแม้จะรู้ว่าอนาคตข้างหน้าผลิตภัณฑ์กระจกจะล้นตลาดมากขึ้น

ผลกระทบสำคัญที่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนเนื่องจาก TAG ได้กู้เงินจากต่างประเทศเพื่อมาสร้างโรงงานแห่งใหม่นี้เป็นเม็ดเงินสูงถึงประมาณ 2,000 ล้านบาท เป็นสกุลดอลลาร์ประมาณ 63 ล้านเหรียญสหรัฐ และสกุลเยนประมาณ 2,000 ล้านเยน ทำให้ขณะนี้บริษัทต้องขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนไปแล้วกว่า 600 ล้านบาท เมื่อคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 37 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม เงินกู้ส่วนนี้เป็นเงินกู้ระยะยาวจึงทำให้ TAG สบายใจได้ในระดับหนึ่งถ้าเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวกล่าวว่าในขณะนี้ทางผู้บริหารของบริษัทกำลังหารือกันในเรื่องการปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายในปี 2541 ซึ่งประเด็นสำคัญคงจะไม่พ้นการพยายามลดค่าใช้จ่ายในทุกๆ ทางเพื่อให้เพียงพอกับรายได้ที่มีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ

"ส่วนแผนการขยายการลงทุนในปีนี้และปีนหน้าคาดว่าจะหยุดไว้ก่อน เพราะคงต้องรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก่อนว่าจะดีขึ้นในช่วงไหน ส่วนที่จะทำในตอนนี้คือพยายามเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและรักษาส่วนแบ่งตลาดเอาไว้ให้มากที่สุด"

ทั้งที่ผู้บริหารกลุ้มใจมากที่สุดเห็นจะเป็นการโดนผู้ผลิตกระจกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย และจีนนำผลิตภัณฑ์กระจกเข้ามาจำหน่ายในประเทศในราคาถูกกว่าผู้ผลิตในประเทศประมาณ 20% ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของ TAG ถูกแย่งไปมากพอสมควร แม้ว่าปัจจุบันส่วนแบ่งตลาดของบริษัทจะยังคงรั้งอันดับหนึ่งอยู่คือ ประมาณ 30% แต่ในอนาคตแนวโน้มคาดว่าส่วนแบ่งตลาดจะค่อยๆ หายไปเนื่องจากผลิตภัณฑ์กระจกจากต่างประเทศเริ่มเข้ามาในอัตราที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยอยู่ระดับเลขหลักเดียว แต่ล่าสุดส่วนแบ่งตลาดถูกแย่งไปแล้วประมาณ 20%

หนทางออกของ TAG เมื่อปีที่แล้วสำหรับการต่อสู้กับผลิตภัณฑ์กระจกต่างประเทศ คือการปรับราคาลง 30-40% แต่นั่นเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นๆ เท่านั้นในขณะที่ด้านต้นทุนการผลิตกลับเพิ่มขึ้น ดังนั้น TAG จึงได้ปรับราคาผลิตภัณฑ์กระจกเพิ่มขึ้น ซึ่งตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันได้ปรับราคาเป็นจำนวน 3 ครั้งแล้ว โดย 2 ครั้งแรกนั้นเป็นการปรับราคาให้ใกล้เคียงกับฐานราคาเดิมซึ่งเมื่อปรับราคาแล้วจะอยู่ที่ระดับราคาตันละประมาณ 12,000 บาท แต่ครั้งที่ 3 นี้ ทางบริษัทยังไม่สามารถกำหนดราคาได้ว่าจะปรับขึ้นเท่าไรเพราะค่าเงินบาทจะผันผวนอยู่จึงไม่สามารถคำนวณต้นทุนการผลิตได้

สาเหตุที่ผลิตภัณฑ์กระจกจากต่างประเทศทะลักเข้ามามากเกิดจากการลดภาษีนำเข้ากระจกตามข้อตกลงของอาฟตา (AFTA) ปัจจุบันไทยเก็บภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์กระจกอัตรา 30% และจะค่อยๆ ลดลงจนเหลืออัตราภาษีในอัตรา 5% ในปี 2544

"นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำไปทั่วเอเชียไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ทำให้ทุกประเทศต้องดิ้นรนหาตลาดเพื่อความอยู่รอด" แหล่งข่าวกล่าว

ปัญหาอันเกิดจากการทุ่มตลาดนี้ทางผู้ผลิตกระจกของไทยได้พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเองทางหนึ่งในระดับหนึ่งแล้ว ยังต้องขอความเป็นธรรมจากภาครัฐบาลด้วยการเร่งให้รัฐบาลพิจารณามาตรการตอบโต้กับประเทศที่นำผลิตภัณฑ์กระจกเข้ามาทุ่มตลาด หรือออกมาตรการสกัดกั้นการนำเข้า โดยวิธีอื่นที่ไม่เกี่ยวกับภาษี เช่น การตั้งมาตรฐานบังคับให้สินค้าที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศมีมาตรฐานเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์ในประเทศ ซึ่งจะสามารถลดการนำเข้ามาได้ในระดับหนึ่ง และขอให้ชะลอการลดภาษีในแต่ละปีตามข้อตกลงของ AFTA โดยใช้มาตรการลดภาษีครั้งเดียวในปี 2544 เลย ซึ่งความหวังของผู้ประกอบการในมาตรการขอร้องต่างๆเหล่านี้คงจะต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร เพราะปัญหาทางด้านการเมืองยังไม่สามารถคลี่คลายให้กระจ่างชัดได้

ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องช่วยเหลือตัวเองไปก่อนซึ่งความเป็นไปได้ในปัจจุบัน ได้แก่ เร่งระบายผลิตภัณฑ์กระจกออกไปจำหน่ายต่างประเทศให้มากที่สุด โดยที่ผ่านมา TAG ได้ทำการส่งออกผลิตภัณฑ์กระจกประมาณ 20% ส่วนใหญ่ตลาดจะอยู่ที่ญี่ปุ่น แต่คาดว่าต่อไปอัตราการส่งออกจะเพิ่มสูงขึ้นพร้อมทั้งขยายตลาดให้กว้างขวางมากขึ้นโดย TAG จะอาศัยเครือข่ายของอาซาฮีของญี่ปุ่นเป็นผู้ทำตลาดให้เพราะมีสาขาอยู่ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่จะเจอก็คือความไม่ราบรื่นสำหรับตลาดอเมริกาและตลาดในประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปหรืออียู เพราะประเทศเหล่านี้ได้มีการตั้งกำแพงภาษีไว้สูงพอสมควร อีกทั้งระดับราคาขายผลิตภัณฑ์กระจกของ TAG ในต่างประเทศนั้นอยู่ในระดับต่ำกว่าราคาจำหน่ายในประเทศเกือบ 50% จึงไม่คุ้มกับต้นทุนที่เสียไป

"ส่วนตลาดในแถบเอเชียปัจจุบันแต่ละประเทศเริ่มมีปัญหาเรื่องกระจกล้นตลาด โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ทำให้ TAG ต้องเจอกับคู่แข่งเมื่อออกไปหาตลาดในต่างประเทศ ดังนั้นปัญหาการทุ่มตลาดกระจกจึงไม่จบสิ้นในเร็ววันนี้แน่นอน" แหล่งข่าวกล่าว

เมื่อมองไปในอนาคตแล้ว TAG คงจะต้องทำงานหนักกว่าเดิมแน่นอน เพราะเจอปัญหาทั้งภายในและภายนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าผู้บริหารของบริษัทคงจะสามารถขจัดปัญหาเหล่านี้ออกไปได้ในที่สุด

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us