|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
"พาณิชย์"ทุ่มงบ 250 ล้านบาทหนุนการทำงานของฮับภูมิภาค ให้จีน-อินเดียมากสุด หลังตั้งเป้าเป็นตลาดที่ไทยต้องยึด เพราะกำลังซื้อสูง แถมเป็นตลาดที่ไทยทำเอฟทีเอ
นายการุณ กิตติสถาพร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วานนี้ (13 มี.ค.) ได้ประชุมร่วมกับหัวหน้าฮับภูมิภาคต่างๆ ทั้ง 6 ฮับ ได้แก่ จีน อินเดีย สหรัฐฯ อียู อาเซียน เอเชียตะวันออก (ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน) โดยพิจารณาจัดจัดสรรงบประมาณสำหรับดำเนินการฮับภูมิภาคจำนวนทั้งสิ้น 250 ล้านบาท แยกเป็นจัดสรรงบประมาณให้ฮับจีน และอินเดีย ฮับละ 70 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากกว่าฮับอื่นๆ เพราะเห็นว่าเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทย มีกำลังซื้อสูง รวมทั้งเป็นตลาดที่ไทยมีการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) จึงมีโอกาสขยายตัวทางการค้าสูง
"ในการใช้เงินผลักดันการส่งออกของฮับ ได้ขอให้มีการใช้เงินสร้างโครงการส่งเสริมการค้าเป็นภาพรวม แทนที่จะเน้นตลาดเป็นรายสินค้า เพราะถ้าเน้นรายสินค้าก็จะช่วยแค่รายสินค้า แต่ถ้าทำเป็นภาพรวม จะช่วยทั้งการส่งออก ช่วยการลงทุน"
นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารฮับ เพื่อทำให้การทำงานทั้ง 6 ฮับประสานกันและมีความต่อเนื่องในการทำงาน โดยมีตนเป็นประธาน มีอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก เป็นกรรมการ และมีสำนักงานยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศเป็นเลขานุการ
นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในส่วนของตลาดยุโรป แม้จะเป็นตลาดที่อิ่มตัวแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสขยายตัวได้อีก จึงได้แบ่งตลาดยุโรป เป็น 3 ส่วน คือ ยุโรปตะวันตก กำหนดให้ป็นตลาดสำหรับไทยส่วนใหญ่ในขณะนี้ ยุโรปตะวันออก และยุโรปเหนือ กำหนดให้เป็นโอกาสที่ไทยขยายทั้งการค้าการลงทุนมากขึ้นอีก
สำหรับยุทธศาสตร์ที่จะดำเนินการใน ปี 2549 คือ 1.การมีข้อมูลทางการตลาดเชิงลึก เพื่อการนำไปสู่การจับคู่ธุรกิจ ที่จะนำไปสู่ทั้งการค้าและการลงทุน 2.การจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-ยุโรป (Thai-Eu Bussiness Council ) 3.การว่าจ้างล็อบบี้ยิสต์
ทั้งนี้ ในส่วนของการทำข้อมูลตลาดเชิงลึกนั้น จะเน้นการจัดกลุ่มการค้าที่เหมาะสม และมีศักยภาพของยุโรป มาจับคู่กับภาคเอกชนไทย เพื่อร่วมกันดำเนินธุรกิจ และทำให้การเข้าถึงตลาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกลุ่มสินค้าและบริการที่เน้น คือ อาหาร สปา ร้านอาหาร เป็นต้น ส่วนการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-อียู เพื่อให้ผู้แทนภาคเอกชนมีโอกาสได้พบปะและแสดงบทบาทปกป้องทางการค้าด้วยตนเอง ขณะที่การว่าจ้างล็อบบี้ยิสต์ ก็เพื่อทำหน้าที่ดูแลมาตรการทางการค้า ก่อนที่จะออกมา เพราะหากปล่อยระเบียบออกมาโดยที่ไม่รู้ล่วงหน้าอาจสายเกินไปที่จะแก้ไข
อย่างไรก็ตาม ในราวปลายเดือนมี.ค.นี้ จะเดินทางไปยังประเทศมาเลเซียเพื่อร่วมประชุมอาเซียน อียู มิชชั่น กรุ๊ป ซึ่งวาระการประชุมหลักคือการรายงานผลการศึกษา ความเหมาะสม และผลกระทบการทำเอฟทีเออาเซียน-อียู หากผลการศึกษา เห็นว่าเหมาะสมเปิดการเจรจา และประเทศสมาชิกอาเซียนยอมรับที่จะเปิดการเจรจาจริง ไทยก็จะต้องมาทำการศึกษาว่าจะมีท่าทีต่อการทำเอฟทีเออาเซียน-อียูอย่างไร
|
|
 |
|
|