ขึ้นชื่อว่าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรหรือ ธ.ก.ส. เชื่อว่ามีคนเมืองจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้จักธนาคารของรัฐแห่งนี้ดีพอ
นอกเหนือจากเป็นแบงก์ของเกษตรกรคนยากเท่านั้น และดูเหมือนจะเป็นแดนสนธยาที่คนในเมืองไม่กล้าเข้าไปกล้ำกราย
อันที่จริง ธ.ก.ส. ก็ไม่ได้มีความแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์แห่งอื่น ๆ มากนักในด้านของการบริการ
นอกเสียจากการปล่อยเงินกู้ที่เน้นโครงการเพื่อการเกษตรตาม ก.ม. พิเศษที่ได้ตราบังคับไว้เท่านั้น
เพราะยังมีการให้บริการรับฝากเงินในอัตราดอกเบี้ยเท่ากับธนาคารพาณิชย์แห่งอื่น
ๆ เช่นกัน
เนื่องจาก ธ.ก.ส. เป็นธนาคารของรัฐ ซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ 7% การตัดลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี
2541 ลง 100,000 ล้านบาทของรัฐบาล เพื่อพยุงฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศส่งผลกระทบต่อธนาคารแห่งนี้ในฐานะที่ยังต้องพึ่งงบประมาณของรัฐบาล
ซึ่งเดิมได้ตั้งงบประมาณในปี 2541 ไว้ 2,500 ล้านบาท ก็ถูกตัดทิ้งอย่างไม่เหลือเยื่อใย
ทั้ง ๆ ที่ในยามนี้จะมีก็เพียงภาคเกษตรกรรมเท่านั้นที่สามารถสร้างเม็ดเงินมายังชีพคนทั้งประเทศที่มองเห็นทางมากที่สุด
เพราะปลอดจากความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน วัตถุดิบส่วนใหญ่หาใช้ได้ในประเทศยกเว้นแต่เพียงปุ๋ยเท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ ธ.ก.ส.ก็ต้องเป็นผู้ที่หาเงินลงทุนเพื่อนำมาปล่อยกู้ให้แก่เกษตรกรที่นับวันจะมีเพิ่มมากขึ้น
เพราะแรงงานจากภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากพิษของเศรษฐกิจก็ต้องระเห็จกลับสู่ถิ่นฐานเดิม
และหันมายึดอาชีพเดิมที่บรรพบุรุษของตนได้ทำมาหาเลี้ยงชีพมาหลายชั่วอายุคน
แต่ทว่ายังขาดเงินทุนที่จะมาลงทุน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ ธ.ก.ส. ซึ่งถือเป็นที่พึ่งแหล่งสุดท้ายของคนเหล่านี้
ด้วยนโยบายหลักที่ต้องช่วยเหลือเกษตรกรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ด้วยการให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ
ในขณะที่ต้นทุนเงินของธนาคารนั้นกลับแพงมากขึ้นตามความเสี่ยงที่ต้องแบกรับ
ดังนั้นการระดมทุนจากต่างประเทศเหมือนเดิมจึงเริ่มไม่คุ้มค่ามากนัก ทางที่ดีที่สุดก็คือการระดมทุนภายในประเทศ
และบัตรออมทรัพย์ทวีสิน ถือเป็นสินค้าตัวใหม่ที่ ธ.ก.ส. เข็นออกมาสู่ตลาด
เพื่อระดมทุนจากประชาชนภายในประเทศ ทว่าสินค้าตัวนี้เน้นลูกค้าเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้ปานกลางที่มีวิถีชีวิตอยู่ในเมืองขึ้นไป
ซึ่งถือเป็นการฉีกจากแนวทางเดิมของแบงก์ที่เน้นกลุ่มลูกค้าในชนบทเป็นหลัก
"การออกบัตรออมทรัพย์ถูกจังหวะมากที่สุด ในภาวะเศรษฐกิจที่เงินตึงตัว
เพราะบัตรออมทรัพย์ระยะยาว 3 ปี จะช่วยเรื่องสภาพคล่องของระบบในประเทศได้ดี
เพราะเป็นการนำเงินออมจำนวนหนึ่งที่ได้จากคนในเมืองไปสู่ภาคชนบท หรือภาคเกษตรกรรม
คงเป็นที่ทราบกันดีว่า คนงานที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมได้หันกลับไปสู่ภาคเกษตรอีกจำนวนหนึ่ง
ฉะนันจึงมีความต้องการเงินทุนในจำนวนที่มากพอควรที่จะไปฟื้นฟูเศรษฐกิจในชนบท
อันเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจของประเทศ ฉะนั้นการที่เราได้เริ่มระดมเงินออม
2,500 ล้านบาทจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับอุตสาหกรรมชุมชนในชนบท
เราจะมีบทบาทในการเชื่อมโยงกับภาคอุตสากหรรมชุมชนหรือการเกษตรได้อย่างมาก
หากภาคเหล่านี้ต้องการส่งออก เราจะมีบทบาทในการเชื่อมโยงให้ผู้ที่อยู่ในเมืองและมีเงินออมพอสมควร
และการที่เรามาทำหน้าที่นี้เป็นการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ในประเทศ
ในเบื้องต้นเราจะให้บริการดำเนินการเคลื่อนย้ายทรัพยากรจากในเมืองไปสู่ชนบท
ซึ่งบัตรออมทรัพย์ทวีสินจะมีคุณค่ายิ่งสำหรับคนส่วนใหญ่ของประเทศ" พิทยาพล
นาถธราดล ผู้จัดการธนาคารฯ กล่าวถึงความสำคัญของสินค้าตัวใหม่ เพราะ ธ.ก.ส.
เป็นธนาคารสินเชื่อชนบทที่ใหญ่ที่สุดครอบคลุมกลุ่มคนมากถึง 80% ของประชากรในชนบท
บัตรออมทรัพย์ตัวนี้จะมีลักษณะคล้ายกับสลากออมสินคือเป็นทั้งเงินออมที่ให้ดอกเบี้ย
2% ต่อปี และมีโอกาสได้รับรางวัลถึง 12 ครั้ง จำนวน 276 รางวัล มูลค่า 120
ล้านบาท โดยรางวัลที่ 1 มี 1 รางวัล มูลค่า 10 ล้านบาท รางวัลที่ 2 มี 5
รางวัล ๆ ละ 200,000 บาท รางวัลที่ 3 มี 20 รางวัล ๆ ละ 50,000 บาท รางวัลที่
4 มี 50 รางวัล ๆ ละ 20,000 บาท และรางวัลที่ 5 มี 200 รางวัล ๆ ละ 10,000
บาท ซึ่งจะออกรางวัลทุก ๆ 3 เดือน โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการซึ่งบัตรออมทรัพย์นี้ราคาหน่วยละ
500 บาท
เงินฝากทวีโชค เป็นสินค้าตัวแรกที่ ธ.ก.ส. เริ่มรุกตลาดระดมเงินออมเมื่อไม่นานมานี้
แต่เน้นลูกค้าในต่างจังหวัดซึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ทว่าในวันนี้ ธ.ก.ส.
ได้หันมาเจาะลูกค้าในกรุงฯ และคนมีเงินในหัวเมืองต่าง ๆ จากก่อนที่ไม่เคยเข้าถึงตลาดนี้มากนัก
ซึ่งในโอกาสเดียวกันนี้ทาง ธ.ก.ส.ยอมทุ่มทุนถึง 20 ล้านบาท ว่าจ้างให้บริษัท
Access & Associate Ltd. ดำเนิการโฆษณาประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสินค้าตัวนี้และภาพลักษณ์ของธนาคารให้เป็นที่คุ้นเคยกันในวงกว้าง
"เราก็มีบริการเงินฝากเหมือนกับแบงก์อื่น แต่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ เพราะคิดว่าเราปล่อยกู้อย่างเดียว
คนนอกเมืองเท่านั้นที่รู้จักเรา คนในเมืองไม่รู้จักเท่าไร เราก็คิดว่าเราน่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเราไปด้วย
เราไม่เคยมีโฆษณาประชาสัมพันธ์เหมือนกับวิสาหกิจแห่งอื่น ก็เลยถือโอกาสนี้มาทำโฆษณาพร้อม
ๆ กันเพื่อให้คนในเมืองได้รู้จักเรา" เอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้จัดการ
ธ.ก.ส. กล่าวถึงผลพลอยได้ที่ได้จากสินค้าตัวใหม่อันถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของ
ธ.ก.ส.
ปัจจุบัน ธ.ก.ส. มีเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศถึง
560 สาขา มีหน่วยบริการอีกประมาณ 800 หน่วย มีลูกค้าราว 4,300,000 คน ปล่อยเงินกู้ประมาณปีละ
160,000 ล้านบาท ฉะนั้นในแต่ละปี ธ.ก.ส. มีภาระที่จะต้องระดมทุนเพื่อนำมาปล่อยกู้ตกประมาณ
40,000 ล้านบาท
"ปัญหาของเราก็คือเงินหาง่ายแต่ราคาแพง เพราะเราต้องมาปล่อยดอกเบี้ยถูกให้แก่เกษตรกร
ดอกเบี้ยที่ปล่อยประมาณ 9% ต่อปีสำหรับวงเงินไม่เกิน 60,000 บาท แต่ถ้าเกิน
60,000 บาทจะปล่อยที่ 10-11% เราปล่อยกู้แก่โครงการที่เกี่ยวเนื่องกับเกษตร
ขณะนี้ก็เป็นที่ทราบแล้วว่าแรงงานเกษตรที่ตกงานเริ่มที่จะคืนสู่ท้องถิ่นเดิม
ซึ่งเราก็ต้องรับภาระหนักในปีนี้ และเราก็พยายามที่จะรักษาระดับเงินกู้ของเราที่
1.4 แสนล้านเพราะเราเป็นแหล่งสุดท้ายของประเทศ" เอ็นนูให้ความเห็น ซึ่งแหล่งเงินกู้ที่สำคัญของ
ธ.ก.ส. จะเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นธนาคารโลก(World
Bank) ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) กองทุนเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเลของญี่ปุ่น
(OECF) เป็นเงินกู้ระยะยาวอายุเฉลี่ย 25-30 ปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 7%
เมื่อไม่นานมานี้ ทาง ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการขอกู้เงินจาก OECF เป็นเงิน 40
ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,400 ล้านบาท (35 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์) และกู้จาก
ADB อีก 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,500 ล้านบาท
"ตอนนี้เรามีเงินกู้ต่างประเทศประมาณ 800 กว่าล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเงินเยนและเป็นกู้ระยะยาวทำให้เราไม่มีปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนมากนัก
เพราะเยนดอกเบี้ยต่ำ ส่วนใหญ่เราจะปล่อยกู้รายย่อย ฉะนั้นความเสี่ยงน้อย
และเราโชคดีที่มีแบงก์ชาติที่เข้ามาช่วยลดภาวะความเสี่ยงด้วยการซื้อบัตรเงินฝากของเรา"
ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานมองไปทางไหนก็มีแต่คนตกงานอย่างนี้ 10 ล้านบาทก็เพียงพอที่จะล่อใจให้ชื่อของ
ธ.ก.ส. มาอยู่ในหัวใจของคนที่ชอบลุ้นได้ไม่ยากนัก เพราะอย่างน้อยก็เหมือนหยดน้ำในทะเลทราย…