|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
แบงก์ชาติ ดำเนินนโยบายเข้ม หวังสกัดเงินเฟ้อ ปรับดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25 % หลังตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานพุ่ง ตามผลของต้นทุนและราคาสินค้าทยอยปรับขึ้น นายแบงก์เชื่อดอกเบี้ยไทยปีนี้ยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น ขณะที่ดอกเบี้ยต่างประเทศเริ่มทรงตัวและปรับลดลงภายในปีนี้ คาดเงินเฟ้อพื้นฐานทั้งปีอยู่ที่ระดับ 0-3 %
นายบรรลือศักดิ์ ปุสสะรังษี รองผู้จัดการฝ่ายวิจัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในวันนี้(8 มีนาคม)เชื่อว่าคณะกรรมการจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรืออัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วัน( อาร์พี 14) วันอีก 0.25 % และทั้งปีน่าจะอยู่ที่ระดับ 5-5.5 % เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
ทั้งนี้ แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินเฟ้อทั่วไปจะทรงตัวหรือปรับลดลงจากเดือนมกราคมอยู่ที่ระดับ 5.9 % และในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ระดับอัตรา 5.6 % แต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นเริ่มมีผลต่อต้นทุนสินค้า รวมทั้งราคาสินค้าของไทยยังคงมีการควบคุมอยู่ ส่งผลให้ราคาสินค้าเริ่มขยับตัวขึ้น ดังนั้นจากแนวโน้มดังกล่าว เชื่อว่าราคาต้นทุนและราคาสินค้าจะยังคงมีโอกาสปรับสูงขึ้นได้อีก ทำให้เป็นแรงกดดันกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นอย่างมาก ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)จำเป็นจะต้องดำเนินนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดอีกต่อไป
โดยคาดว่าภายในปีนี้อัตราดอกเบี้ยพื้นฐานจะยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเป้าหมายธปท.ระดับ 0-3 % ปัจจัยหลักเกิดจากต้นทุนและราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น คาดว่าอัตราดอกเบี้ยของไทยจะทรงตัวหรือปรับลดลงช้ากว่าดอกเบี้ยในต่างประเทศ โดยอัตราดอกเบี้ยเฟด คาดว่าจะทรงตัวหรือปรับลดลงภายในปลายปีนี้ แต่ในส่วนของดอกเบี้ยไทยปีนี้ยังคงมีทิศทางของการปรับขึ้นอีกต่อไป
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การประชุม กนง. ของ ธปท. ในวันที่ 8 มีนาคมนี้ คงจะมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาร์พี 14 วัน อีก 0.25 % จาก 4.25 % เป็น 4.50 % โดยจะเป็นการสานต่อนโยบายอัตราดอกเบี้ยเข้มงวดมากขึ้นที่ ธปท. ได้ดำเนินการผ่านการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาแล้ว รวม 2.25 % นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2547
โดยเหตุผลสนับสนุนการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ ประกอบด้วย แนวโน้มเศรษฐกิจไทย อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยต่างประเทศ
ส่วนการประชุมรอบต่อไปนั้น ธปท. คงจะมีการทบทวนสถานการณ์แวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรอบคอบ และระมัดระวัง เพื่อกำหนดนโยบายการเงินที่เหมาะสมสอดคล้องกับความเสี่ยงของเศรษฐกิจ ซึ่งหากสถานการณ์โดยรวมทางด้านเศรษฐกิจไม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญจากการคาดการณ์เดิม ธปท. ก็คงจะมีแนวโน้มเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่ออีกอย่างน้อยใน 1 หรือ 2 รอบการประชุมข้างหน้า เพื่อผลักดันระดับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงให้กลับมาอยู่ในแดนบวกตามที่ได้มุ่งหวังไว้ คือ อัตราดอกเบี้ยอาร์พี 14 วัน น่าจะมีแนวโน้มขยับเข้าสู่ระดับ 4.75-5 % ภายในครึ่งแรกของปี 2549
แต่ทั้งนี้ ธปท. อาจมีความจำเป็นน้อยลง หากอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวลงมาต่ำกว่าระดับ 4 % ในช่วงครึ่งหลังของปี 2549 ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ปัจจุบันอยู่ที่ระดับขั้นต่ำ 3-3.25 % อาจมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 4 % ณ ปลายปี 2549
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ทาง ธปท.ระบุว่าจะดำเนินนโยบายการเงินจนกว่าจะแซงอัตราเงินเฟ้อ และยังต้องการให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงเป็นบวกจากปัจจุบันที่ติดลบอยู่ 1.17% ซึ่งล่าสุดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. อยู่ที่ระดับ 4.25 % ซึ่งเป็นการปรับขึ้น 0.25 % เนื่องจากคณะกรรมการฯ ต้องการลดแรงกดดันที่มีต่ออัตราเงินเฟ้อ ซึ่งแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนธันวาคมจะอยู่ในระดับ 5.8 % ปรับตัวลดลงจากเดือนพฤศจิกายนเล็กน้อย แต่แนวโน้มที่อัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวสูงขึ้นยังคงมีอยู่ตามราคาน้ำมันดิบที่อาจปรับสูงขึ้น
แบงก์กรุงเทพขยับดอกเบี้ยตาม
รายงานข่าวจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า ธนาคารได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 24 และ 36 เดือน และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มีผลตั้งแต่วานนี้ (7 มี.ค.) เป็นต้นไป โดยเงินฝากประจำ 12 24 และ 36 เดือน ปรับขึ้น 0.25 % อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับขึ้น 0.25 % ทุกประเภท ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) เท่ากับ 7 % อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าเบิกเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) เท่ากับ 7.25 % และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าทั่วไป (เอ็มอาร์อาร์) เท่ากับ 7.50 %
|
|
 |
|
|