|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
TOG ยืนยันเดินหน้าขายหุ้น IPO ได้ 15 มีนาคมนี้ ก่อนจะเข้าเทรด 22 มีนาคม 49 โดยจะกำหนดราคาใน 2 วันนี้ ช่วงราคาระหว่าง 3-3.50 บาทต่อหุ้น คาดการเมืองกดหุ้นในวันแรกที่เข้าเทรดแต่เชื่อระยะยาวเด้งกลับสู่พื้นฐานที่ดี มั่นใจปีนี้รายได้ดีกว่าปีก่อน หลังโครงการที่พัฒนาเริ่มส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อได้ประเดิมแถบยุโรปเป็นแห่งแรก
ดร.สว่าง ประจักษ์ธรรม ประธานกรรมการและผู้จัดการ บริษัท ไทยออพติคอลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TOG เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผนเดิมที่จะขายหุ้นไอพีโอในวันที่ 15 มีนาคมนี้และเข้าจทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในวันที่ 22 มีนาคมนี้แม้ว่ายังคงมีเหตุการณ์ชุมนุมยืดเยื้อ เนื่องจากมองว่าหากบริษัทมีการเลื่อนการขายหุ้นออกไปก็ไม่ทราบว่าเหตุการณ์ทางการเมืองจะมีความชัดเชนเมื่อไหร่
"ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ทางการเมื่องที่ยืดเยื้อ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ อย่างไรซึ่งหากเรายังคอยดูแล้วค่อยมากำหนดอีกครั้งก็อาจจะไม่ทัน " ดร.สว่างกล่าว
สำหรับราคาหุ้น TOG นั้นคาดว่าจะสามารถสรุปได้ในอีก 1-2 วันข้างหน้านี้จากช่วงราคาหุ้นที่อยู่ที่ 3.0-3.5 บาท โดยบริษัทจะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 68 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็น 17 % ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วภายหลังการเพิ่มทุน ขณะที่บริษัทมีทุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท ชำระแล้ว 332 ล้านบาท ซึ่ง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 บริษัทและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 1,463.92 ล้านบาท หนี้สินรวม 487.51ล้านบาท มีอัตราหนี้สินต่อทุนเท่ากับ 0.50 บาท
ดร.สว่างกล่าวต่อว่า บริษัทก็มีความกังวลกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นซึ่งคาดเดาได้ยากว่านักลงทุนจะให้ความสนใจหุ้น TOG มากน้อยเพียงใด ซึ่งบริษัทก็ได้มีการหารือกับทางอันเดอร์ไรท์เตอร์คือ บล.กรุงศรอยุธยาถึงราคาหุ้นที่เข้าซื้อขายในวันแรกว่าอาจจะปรับตัวลดลงมาตามภาวะตลาดฯแต่ทั้งนี้ เชื่อว่าในระยะยาวราคาหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาสู่ภาวะปกติตามปัจจัยพื้นฐานและผลตอบแทนที่ดีได้
โดยบริษัทประมาณการว่ารายได้ในปี 2549 จะมีการขยายตัวดีกว่าปีก่อน เนื่องจากโครงการที่พัฒนาเมื่อปลายปี 2548 จะสามารถเริ่มส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อของลูกค้าได้ ซึ่งลูกค้ารายใหม่ของบริษัทจะอยู่ในทวีปยุโรป ในขณะที่ลูกค้ารายเดิมอย่างในประเทศอังกฤษ, ฝรั่งเศส,เยอรมันเป็นต้นก็ยังสั่งสินค้าเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้ยังคงเป็นการส่งออก 93 % และจำหน่ายในประเทศ 7 %ซึ่งการใช้เลนส์ในประเทศไทยถือว่ายังอยู่ในระดับที่ไม่มากนัก หากเทียบกับต่างประเทศ โดยไทยมีการใช้เลนส์อยู่ที่ประมาณ 10 ล้านคู่ต่อปี ในขณะที่ต่างประเทศมีการใช้เลนส์อยู่ที่ประมาณ 400-500 คู่ต่อปี
ส่วนแนวโน้มอุตสาหกรรมแว่นตานั้น มองว่ายังมีการเติบโตไปได้เรื่อย ๆ ซึ่งจะเป็นในลักษณะที่ไม่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมากหรือปรับลดลงมาก แต่จะมีการปรับไปตามจำนวนประชากร
|
|
 |
|
|