Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน3 มีนาคม 2549
พล็อตฯปรับเกมหลังวืดเป้า200ล.ส่งทีมพิเศษรุก-ลดไซส์ดึงยอดคืน             
 


   
search resources

Cosmetics
พล็อต แอนด์ แพลน, บจก.




“พล็อต แอนด์ แพลน” ปรับกลยุทธ์ใหม่รับศึกการเมืองและเศรษฐกิจฝืดเริ่มปรับตั้งแต่ช่วงต้นปีทั้งทำไซส์สินค้าเล็กลงเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงส่งทีมงานพิเศษบุกทำตลาดชุมชนที่เข้าไม่ถึง ล่าสุดเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “โอ มาย ก็อด !” เจาะกลุ่มคนเทรนด์ดี้ คาดสิ้นปียอดขายโต 20% หลังพลาดเป้าปีที่แล้วถึง 200 ล้านบาท

นางวิภารดี ภูวนาถนรานุบาล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พล็อต แอนด์ แพลน จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอางสมุนไพร “เบลล่า นีน่า” เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้บริษัทฯได้มีการปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่บางส่วน อาทิ มีการปรับหรือเพิ่มไซส์สินค้าที่ขายดีอย่างเบลล่า นีน่าลงให้มีขนาดเล็กลง 15 กรัม จากเดิมมีขนาดใหญ่ 65 กรัม เพื่อรองรับกับกำลังซื้อของลูกค้าที่ชะลอตัวลง อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นบริษัทฯจึงรีบเปิดตัวแผนดังกล่าวในช่วงต้นปีนี้ จากเดิมมีแผนจะเริ่ม 1 มีนาคมนี้

ประกอบกับบริษัทฯเตรียมทำตลาดหนักขึ้นผ่านทางทีมงาน 6 ทีมพิเศษ ประกอบด้วย 2 คนต่อรถ 1 คัน ในการทำเวิร์คชอปเพื่อเจาะตลาดชุมชนที่ยังเข้าไม่ถึง โดยแบรนด์ที่ใช้ในการทำตลาดจะเป็นแบรนด์ “เบลล่า นีน่า” ซึ่งมีราคาสินค้าไม่แพงเฉลี่ยประมาณ 200 บาท และสินค้าสามารถใช้ได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้บริษัทฯตั้งเป้าว่าภายใน 1 ทีมจะมียอดลูกค้าประมาณ 800-1,000 รายต่อเดือนโดยทีมงานดังกล่าวนี้เริ่มปฏิบัติการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 49ที่ผ่านมา จากเดิมที่บริษัทฯวางไว้ว่าจะเริ่ม 1 มี.ค.49

ล่าสุดบริษัทฯได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์สกินแคร์ใหม่ภายใต้ชื่อ “โอ มาย ก็อด ! (Oh My God!)” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ทำหน้าที่ทั้งปกป้อง ฟื้นฟู และบำรุงผิวจำนวน 5 รายการ ได้แก่ สบู่,ครีมบำรุงผิว,โบ-ซิไลน์,แฮร์ โทนิคและมนตรา สเปย์ มิสต์ที่มีไว้แจกฟรีให้แก่สมาชิก โดยกลุ่มเป้าหมายหลักจะเน้นที่นักธุรกิจหรือคนที่เทรนด์ดี้ ซึ่งระดับราคาสินค้าจะอยู่ 200-1,500 บาท และสินค้าเริ่มวางขายแล้วในวันที่ 1 มี.ค.49 ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้คาดว่าจะสามารถทำรายได้ถึงสิ้นปีที่ 100-120 ล้านบาท

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ในเครือของบริษัทฯมีดังนี้ 1. เบลล่า นีน่า เป็นผลิตภัณฑ์สกินแคร์ดูแลผิวหน้า เช่น รักษาฝ้าและกระ โดยสินค้าในกลุ่มนี้ยังมีครีมมะขามป้อม ( Brightening Plus), อาราบาด้า,เบลล่า เบลล่า 2.บิวตี้ คาเฟ่ เป็นผลิตภัณฑ์อโรมาเธอราพี 3. เดอะ ลิฟท์ เฟอร์เอเวอร์ ผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาและผลิตเอง และเครื่องสำอางไวลด์ ออร์คิด

“แผนการตลาดในปีนี้ของบริษัทฯเตรียมใช้งบการตลาดไว้ที่ 30 ล้านบาท โดยในช่วง 3 เดือนแรกจะใช้ประมาณ 9 ล้านบาท โดยจะเน้นทำตลาดผ่านสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และวิทยุ รวมถึงการทำโปรโมชั่นต่างๆ เช่น โปรโมชั่นผลิตภัณฑ์โอ มาย ก็อด 2 ชุด คาดว่าจะขายได้จำนวน 3หมื่นชุด เป็นต้น”

ส่วนช่องทางการขายสินค้าของบริษัทฯ ปัจจุบันมีขายผ่านทั้งแฟรนส์ไชส์บิวตี้ คาเฟ่ทั้ง 33 รายและเอเยนต์ย่อย 400 แห่งทั่วประเทศ ปีนี้บริษัทฯตั้งเป้าเพิ่มแฟรนไชส์อีกกว่า 2 แห่ง ส่วนจำนวนสมาชิกขณะนี้มีกว่า 3-4 หมื่นราย

ด้านตลาดส่งออกขณะนี้มีลูกค้าหลักอยู่ในประเทศญี่ปุ่น 2 ราย ,อินเดีย, ดูไบ และตลาดอเมริกา ซึ่งมีการซื้อขายแบบจำนวนน้อย แต่ในช่วงปลายเดือนมี.ค.นี้จะมีลูกค้าจากไมอามีเข้ามาติดต่อ เพื่อนำสินค้าเบลล่า นีน่าไปเปิดตลาดที่อเมริกาและเปอร์โตริโก ซึ่งมีประชากรกว่า 30 ล้านราย

สำหรับยอดรายได้ของบริษัทฯปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 15-20% จากยอดรายได้ปีที่แล้วที่ได้กว่า 600 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่เป็นไปตามเป้าเดิมที่ตั้งไว้คือ 800 ล้านบาท เนื่องจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและน้ำมันขึ้นราคา โดยสัดส่วนยอดรายได้แบ่งเป็น เบลล่า นีน่า 70% บิวตี้ คาเฟ่,เดอะลิฟท์ ฟอร์เอเวอร์และไวลด์ ออร์คิด 15% และยอดส่งออก 15%   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us