|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
“พรีม่าโกลด์” ระบุสถานการณ์การเมืองไม่นิ่งพ่นพิษ ยอดขายไตรมาสแรกสะดุด โตเพียง 20% ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 30% ปรับแผนรุกตลาดนอกฤดูขายหนักช่วงไตรมาสสอง-สาม พร้อมอาศัยเอฟทีเอลุยเปิดตลาดอินเดีย-จีนปีนี้ มั่นใจสิ้นปีกวาดรายได้ตามเป้า 800 ล้านบาท
นางสาวรุ่งนภา เงางามรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีม่าโกลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายทองคำ 24 เค เปิดเผยว่า ยอดขายในไตรมาสแรกของปีนี้ คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 30 % เป็นเหลือเพียง 20% ทั้งนี้เพราะปัจจัยลบทางสถานการณ์การเมืองที่ไม่นิ่ง ทำให้ผู้บริโภคเกิดความระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย โดยสังเกตุว่าคนออกมาเดินห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้าในช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายลดลง
“สถานการณ์ทางการเมือง คงเป็นปัจจัยกระทบแค่สั้นๆเท่านั้น ปีนี้ทั้งปีผลประกอบการของบริษัทคาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายกว่า 800 ล้านบาท เพราะมีปัจจัยบวกด้านราคาทองที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อทองคำ 24 เค เพื่อใส่เป็นเครื่องประดับง่ายขึ้น ขณะเดียวกันเรามองว่าภาพรวมของเศรษฐกิจไทยยังคงดีอยู่”
สำหรับแผนการตลาด บริษัทได้เตรียมรุกหนักในช่วงนอกฤดูขายมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สองและไตรมาสที่สาม ด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย การโฆษณาประชาสัมพันธ์ พร้อมกับเปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ โดยเน้นความถี่ในการซื้อและความหลากหลายในการใช้งาน ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นผลประกอบการโดยรวมภายในประเทศของบริษัทให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ 600 ล้านบาท หรือมีอัตราการเติบโต 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมามีรายได้ 500 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ ปีนี้บริษัทยังได้วางแผนขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศจีนและอินเดีย เนื่องจากนโยบายเปิดการค้าเสรีหรือเอฟทีเอเป็นปัจจัยหนุนในการขยายธุรกิจ โดยในจีนจะปรับลดภาษีนำเข้าเครื่องประดับทองเหลือ 12% ในปี 2550 ซึ่งบริษัทจะเริ่มบุกจีนในกลางปีหรือปลายปี 2550 ในลักษณะลงทุนเองและการหาตัวแทนจำหน่าย ซึ่งขณะนี้บริษัทแม่ได้เข้าไปตั้งโรงงานผลิตเครื่องประดับเงินนำร่องก่อนแล้ว
ด้านประเทศอินเดียบริษัทจะเริ่มรุกตลาดปีนี้ โดยการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย 4 มุมเมือง เนื่องจากปีนี้ภาษีนำเข้าเครื่องประดับลดลง 0% ในเดือนกันยายน 2549 นี้ สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ บริษัทจะมุ่งเน้นความร่วมมือทางธุรกิจกับคู่ค้าในด้านกิจกรรมส่งเสริมการขาย และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมทั้งขยายรูปแบบดำเนินธุรกิจ เช่น การลงทุนร่วมกับคู่ค้าเปิดร้านค้าปลีก จัดจำหน่ายในระบบแฟรนไชส์ หรือขายระบบขายตรงผ่านสื่อต่างๆ ได้แก่ โทรทัศน์ สื่ออินเทอร์เน็ต เป็นต้น
โดยสิ้นปีนี้บริษัทจะมีจุดจำหน่ายในต่างประเทศทั้งหมด 40 จุด กว่า 15-16 ประเทศ ประกอบด้วย อินโดนีเซียและดูไบเป็นประเทศที่สร้างรายได้หลัก ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม ญี่ปุ่น เนปาล เป็นต้น ซึ่งตั้งเป้ารายได้จากต่างประเทศมีอัตราการเติบโต 30 % จากในปีที่ผ่านมามีรายได้ 200 ล้านบาท สำหรับการรุกตลาดในจีนตั้งเป้ามีรายได้ปีแรก 50 ล้านบาท ส่วนในอินเดียตั้งเป้า 50 ล้านบาท ส่วนรายได้จากการจัดงานบางกอกเจมส์ แอนด์ จิวเวลรี่ แฟร์ ครั้งนี้ ตั้งเป้าเติบโต 20% จากในปีที่ผ่านมา 20 ล้านบาท
|
|
 |
|
|