Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน1 มีนาคม 2549
MFCขอลุยหุ้นนอกตลาดเพิ่มสู้ศึก”เฮจฟันด์”             
 


   
www resources

โฮมเพจ เอ็มเอฟซี, บลจ.

   
search resources

เอ็มเอฟซี, บลจ.
Funds




"เอ็มเอฟซี" วอนรัฐขยับเพดานลงทุนในหุ้นนอกตลาดอย่างไม่จำกัด จากที่กำหนดไว้ 10% ในปัจจุบัน หวังหนุนให้มีความอิสระเหมือนกองทุนเฮจฟันด์ที่เข้ามาลงทุนในประเทศอย่างไม่มีข้อจำกัด "พิชิต" มองเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยง และยังต้องพึ่งการส่งออก ด้านตลาดหุ้นไทย คาดการณ์ดัชนีสิ้นปี 49 ที่ระดับ 750-780 จุด

นายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC เปิดเผยว่า ปัจจุบันการลงทุนในหุ้นนอกตลาดของกองทุนรวมจำกัดสัดส่วนการลงทุนได้ไม่เกิน 10% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ในขณะที่กองทุนประเภทเฮจฟันด์สามารถลงทุนได้อย่างอิสระ เช่น การเข้าไปซื้อหนี้ หรือการลงทุนในหุ้นนอกตลาด ซึ่งการลงทุนลักษณะนี้จะต้องใช้ความรู้ความสามารถมาก เนื่องจากไม่ได้ลงทุนหรือวิเคราะห์หุ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องบริหารเงินเพื่อไปลงทุนในทรัพย์สินเหล่านี้ด้วย ทั้งนี้ การที่กองทุนเฮจฟันด์เข้าไปลงทุนในหุ้นนอกตลาดกันมาก เนื่องจากธุรกรรมเหล่านี้มีกำไรดี และสามารถแบ่งกำไรกันในอนาคตได้ ซึ่งเป็นกำไรในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยภาครัฐน่าจะมีการส่งเสริม ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับต่างชาติด้วยเช่นกัน โดยอยากจะให้ขยายเพดานการลงทุนจากเดิมที่ 10% เป็นลงทุนอย่างไม่มีลิมิต เนื่องจากปัจจุบันต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้โดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งการลงทุนลักษณะพิเศษเช่นนี้จะต้องใช้ความรู้ความสามารถมาก และมีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเชิงลึกมาก ซึ่งต่างชาติจะเข้าถึงข้อมูลในประเทศไทยได้ยาก ดังนั้นบทบาทของนักลงทุนในประเทศน่าจะมีมากกว่า

ทั้งนี้ การลงทุนในกองทุนไพรเวทส์ อีควิตี้ หรือกองทุนที่ลงทุนในหลักทรัพย์นอกตลาด โดยหลักการแล้วจะไปลงทุนในธุรกิจที่มีอยู่แล้ว และมีปัญหาด้านการเงิน หรือการบริหารจัดการ ซึ่งเมื่อมีการฟื้นฟูจะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ ต่างจากการลงทุนในกองทุนร่วมทุน ที่จะเข้าไปลงทุนในบริษัทที่เริ่มจากศูนย์ อย่างไรก็ตาม ภาวะในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยต่ำมากเกินไป จึงทำให้เกิดความไม่สมดุลย์ระหว่างเงินฝากธนาคารกับสภาพคล่องที่มีอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีกองทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยง (Protect Fund) เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ดังนั้นกองทุนไพรเวทส์ อีควิตี้ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินที่ดี อย่างไรก็ตามหากสามารถพัฒนาไปในทิศทางดังกล่าวได้ การทำงานของ บลจ.จะเริ่มใกล้เคียงกับธนาคารมากยิ่งขึ้น

นายพิชิตกล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจว่า ปัจจุบันยอมรับว่าเศรษฐกิจของประเทศไทย ยังคงมีปัจจัยความเสี่ยงอยู่ โดยการเติบโตของเศรษฐกิจมีความจำเป็นต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก นอกจากนี้ ค่าเงินบาทยังติดกับเศรษฐกิจโลก จึงทำให้มีการควบคุมเศรษฐกิจมหาภคลำบาก ดังนั้นจึงต้องพึ่งพาการส่งออก และพึ่งพาการลงทุนภายในประเทศ เพื่อให้เกิดจากจ้างงานภายในดีกว่าพึ่งพาต่างชาติ

สำหรับภาวะดอกเบี้ยในประเทศยังไม่อยากให้มีส่วนต่างมาก เพราะจะทำให้เม็ดเงินของต่างชาติไม่ไหลเข้ามาในประเทศ ซึ่งดอกเบี้ยในประเทศจะขึ้นหรือไม่นั้นมองว่ายังคงผูกติดอยู่กับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยอาจจะขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดเกินครึ่งปีก็ได้ อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นนโยบายทางการเงินที่จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้น โดยเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะดูผลกระทบต่อเงินเฟ้อควบคู่ไปด้วยในการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในแต่ละครั้ง

อย่างไรก็ตาม หากประเมินภาวะดอกเบี้ยและการเมืองในปัจจุบันแล้ว การลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น และการลงทุนต่างประเทศน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีปัจจัยลบเข้ามากระทบตลาดหุ้นอยู่บ้างแต่ยังคงเชื่อว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในสิ้นปี 49 จะขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 750-780 จุดได้ ภายใต้ P/E ที่ 10 เท่า และกำไรต่อหุ้นที่ 5% ในขณะที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนอยู่ในระดับ 5%

ด้านนายศุภกร สุนทรกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ. เอ็มเอฟซี กล่าวว่า บริษัทเตรียมเปิดขายหน่วยลงทุนสำหรับกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี โกลบอลสมาร์ทฟันด์ (MGS) กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) กองใหม่ที่มีนโยบายการลงทุนแบบผสม ทั้งการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ (คอมมอดิตี้) เช่น น้ำมัน ทองคำ โลหะมีค่า และสินค้าเกษตร รวมถึงการลงทุนในเงินสดสกุลดอลลาร์ด้วย

สำหรับนโยบายการลงทุนในหุ้น จะเน้นลงทุนทั้งตลาดในประเทศที่พัฒนาแล้วและตลาดประเทศเกิดใหม่ โดยจะไม่เฉพาะเจาะจงหรือให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มใดเป็นพิเศษ แต่จะกระจายการลงทุนออกไปตามความน่าสนใจของตลาดนั้นๆ ส่วนการลงทุนในคอมมอดิตี้นั้น จะเข้าไปลงทุนผ่านกองทุนประเภท ETF (Exchange Traded Fund) เป็นหลัก

นายศุภกรกล่าวว่า สำหรับกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี โกลบอลสมาร์ทฟันด์ เอ็มเอฟซีจะเป็นผู้จัดการลงทุนและบริหารการลงทุนเอง โดยจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะให้น้ำหนักการลงทุนที่ไหน ซึ่งกองทุนนี้ถือเป็นกองทุน FIF กองแรกที่บริษัทบริหารจัดการเองโดยไม่มีที่ปรึกษาด้านการลงทุน เนื่องจากที่ผ่านมา จากการร่วมลงทุนกับพันธมิตรหลายรายทำให้เอ็มเอฟซีพอที่จะสามารถบริหารจัดการการลงทุนเองได้

สำหรับกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี โกลบอลสมาร์ทฟันด์ มีมูลค่าโครงการ 10 ล้านดอลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 400 ล้านบาท โดยจะเปิดเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรกระหว่างวันที่ 13-24 มีนาคมนี้   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us